แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ถึงความรุนแรงที่เป็นประวัติการณ์ แต่ทำไม? การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบแบบเป๊ะ ๆ จึงเป็นเรื่องยาก เราพาไปหาคำตอบเรื่องนี้กัน

สาเหตุที่ การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบจึงเป็นเรื่องยาก
ปรากฏการณ์เอลนีโญ-ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ( El Niño-Southern Oscillation) เป็นระบบภูมิอากาศที่แกว่งไปมาระหว่างสภาวะเอลนีโญที่อบอุ่นและสภาวะลานีญาที่เย็นกว่าทุก ๆ 2-3 ปีนั้น มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับหลายสิ่งหลายอย่างในธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาปรากฏการณ์นี้มานานแล้ว และหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้
นักพยากรณ์อากาศ เช่น NOAA ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์หลายแบบ เพื่อช่วยทำนายว่าระบบที่ซับซ้อนเช่นนี้จะคลี่คลายไปอย่างไร แบบจำลองแต่ละแบบแตกต่างกันในรายละเอียดของวิธีการทำนาย และค่าเฉลี่ยของแบบจำลองเหล่านั้นจะเป็นพื้นฐานของการพยากรณ์ที่นำเสนอต่อสาธารณชน สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการประมาณการที่ดีที่สุด โดยอิงจากความรู้และความเข้าใจที่มีอยู่ ณ ขณะนั้น
ปรากฏการณ์เอลนีโญแต่ละครั้งนั้นแตกต่างกันไป โดยอาจแตกต่างกันอย่างมากทั้งในแง่ของเวลาและผลกระทบ เอลนีโญแต่ละครั้งดูเหมือนจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของพื้นที่ที่เกิดภัยแล้งและน้ำท่วม ผลกระทบบางอย่าง เช่น ภัยแล้งในอเมริกากลางและการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอากาศทั่วโลกนั้นแทบจะแน่นอน ส่วนผลกระทบอื่น ๆ เช่น ฝนตกหนักในชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกานั้นมีความแปรปรวนมากกว่า ตัวอย่างเช่นเอลนีโญปี 2015-16 ซึ่งเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ กลับไม่ได้ช่วยบรรเทาภัยแล้งในแคลิฟอร์เนียมากนัก

ทศวรรษ 1980 ช่วงเริ่มต้นการพยากรณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญ
สำหรับการพยากรณ์แต่ละครั้ง นักพยากรณ์อากาศของสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ (National Weather Service) ขององค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) จะอาศัยข้อมูลจากการสังเกตการณ์หลากหลายรูปแบบ เช่น ดาวเทียม ทุ่นลอย ทุ่นวัดระดับน้ำทะเล และเรือ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกป้อนเข้าสู่แบบจำลองคอมพิวเตอร์ และใช้เป็นแนวทางในการพยากรณ์อากาศ โดยทีมผู้พยากรณ์อากาศ 10 คน จะออกแถลงการณ์พยากรณ์อากาศที่เป็นเอกฉันท์ในวันพฤหัสบดีที่สองของทุกเดือน
การคาดการณ์การเริ่มต้นของปรากฏการณ์เอลนีโญนั้นทำได้ยาก เนื่องจากต้องมีเหตุการณ์หลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการอุ่นขึ้นของมหาสมุทรแปซิฟิกเกิดขึ้นเสียก่อน เมื่อเอลนีโญเริ่มขึ้นแล้ว นักพยากรณ์อากาศก็จะมีทักษะที่ดีในการคาดการณ์ความรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงของมันได้
หนึ่งในชุดข้อมูลที่สำคัญที่สุด สำหรับการพยากรณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญ คืออุณหภูมิของผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตร นักพยากรณ์ยังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่าบรรยากาศมีการตอบสนองต่ออุณหภูมิของมหาสมุทรที่สูงขึ้นหรือไม่ โดยอาจทำให้ลมค้าเขตร้อนอ่อนกำลังลงหรือเปลี่ยนทิศทาง และพัดจากตะวันตกไปตะวันออกสู่ทวีปอเมริกาใต้ การเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรและบรรยากาศนี้มีความจำเป็นต่อการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ
นักพยากรณ์อากาศของ NOAA แบ่งประเภทเอลนีโญออกเป็นอ่อน ปานกลาง แรง และแรงมาก เอลนีโญแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน และบรรยากาศและมหาสมุทรก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามรูปแบบเดียวกันเสมอไป ในแต่ละครั้งที่เกิดเอลนีโญ

