ส่งผลกระทบต่อการหมุนรอบตัวเอง และรบกวนระบบการกำหนดเวลาทั่วโลกของเราในปี 2029 ข้อมูลจากงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Geophysical Research: Solid Earth
มองจากอวกาศ โลกดูเหมือนจะเป็นทรงกลมสมบูรณ์แบบ เรียบเนียนและสวยงามราวกับลูกแก้วสีฟ้าลูกเล็ก ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โลกมีรูปร่างคล้ายมันฝรั่งขรุขระ แบนราบที่ขั้วโลกและโป่งออกที่เส้นศูนย์สูตร อย่างไรก็ตาม รูปร่างแปลก ๆ นี้ก็ไม่ได้คงที่เสมอไป
จากมุมมองของเรา ๆ โลกอาจดูเหมือนแข็งแกร่งดุจหินผา ซึ่งปกคลุมด้วยเปลือกโลกหนาที่ทำจากวัสดุที่แข็งและเคลื่อนที่ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม รูปร่างของโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะช้ามาก ๆ ผ่านกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น การละลายของน้ำแข็งการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก และการเปลี่ยนแปลงภายในโลก เป็นต้น

พาไปรู้จัก “โลก” แห่งธรณีวิทยา
โลกแห่งธรณีวิทยา คือวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการวัดรูปทรงเรขาคณิต สนามแรงโน้มถ่วง และการวางตัวในอวกาศของโลก โดยนักธรณีวิทยาได้ทำการวัดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของโลกมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 โดยส่วนใหญ่ใช้ดาวเทียมและเลเซอร์ในการวัดการเปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วงเล็กน้อย
การศึกษาครั้งใหม่โดย Christopher Kotsakis นักธรณีวิทยาจาก Aristotle University of Thessaloniki ประเทศกรีซ พบว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอัตราการยกตัวของพื้นที่ขั้วโลกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในเวลาไม่ถึง 20 ปี
โดยข้อมูลใหม่ชี้ให้เห็นว่า รูปร่างทางกายภาพของโลกกำลังแบนน้อยลงเล็กน้อย ระหว่างปลายทศวรรษ 1990 ถึงปี 2015 การยกตัวขึ้นที่ขั้วโลกเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า จากประมาณ 0.5 มิลลิเมตรต่อปี เป็นเกือบ 1.0 มิลลิเมตรต่อปี ในขณะที่แถบเส้นศูนย์สูตรทรุดตัวลงในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ผลที่ได้คือโลกมีรูปทรงกลมขึ้นเล็กน้อย
สำหรับแนวโน้มนี้ มีสาเหตุหลักมาจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก บริเวณน้ำแข็งรอบขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ของโลกละลายไปในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น เนื่องจากการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกทำให้มวล (ในรูปของน้ำ) กระจายตัวจากขั้วโลกไปยังส่วนอื่น ๆ ของมหาสมุทรบนโลก เช่น บริเวณเส้นศูนย์สูตร การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดภาระที่ขั้วโลก ทำให้เปลือกโลกบริเวณนั้นยกตัวสูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็เพิ่มภาระใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้เปลือกโลกใต้ทะเลถูกกดลง

“แรงโน้มถ่วง” บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ
เรื่องราวเป็นที่น่าสนใจก็เพราะ การวัดแรงโน้มถ่วงแสดงให้เห็นเรื่องราวจากมุมมองที่แตกต่างออกไป จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า มวลโดยรวมของระบบโลกและมหาสมุทรไปอยู่ที่ใด ขั้วโลกกำลังสูญเสียมวล ในขณะที่ละติจูดต่ำกำลังได้รับมวลเพิ่มขึ้น ซึ่งข้อมูลนี้ถูกต้อง แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า รูปร่างที่แท้จริงของเปลือกโลกกำลังตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร? เนื่องจากมวลที่สะสมอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้สนามแรงโน้มถ่วงบริเวณนั้นโป่งพองขึ้น อย่างไรก็ตาม พื้นดินในบริเวณเดียวกันนั้นกลับมีลักษณะตรงกันข้าม คือถูกกดลงและบุ๋มลงเนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้โป่งพองออกไป
ทั้งนี้ งานวิจัยสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงทางเรขาคณิตนี้ ไม่ได้สะท้อนให้เห็นอย่างสมบูรณ์ในสนามแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งบ่งชี้ว่าการตอบสนองทางเรขาคณิตของโลกที่เป็นของแข็ง และการตอบสนองของสนามแรงโน้มถ่วงต่อการกระจายมวลใหม่นั้นไม่ได้วิวัฒนาการไปในทิศทางเดียวกัน

