ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
‘เขื่อน’ แหล่งผลิตไฟฟ้าล้าสมัย สู่คำถามสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เมื่อต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมสูงกว่าที่คิด
สิ่งแวดล้อม

‘เขื่อน’ แหล่งผลิตไฟฟ้าล้าสมัย สู่คำถามสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เมื่อต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมสูงกว่าที่คิด

พีรณัฐ วัฒนเสน23 เม.ย. 696 นาที23 เม.ย. 69

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา พลังงานหมุนเวียนได้กลายเป็นความหวังสำคัญของโลกในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในนั้นคือพลังงานน้ำจากเขื่อน (Hydropower)

ขนาดตัวอักษร

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา พลังงานหมุนเวียนได้กลายเป็นความหวังสำคัญของโลกในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในนั้นคือพลังงานน้ำจากเขื่อน (Hydropower) ซึ่งมักจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มพลังงานสะอาด เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้โดยแทบไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตโดยตรง ทั้งความสามารถในการผลิตพลังงานอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพยังทำให้เขื่อนถูกมองว่าเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายประเทศ

แต่ภายใต้ภาพลักษณ์ของพลังงานน้ำจากเขื่อนนั้น งานวิจัยจำนวนมากระบุว่าเขื่อนมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สูงกว่าที่สังคมเคยคิดไว้ โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มการพิจารณาในเรื่องของระบบนิเวศ มากกว่ามองเพียงตัวชี้วัดด้านคาร์บอนเพียงอย่างเดียว

การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีการกักเก็บน้ำในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้พื้นที่ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากถูกน้ำท่วมอย่างถาวร ระบบนิเวศที่เคยมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติถูกแยกออกจากกัน แม่น้ำที่เคยไหลอย่างอิสระถูกควบคุมให้เป็นไปตามความต้องการของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่พื้นที่เหนือเขื่อน แต่ยังส่งผลต่อพื้นที่ปลายน้ำที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำและตะกอนอีกด้วย

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ในภูมิภาคลุ่มน้ำแอมะซอนของบราซิล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างเขื่อนเบโลมอนเต (Belo Monte Dam) บนแม่น้ำซินงู (Xingu) ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประเทศ แต่ผลที่ตามมาคือการสูญเสียพื้นที่ป่าฝนจำนวนมหาศาล การเปลี่ยนแปลงของระบบแม่น้ำทำให้ปลาหลายชนิดที่อาศัยอยู่เฉพาะถิ่นไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตามเดิม ขณะเดียวกัน ชุมชนชนพื้นเมืองจำนวนมากต้องถูกย้ายออกจากพื้นที่ที่เคยเป็นถิ่นฐานดั้งเดิม ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่มองว่าเป็นพลังงานสะอาดในมุมมองของการปลดปล่อยคาร์บอน อาจแลกมาด้วยการสูญเสียระบบนิเวศที่ไม่สามารถฟื้นคืนได้

เขื่อนเบโลมอนเต (Belo Monte) : ที่มาภาพ Wikipedia

ในฝั่งเอเชียใกล้ตัวเราอย่างจีนเองก็มีเขื่อนขนาดยักษ์บนแม่น้ำแยงซีในประเทศจีน ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเช่นกัน โครงการนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชนมากกว่าหนึ่งล้านคนต้องอพยพ แต่ยังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพของแม่น้ำ ตะกอนที่เคยไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำถูกกักไว้ ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนล่าง และเพิ่มความเปราะบางของภูมิประเทศโดยรอบอ่างเก็บน้ำ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงของดินถล่มและการพังทลายของหน้าดินหลังจากนี้

เขื่อนซานเสียต้าป้าหรือเขื่อนสามผา : ที่มาภาพ Wikipedia

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม่น้ำโขงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความซับซ้อนของการพัฒนาเขื่อนในระบบนิเวศที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดน การสร้างเขื่อนจำนวนมากในลุ่มน้ำโขงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการอพยพของปลา ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของประชากรหลายสิบล้านคนในภูมิภาค ปริมาณตะกอนที่ลดลงยังทำให้พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำในเวียดนามเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะและการรุกล้ำของน้ำเค็ม ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ผลกระทบของเขื่อนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในพื้นที่ก่อสร้าง แต่สามารถขยายไปสู่มิติทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางอาหารของทั้งภูมิภาค