การประเมินความรุนแรงเอลนีโญ 2026-27
ในการประเมินความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญแต่ละปีนั้น นักวิทยาศาสตร์จะพิจารณาอุณหภูมิในบริเวณกลางมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้เส้นศูนย์สูตร ในพื้นที่ที่เรียกว่า “Niño 3.4” โดยความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญนั้นกำหนดโดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในปัจจุบัน หรือที่คาดการณ์ไว้ในภูมิภาคนั้น ลบด้วยค่าเฉลี่ยระยะยาว ปรากฏการณ์ที่รุนแรงมากจะมีค่าอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส ซึ่งหมายความว่าอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส (3.6 องศาฟาเรนไฮต์)
ทั้งนี้ ในศตวรรษที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์เอลนีโญสองครั้งที่โดดเด่น คือปี 1982-83 และ 2015-16 ซึ่งแต่ละครั้งมีค่าใกล้เคียงกับ 2.6 องศาเซลเซียส (4.7 องศาฟาเรนไฮต์) สำหรับการคาดการณ์เหตุการณ์ในปัจจุบันระบุว่า อุณหภูมิจะสูงขึ้นประมาณ 3 องศาเซลเซียส ถึงเกือบ 4 องศาเซลเซียส (5.4 – 7.2 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งอาจสูงกว่าอุณหภูมิที่เคยเกิดขึ้นอย่างน้อย 150 ปี และอาจนานกว่านั้นด้วย

เอลนีโญ 2026-27 ซึ่งรุนแรงเป็นประวัติการณ์ จะส่งผลกระทบกับโลกอย่างไร?
จากการคาดการณ์ขององค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) รวมถึง หน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศระดับชาติ และนานาชาติ อื่น ๆ โลกและประชากรโลกอาจเผชิญกับปีที่ร้อนที่สุดปีหนึ่ง หรืออาจร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในปี 2026 และ 2027 โดยอุณหภูมิของมหาสมุทรทั่วโลกอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์แล้ว ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่ทวีความรุนแรงขึ้นของปรากฏการณ์เอลนีโญ และภาวะโลกร้อนต่อปะการังและสิ่งมีชีวิตในทะเลอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย
ขณะที่ บางภูมิภาคที่มีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในโลก รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ตอนเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน คาดว่าจะประสบกับภัยแล้งอย่างรุนแรงในปีนี้
ส่วนพื้นที่ซึ่งโดยปกติแล้วแห้งแล้งมาก เช่น ชายฝั่งของเอกวาดอร์และเปรู อาจเผชิญกับพายุรุนแรงที่มีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดน้ำท่วมที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