ปัญหาที่จะเกิดขึ้น เมื่อ “โลก” เปลี่ยนแปลงรูปร่างทางกายภาพ
ทีมวิจัยเผยว่า ไม่ว่าจะมองในมุมใด ตอนนี้โลกก็กำลังเปลี่ยนรูปร่างไป และนั่นอาจส่งผลกระทบอย่างมากในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของ “โลก” จะส่งผลกระทบต่อการหมุนรอบตัวเองในวงโคจร ซึ่งจะทำให้ความยาวของวันทางดาราศาสตร์เปลี่ยนแปลงไป และรบกวนระบบการกำหนดเวลาทั่วโลกของเรา ผลกระทบอาจรุนแรงมากจนนักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับเสนอแนะว่า เวลาสากลเชิงพิกัด (Coordinated Universal Time) อาจต้องมีการปรับเพิ่มวินาทีพิเศษ (leap second )ซึ่งหมายถึงนาทีที่มีเพียง 59 วินาที ในช่วงประมาณปี 2029 ที่จะถึงนี้

โลกหมุนรอบตัวเองสำคัญอย่างไร?
การหมุนรอบตัวเองของโลก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตและสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนวัฏจักรธรรมชาติบนโลก โดยมีความสำคัญดังนี้
ทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน: ด้านที่หันรับแสงอาทิตย์จะเป็นเวลากลางวัน ส่วนด้านที่ตรงข้ามจะกลายเป็นเวลากลางคืน หมุนเวียนสลับกันไป
ควบคุมอุณหภูมิของโลก: ช่วยให้พื้นผิวโลกไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัดจนเกินไป เนื่องจากแต่ละด้านมีเวลาได้รับแสงแดดและคลายความร้อนสลับกันอย่างสมดุล
กำหนดทิศทางลมและกระแสน้ำ: แรงจากการหมุนของโลก (Coriolis Effect) ทำให้กระแสลมและกระแสน้ำในมหาสมุทรเบี่ยงทิศทาง ช่วยกระจายความร้อนไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก
ทำให้เกิดการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์: ทำให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏและลับขอบฟ้า ซึ่งนำไปสู่การกำหนดทิศหลัก (เหนือ ใต้ ออก ตก) และการนับเวลาในชีวิตประจำวัน
หล่อเลี้ยงจังหวะชีวิต: ควบคุมนาฬิกาชีวิตหรือพฤติกรรมตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด รวมถึงมนุษย์ด้วย

