ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ซูเปอร์เอลนีโญกำลังจะมา ไทยเตรียมรับมือฤดูแล้งยาวนานแล้วหรือยัง?
สิ่งแวดล้อม

ซูเปอร์เอลนีโญกำลังจะมา ไทยเตรียมรับมือฤดูแล้งยาวนานแล้วหรือยัง?

ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช08 ก.ค. 696 นาที08 ก.ค. 69

หน่วยงานองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า NOAA ได้ประกาศว่าอุณหภูมิผิวน้ำชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกในปีนี้ได้พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าค่าเฉลี่ยที่ 0.5 องศาเซลเซียส

ขนาดตัวอักษร

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ปี 2026 ที่ผ่านมา หน่วยงานองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า NOAA ได้ประกาศว่าอุณหภูมิผิวน้ำชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกในปีนี้ได้พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าค่าเฉลี่ยที่ 0.5 องศาเซลเซียสมานานติดต่อกันหลายเดือนแล้ว อันเป็นสัญญาณว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะทำให้ประเทศไทยมีฤดูแล้งยาวนานกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ซ้ำร้ายปรากฏการณ์เอลนีโญในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เอลนีโญธรรมดา ๆ แต่จะเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่จะส่งผลให้ฤดูแล้งไทยร้อนผ่าวยิ่งกว่าเดิม และมีโอกาสที่จะลากยาวไปจนถึงปีหน้า ซึ่งย่อมกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและปากท้องคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แผนภาพแสดงให้เห็นถึงอุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกที่พุ่งสูงขึ้น : ที่มาภาพ NOAA

โดยสาเหตุที่นักวิชาการต่างบอกว่าเอลนีโญในปีนี้จะเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ก็เพราะว่า ทาง NOAA ให้โอกาสสูงถึง 63% ที่อุณหภูมิผิวน้ำจะทะลุเกิน 2 องศาเซลเซียสเหนือค่าเฉลี่ย ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ทำให้เข้าข่ายซูเปอร์เอลนีโญอย่างเต็มตัว และอาจกลายเป็นหนึ่งในเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมาตั้งแต่ปี 1950 สำหรับประเทศไทยแล้ว กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปริมาณฝนตลอดปี 2026 จะใกล้เคียงกับปี 2012 ที่วัดได้เพียง 1,479 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีที่ 1,500 มิลลิเมตร และต่ำกว่าปี 2025 ที่มีฝนถึง 1,816 มิลลิเมตรอย่างเห็นได้ชัด

ปัญหาก็คือว่า คนไทยส่วนใหญ่มักคิดว่าประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ มีข้าวปลาอาหารเหลือเฟือ และสามารถผ่านพ้นทุกวิกฤตสภาพอากาศไปได้อย่างสะดวกสบาย ทว่าความจริงกลับไม่ได้ใกล้เคียงกับภาพจำนั้นเลยแม้แต่น้อย เพราะการเกษตรกรรมของไทยยังคงพึ่งพาน้ำฝนตามธรรมชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ทำให้เมื่อฝนทิ้งช่วง ผลผลิตข้าว อ้อย และพืชเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ก็จะได้รับความเสียหายทันที ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ที่เราภาคภูมิใจกันมาตลอด และอาจกลายเป็นวิกฤตความมั่นคงทางอาหารไทยได้

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมองไปที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่เพาะปลูกเพียงราว 1% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมดในสหภาพยุโรป แต่กลับผลิตอาหารได้ถึง 6% ของทั้งทวีป และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯ ย้ำว่าส่งออกผลผลิตทางการเกษตรอันดับที่ 2 ของโลก มากกว่าประเทศจีนที่มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคนเสียอีก ด้วยมูลค่าการส่งออกสูงถึง 151,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024

การเกษตรกรรมในประเทศเนเธอร์แลนด์ : ที่มาภาพ Dutch Greenhouse Delta

โดยสิ่งที่ทำให้เนเธอร์แลนด์ประสบความสำเร็จด้านการเกษตรกรรมได้มากขนาดนี้ ไม่ได้มาจากโชคช่วยหรือสภาพดินฟ้าอากาศที่เอื้ออำนวย แต่คือวิทยาศาสตร์และข้อมูลคุณภาพมหาศาลจากเทคโนโลยีเซนเซอร์ที่คอยวัดข้อมูลทางการเกษตรต่าง ๆ ส่งเข้าถึงมือเกษตรได้อย่างแม่นยำ  จากการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ

ปกติแล้วเกษตรกรชาวดัตช์ได้ใช้เซนเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน ปริมาณสารอาหาร และสุขภาพของพืชแบบเรียลไทม์อย่างแพร่หลาย ในบางแปลงปลูกพืชมีการใช้โดรนและภาพถ่ายดาวเทียมที่ได้มาจากภาครัฐสำรวจแปลงเพาะปลูกเพื่อตรวจจับสัญญาณโรคในพืชตั้งแต่ระยะแรก รวมถึงการใช้ AI เพื่อพยากรณ์ความเสี่ยงเพื่อจัดสรรน้ำและปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ ทำให้การเพาะปลูกมีประสิทธิภาพสูงมากเสียจน มีรายงานออกมาว่าการปลูกมะเขือเทศ 1 กิโลกรัม ในเรือนกระจกเพาะปลูกใช้น้ำเพียงแค่ 1 ลิตรเท่านั้น หรือใช้น้ำน้อยลงกว่าการเพาะปลูกแบบดั้งเดิมถึง 90% และใช้สารเคมีน้อยลงถึง 97% เรียกว่าเป็นการทำเกษตรที่สร้างผลผลิตได้มากขึ้น ขณะที่ใช้ทรัพยากรที่น้อยลง ท่ามกลางโลกที่มีทรัพยากรเหลือน้อยลงทุกทีอย่างแท้จริง

กลับมามองที่ประเทศไทย ความน่ากังวลที่สุดไม่ใช่แค่ตัวภัยแล้งจากซูเปอร์เอลนีโญเอง แต่คือความสามารถของภาครัฐในการรับมือและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยพิสูจน์ให้เห็นว่าทำได้ดีขนาดนั้นในสายตาของประชาชน ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2004 ที่ปราศจากระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือแม้แต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 2025 ที่ระบบการสื่อสารต่อภาคประชาชนก็เต็มไปด้วยล่าช้าและไม่ทั่วถึง สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ในการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้

ความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในประเทศไทยปี 2025 : ที่มาภาพ Wason Wanichakorn / Associated Press

คำถามสำคัญก็คือ หากภาครัฐยังไม่สามารถจัดการกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันได้ดีพอ แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะรับมือกับภัยแล้งระยะยาวจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้ ทั้งที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียได้เตรียมความพร้อมด้วยการขยายคลังสำรองข้าวจาก 3 เดือนเป็น 9 เดือนไปแล้ว

ส่วนเทคโนโลยีอวกาศ หรือเทคโนโลยีทางการเกษตรอื่น ๆ ก็เป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยเราไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะประเทศไทยเองก็มีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ที่สามารถใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม THEOS-2 ประเมินปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ และวิเคราะห์สุขภาพพืชผลจากภัยแล้งได้ เพียงแต่คำถามก็คือ เราได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้วางแผนอย่างจริงจังและเป็นระบบแล้วหรือยัง? หรือปล่อยให้ดาวเทียมที่อยู่ในมือเป็นเพียงเครื่องมือที่มีไว้ใช้แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กลับคืนมาสู่ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรที่จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญรุนแรงที่สุดกันแน่?

ดาวเทียม THEOS-2 ของประเทศไทยโดยบริษัท Arianespace : ที่มาภาพ GISTDA

สุดท้ายแล้ว ซูเปอร์เอลนีโญในครั้งนี้อาจเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่บังคับให้เราต้องยอมรับความจริงว่า ภาพจำเรื่องอู่ข้าวอู่น้ำที่คนไทยต่างภาคภูมิใจนั้น จะดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้เลยหากปราศจากองค์ความรู้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และการวางแผนที่จริงจังจากภาครัฐบาล เพราะในโลกที่สภาพอากาศแปรปรวนหนักขึ้นทุกปี ประเทศที่จะอยู่รอดได้หรือไม่จะต้องมาจากความสามารถในการปรับตัวและเตรียมพร้อมอย่างยั่งยืนต่างหาก


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : noaa, cnn, thestar, thailand, washingtonpost


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯสิ่งแวดล้อม

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯ

ชวนลดโลกร้อน เพราะ “โลกร้อน” ส่งผลกระทบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เนื่องจากทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เป็นผลให้ “โลก” กำลังเปลี่ยนรูปร่างทางกายภาพและแบนราบน้อยลง

18 ก.ย. 69|2 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้นสิ่งแวดล้อม

ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น

อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์! ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงเป็นพิเศษในปีนี้ ส่งผลให้ ณ ตอนนี้ยังไม่มีพายุเฮอริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเลยแม้แต่ลูกเดียว แต่การเกิดพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มาหาคำตอบในเรื่องนี้กัน

16 ก.ย. 69|4 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็นสิ่งแวดล้อม

วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็น

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และการประมวลผลบนระบบคลาวด์ทั่วโลก กำลังส่งผลให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

15 ก.ย. 69|5 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
    ซูเปอร์เอลนีโญกำลังจะมา ไทยเตรียมรับมือฤดูแล้งยาวนานแล้วหรือยัง? | Thai PBS Sci & Tech