“เอลนีโญ” ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร?
ปรากฏการณ์เอลนีโญ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยอาจส่งผลให้เกิดความสูญเสียมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความล้มเหลวทางการเกษตร ปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ และผลิตภาพแรงงานที่ลดลง ดังนี้
วิกฤตการณ์ทางการเกษตร-อาหาร และภาวะเงินเฟ้อ
- ความเสียหายของพืชผล: ภัยแล้งและฤดูมรสุมที่อ่อนแอในเอเชีย ออสเตรเลีย และบางส่วนของแอฟริกา ส่งผลให้ผลผลิตพืชผลหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี และน้ำตาล ลดลง
- ราคาสูงขึ้น: อุปทานที่ลดลงส่งผลให้ราคาอาหารทั่วโลกสูงขึ้น และเพิ่มค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสำหรับประเทศที่เปราะบาง
- ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประมง: น้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกที่อุ่นขึ้นจะขัดขวางไม่ให้สารอาหารจากน้ำเย็นขึ้นมาสู่ผิวน้ำ ทำให้ปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาแอนโชวี่ตาย และส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมประมงเชิงพาณิชย์
- ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น: ผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าอาหารทั่วโลก และอัตราเงินเฟ้อของราคาสินค้าผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างไม่สมส่วนต่อประเทศที่มีรายได้ต่ำ และพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก
- การขาดแคลนปัจจัยการผลิต: พืชผลที่ได้รับความเสียหายจากความเครียดทำให้ความต้องการสารเคมีทางการเกษตรเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองเลวร้ายลง และนำไปสู่การห้ามส่งออกปุ๋ยเคมีที่สำคัญตามนโยบายกีดกันทางการค้า
ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์
- ปัญหาคอขวดทางน้ำ: สภาพอากาศแห้งแล้งอย่างรุนแรงทำให้ระดับน้ำในเส้นทางการค้าที่สำคัญ เช่น คลองปานามา ลดลง ส่งผลให้การเดินเรือในแต่ละวันถูกจำกัด และต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น
- ความตึงเครียดในภาคอุตสาหกรรม: การขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมฉับพลันจากสภาพอากาศรุนแรงคุกคามการดำเนินงานเหมืองแร่ การผลิตไมโครชิป และห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีขั้นสูง
ความตึงเครียดด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน
- ความล้มเหลวของพลังงานน้ำ: ภัยแล้งลดระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำลดลงในประเทศที่พึ่งพาพลังงานน้ำเป็นอย่างมาก
- ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้น: คลื่นความร้อนจัดทำให้ความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีการใช้ถ่านหินและไฟฟ้ามากขึ้น
ความเสียหายทางเศรษฐกิจในระยะยาว
- การสูญเสียการเติบโต: มีผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง สามารถลดมูลค่าผลผลิตทางเศรษฐกิจโลกได้หลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
- การลงทุนที่ล่าช้า: รัฐบาลและภาคธุรกิจต้องใช้เงินไปกับการบรรเทาภัยพิบัติและการซ่อมแซมในทันที ทำให้เหลือเงินน้อยลงสำหรับการลงทุนระยะยาว เช่น โรงงานหรือโครงสร้างพื้นฐานใหม่
โดยรวมแล้ว ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้แสดงให้เห็นเพียงแค่เหตุการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงระบบระดับโลก ที่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถูกส่งต่อผ่านห่วงโซ่อุปทาน การค้าที่ไม่เท่าเทียมกัน และการจัดหาและการบริโภคพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลก การลดโลกร้อน การทำให้อุณหภูมิโลกเฉลี่ยลดต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส จะช่วยลดความรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญได้ในอนาคต
📌อ่าน : WMO เตือน! “เอลนีโญ” รุนแรงเป็นประวัติการณ์ ใกล้เข้ามาแล้ว
📌อ่าน : ยังแก้ไขได้! 5 เรื่องต้องรู้ เมื่อโลกอุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส
📌อ่าน : อะไร? คือ “ก็อดซิลลา เอลนีโญ” เมื่อสภาพอากาศกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาด
📌อ่าน : “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” ส่งผลให้ “แพลงก์ตอนพืช” ในแปซิฟิกลดลง
📌อ่าน : ซูเปอร์เอลนีโญกำลังจะมา ไทยเตรียมรับมือฤดูแล้งยาวนานแล้วหรือยัง?
📌อ่าน : พายุขนาดใหญ่เกิดขึ้นจากโลกร้อน อาจเปลี่ยนแปลงฤดูฝนในเขตร้อนอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
📌อ่าน : ทำไมโลกเผชิญภัยความหนาวเย็นสุดขั้วหนักขึ้น สวนทางกับอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น
📌อ่าน : โลกร้อน! อาจเกิด “แผ่นดินไหว” บ่อยขึ้น เหตุระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง-ธารน้ำแข็งละลาย
📌อ่าน : ไทยจะจอดหรือรอด? ในวันโลกเดือด ต้องใช้เทคโนโลยีไหนรับมือ
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล: noaa, theconversation, Welthungerhilfe, wmo, piie, theguardian, weforum, wsj
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