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าโลกหยุดหมุน
หากโลกหยุดหมุนรอบตัวเองกะทันหันในพริบตา ผลลัพธ์ที่ตามมาจะกลายเป็นภัยพิบัติร้ายแรงในระดับล้างโลกทันที เนื่องจากทุกสิ่งบนโลกใบนี้ยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วตามแรงเฉื่อยเดิม
ผลกระทบทันทีทันใด (วินาทีแรก)
แรงเหวี่ยงมหาศาล: แรง inertia จะเหวี่ยงทุกอย่างที่ไม่ได้ยึดติดกับแกนโลกไปทางทิศตะวันออกด้วยความเร็วเท่าเดิม (1,670 กม./ชม. ที่เส้นศูนย์สูตร) เปรียบเหมือนรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูงแล้วเหยียบเบรกกะทันหัน สิ่งก่อสร้างจะพังทลาย และมนุษย์จะปะทะกับกำแพงด้วยความเร่งมากกว่าแรงโน้มถ่วงปกติถึง 47 เท่า
มหาพายุและสึนามิ: บรรยากาศและมหาสมุทรจะยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเดิม เกิดลมพายุที่แรงกว่าสถิติสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ถึง 4 เท่า ตามด้วยคลื่นสึนามิขนาดมหึมาที่พัดทำลายพื้นที่ที่เหลืออยู่
การเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์
มหาสมุทรย้ายทิศทาง: เนื่องจากแรงเหวี่ยงที่เคยทำให้น้ำนูนบริเวณเส้นศูนย์สูตรหายไป มหาสมุทรจะไหลเข้าหาขั้วโลกทั้งสองฝั่งที่มีแรงโน้มถ่วงสูงกว่า
แผนที่โลกเปลี่ยนไป
มหาสมุทรจะท่วม: ทวีปยุโรป, รัสเซียส่วนใหญ่, กรีนแลนด์, แคนาดา, อาร์เจนตินา, ชิลี, นิวซีแลนด์ และแอนตาร์กติกา
เกิดมหาทวีปใหม่ขวางอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร: แยกมหาสมุทรออกเป็นสองฝั่ง (ซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้)
แผ่นดินไหวรุนแรง: การปรับตัวของเปลือกโลกเนื่องจากแรงโน้มถ่วงและการย้ายมวลน้ำ จะก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ทั่วโลก
ผลกระทบระยะยาว
1 วัน ยาวนานเท่ากับ 1 ปี: วงจรกลางวันและกลางคืนจะเปลี่ยนไป โดยครึ่งโลกจะหันเข้าหาดวงอาทิตย์และเผชิญกับกลางวันยาวนานต่อเนื่อง 6 เดือน (ร้อนจัดจนกลายเป็นทะเลทราย) ส่วนอีกครึ่งโลกจะเป็นกลางคืนยาวนาน 6 เดือน (หนาวจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)
สนามแม่เหล็กโลกสูญสลาย: การหยุดหมุนจะทำให้โลหะเหลวร้อนในแกนโลกหยุดเคลื่อนที่ตามไปด้วย ส่งผลให้สนามแม่เหล็กโลกที่ช่วยปกป้องเราจากรังสีคอสมิกและพายุสุริยะหายไป ชั้นบรรยากาศจะค่อย ๆ ถูกลมสุริยะพัดหายไปในอวกาศ และสิ่งมีชีวิตจะสูญพันธุ์ในที่สุด
ข้อเท็จจริงในความเป็นจริง
เหตุการณ์นี้เป็นเพียงคำถามเชิงตรรกะและจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ โลกไม่ได้กำลังจะหยุดหมุนกะทันหัน แต่ในความเป็นจริง โลกหมุนช้าลงเรื่อย ๆ (วันยาวขึ้นเฉลี่ย 1.7 มิลลิวินาทีต่อศตวรรษ จากแรงน้ำขึ้นน้ำลงระหว่างโลกกับดวงจันทร์) ซึ่งต้องใช้เวลามากถึง 18,500 ล้านปี กว่าที่หนึ่งวันจะมีระยะเวลายาวนานเท่ากับหนึ่งปี
📌อ่าน : ทำไม? การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบแบบเป๊ะ ๆ จึงเป็นเรื่องยาก
📌อ่าน : จะเกิดอะไรขึ้น ? ถ้า “โลก” หยุดหมุนกะทันหัน
📌อ่าน : WMO เตือน! “เอลนีโญ” รุนแรงเป็นประวัติการณ์ ใกล้เข้ามาแล้ว
📌อ่าน : ยังแก้ไขได้! 5 เรื่องต้องรู้ เมื่อโลกอุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส
📌อ่าน : อะไร? คือ “ก็อดซิลลา เอลนีโญ” เมื่อสภาพอากาศกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด
📌อ่าน : “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ส่งผลให้ “แพลงก์ตอนพืช” ในแปซิฟิกลดลง
📌อ่าน : ซูเปอร์เอลนีโญกำลังจะมา ไทยเตรียมรับมือฤดูแล้งยาวนานแล้วหรือยัง?
📌อ่าน : พายุขนาดใหญ่เกิดขึ้นจากโลกร้อน อาจเปลี่ยนแปลงฤดูฝนในเขตร้อนอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
📌อ่าน : ทำไมโลกเผชิญภัยความหนาวเย็นสุดขั้วหนักขึ้น สวนทางกับอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น
📌อ่าน : โลกร้อน! อาจเกิด “แผ่นดินไหว” บ่อยขึ้น เหตุระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง-ธารน้ำแข็งละลาย
📌อ่าน : ไทยจะจอดหรือรอด? ในวันโลกเดือด ต้องใช้เทคโนโลยีไหนรับมือ
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล: agupubs, nectec, scimath, thaipbs, astronomy, NASA - Astronomy
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