แม่น้ำโขง : ที่มาภาพ The Active

ในประเทศไทยเองก็มีโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นในจังหวัดแพร่ ที่เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของความตึงเครียดระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์ แนวคิดของโครงการนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1973 โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมน้ำท่วมในลุ่มน้ำยมและเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร

แต่พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นอ่างเก็บน้ำนั้นกลับเป็นที่ตั้งของป่าสักทองธรรมชาติผืนใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งมีคุณค่าทั้งในระบบนิเวศและเศรษฐกิจ การสร้างเขื่อนจะนำไปสู่การสูญเสียป่าที่ใช้เวลาหลายร้อยปีในการฟื้นตัว รวมถึงกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

แก่งเสือเต้น : ที่มาภาพ iGreen

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โครงการนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับเสียงคัดค้านจากชุมชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมที่กังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แม้จะยังไม่มีการก่อสร้างจริง แต่กรณีแก่งเสือเต้นได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของคำถามสำคัญว่า การจัดการน้ำจำเป็นต้องพึ่งพาเขื่อนขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวหรือไม่

ตอนนี้ประเทศไทยและหลาย ๆ ประเทศเริ่มมีแผนโครงการสร้างเขื่อนขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่กลับกัน บางประเทศเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามกับโครงสร้างขนาดใหญ่ที่เคยสร้างขึ้น และเลือกรื้อถอนเขื่อนเหล่านั้น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ

หนึ่งในกรณีที่ได้รับความสนใจคือการรื้อเขื่อนในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในแม่น้ำเอลวา (Elwha) รัฐวอชิงตัน ซึ่งเคยถูกกั้นด้วยเขื่อนมานานกว่าศตวรรษ ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจรื้อถอนในช่วงปี ค.ศ. 2011 ถึง ค.ศ. 2014

แม่น้ำเอลวา สหรัฐอเมริกา : ที่มาภาพ AP Photo

หลังการรื้อถอน แม่น้ำเริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ตะกอนที่เคยถูกกักไว้ไหลกลับสู่ปลายน้ำ ปลาแซลมอนซึ่งเคยหายไปเริ่มกลับมาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้กลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการคืนแม่น้ำสู่ธรรมชาติ

กรณีของเขื่อนแก่งเสือเต้นในประเทศไทย และตัวอย่างจากต่างประเทศ สะท้อนภาพเดียวกันอย่างชัดเจนว่า การประเมินพลังงานหมุนเวียนและการจัดการน้ำโดยพิจารณาเพียงการปล่อยคาร์บอนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

เขื่อนอาจเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และชุมชนมนุษย์ในระดับที่ยากจะฟื้นคืน

ในโลกที่กำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งด้านสภาพภูมิอากาศและความเสื่อมโทรมของธรรมชาติ การตัดสินใจด้านพลังงานจึงจำเป็นต้องมองให้ลึกกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงคำถามว่าพลังงานนี้สะอาดหรือไม่ แต่ต้องรวมถึงคำถามว่า พลังงานนั้นยั่งยืนเพียงใด เมื่อพิจารณาระบบนิเวศในระยะยาว

และในบางกรณี คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างโครงสร้างใหม่เสมอไป แต่อาจอยู่ที่การทบทวนสิ่งที่เคยสร้างขึ้นแล้ว และกล้าที่จะคืนพื้นที่ให้ธรรมชาติอีกครั้ง

แนวคิดการจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ (Integrated Water Resource Management) และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไม่กลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS  


ที่มาข้อมูล : iea, mrcmekong, springer, nlm, sciencedirect


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯสิ่งแวดล้อม

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯ

ชวนลดโลกร้อน เพราะ “โลกร้อน” ส่งผลกระทบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เนื่องจากทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เป็นผลให้ “โลก” กำลังเปลี่ยนรูปร่างทางกายภาพและแบนราบน้อยลง

18 ก.ย. 69|2 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้นสิ่งแวดล้อม

ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น

อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์! ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงเป็นพิเศษในปีนี้ ส่งผลให้ ณ ตอนนี้ยังไม่มีพายุเฮอริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเลยแม้แต่ลูกเดียว แต่การเกิดพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มาหาคำตอบในเรื่องนี้กัน

16 ก.ย. 69|4 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็นสิ่งแวดล้อม

วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็น

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และการประมวลผลบนระบบคลาวด์ทั่วโลก กำลังส่งผลให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

15 ก.ย. 69|5 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
    ‘เขื่อน’ แหล่งผลิตไฟฟ้าล้าสมัย สู่คำถามสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เมื่อต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมสูงกว่าที่คิด | Thai PBS Sci & Tech