ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็น
สิ่งแวดล้อม

วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็น

พีรณัฐ วัฒนเสน15 ก.ย. 696 นาที4 ชั่วโมงที่แล้ว

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และการประมวลผลบนระบบคลาวด์ทั่วโลก กำลังส่งผลให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขนาดตัวอักษร

สำหรับประเทศไทยเอง รายงานการวิเคราะห์ตลาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระบุว่า อัตราการขยายตัวของศูนย์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล หรือ Data Center มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 18-25 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ปริมาณความจุไฟฟ้าของ Data Center รวมทั้งประเทศจะพุ่งสูงเกินกว่า 500 เมกะวัตต์ จากเดิมที่มีอยู่เพียงไม่กี่สิบเมกะวัตต์ในทศวรรษที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้กำลังนำมาซึ่งข้อถกเถียงและข้อกังวลอย่างหนักในเชิงผังเมือง ทั้งการขยับขยายของอาคาร Data Center เข้ามาตั้งอยู่ใกล้หรือแทรกตัวอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร

ดาตาเซนเตอร์ : AP Photo

ในอดีต Data Center มักกระจายตัวอยู่ตามนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดชายฝั่งทะเล เพื่ออาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าอุตสาหกรรมและท่อสายเคเบิลใต้น้ำ แต่การเขยิบเข้ามาในพื้นที่ของกรุงเทพฯ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดระยะเวลาการส่งผ่านข้อมูล หรือค่า Latency ให้เหลือต่ำกว่า 1-2 มิลลิวินาที ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อระบบการทำธุรกรรมทางการเงินความเร็วสูง (High-Frequency Trading) การประมวลผล AI แบบเรียลไทม์ และการใช้งานแอปพลิเคชันของคนเมืองที่มีความหนาแน่นผู้ใช้สูง การแทรกตัวของโครงสร้างอุตสาหกรรมหนักรูปแบบใหม่นี้ กลับนำมาซึ่งผลกระทบทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลตรงต่อคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ

ผลกระทบอย่างแรกคือ การบริโภคพลังงานไฟฟ้าและความเสถียรของระบบไฟฟ้านครหลวง Data Center ขนาดความจุ 50 เมกะวัตต์เพียงแห่งเดียว สามารถบริโภคพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 438 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณไฟฟ้าเทียบเท่ากับการใช้งานของบ้านเรือนในเขตเมืองมากกว่า 80,000-100,000 หลังคาเรือนรวมกัน ที่น่ากังวลคือ ตัวเลขดัชนีประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือ Power Usage Effectiveness (PUE) ของ Data Center ในเมืองร้อนชื้นอย่างกรุงเทพฯ มักจะสูงถึง 1.5-1.8 ซึ่งหมายความว่า ทุก ๆ การใช้ไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ จะต้องเสียไฟฟ้าเพิ่มอีก 0.5-0.8 กิโลวัตต์ ไปกับระบบทำความเย็นและการจ่ายไฟสำรอง

ดาตาเซนเตอร์ในไทย : OneAsia Network Limited

การดึงพลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจากระบบของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เข้าสู่พื้นที่ใจกลางเมืองตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีช่วงเวลาหยุดพัก ส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) ในเขตกรุงเทพฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากความเสี่ยงเรื่องระบบไฟฟ้าขัดข้องแล้ว โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก การเพิ่มขึ้นของ Data Center ในเขตเมืองจึงส่งผลให้ปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกปรับตัวสูงขึ้น

ปัญหาต่อมาคือการแย่งชิงน้ำประปาและมลพิษทางความร้อน สภาพอากาศของกรุงเทพมหานครซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีอยู่ที่ 28-35 องศาเซลเซียส พร้อมความชื้นสัมพัทธ์สูง ส่งผลให้ระบบระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์ต้องทำงานหนักกว่าปกติ โครงสร้าง Data Center ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงใช้น้ำเป็นสื่อกลางในระบบทำความเย็นแบบระเหย (Evaporative Cooling) จากข้อมูลทางสถิติพบว่า Data Center ขนาด 100 เมกะวัตต์ จะบริโภคน้ำประปาสูงถึง 1.8-3 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณน้ำสะอาดเทียบเท่ากับการใช้อุปโภคบริโภคของประชากรในเมืองนับหมื่นคน การดึงน้ำประปาปริมาณมหาศาลไปจากระบบของการประปานครหลวง (กปน.) สร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านน้ำในภาวะภัยแล้ง

ดาตาเซนเตอร์ในไทย : NT Datacenter

นอกจากเรื่องการใช้น้ำแล้ว อากาศร้อนที่ถูกเป่าระบายออกจากอาคารผ่านพัดลมระบายอากาศขนาดใหญ่ตลอดเวลา ยังซ้ำเติมเกาะความร้อนในเขตเมือง (Urban Heat Island Effect) อากาศที่ถูกปล่อยออกมามีอุณหภูมิสูงถึง 40-50 องศาเซลเซียส การระบายความร้อนสะสมเข้าสู่บรรยากาศรอบข้างส่งผลให้อุณหภูมิในรัศมี 100-300 เมตรรอบตัวอาคาร ปรับตัวสูงกว่าพื้นที่ทั่วไปประมาณ 2-4 องศาเซลเซียส ส่งผลให้คอนโดมิเนียมและบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงต้องพึ่งพาการเปิดเครื่องปรับอากาศมากขึ้น

มลพิษทางเสียงและสุขภาวะทางจิตของชุมชนรอบข้าง ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นดรามาที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น การทำงานของเครื่องจักรอุตสาหกรรมภายใน Data Center ทั้งระบบพัดลมระบายอากาศ อุปกรณ์ทำความเย็นขนาดใหญ่ (Chiller) และการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรองตามรอบการบำรุงรักษา ก่อให้เกิดคลื่นเสียงความถี่ต่ำ (Low-frequency noise) ในช่วง 31.5-125 เฮิรตซ์ ที่ระดับความดัง 55-70 เดซิเบล คลื่นเสียงความถี่ต่ำมีคุณสมบัติในการเดินทางไปได้ไกลและแทรกซึมผ่านผนังอาคารได้ดี ส่งผลให้ผู้พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียงเผชิญกับอาการนอนไม่หลับ ปวดหัวเรื้อรัง และเกิดภาวะความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว

ดาตาเซนเตอร์ในไทย : ThaiPBS

ปัญหาสุดท้ายคือ ช่องว่างทางกฎหมายผังเมืองและผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชน ผังเมืองของกรุงเทพมหานครฉบับปัจจุบัน ยังไม่ได้มีการจำแนกหมวดหมู่ของ Data Center ให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรมหรือกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ยื่นขออนุญาตจัดตั้งอาคารในลักษณะอาคารพาณิชย์หรืออาคารชุดสำนักงานบนพื้นที่สีแดง (พาณิชยกรรม) และพื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) ใจกลางเมืองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เรื่องของ Data Center กลางกรุงเทพฯ เป็นจึงสัญญาณเตือนให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งกรุงเทพมหานคร กระทรวงพลังงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องเร่งปรับปรุงข้อกำหนดทางผังเมือง การกำหนดเขตพื้นที่อนุญาตเฉพาะ (Zoning) การบังคับใช้นวัตกรรมทำความเย็นแบบไม่ใช้น้ำ (Dry Cooling) และการกำหนดให้ต้องใช้พลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่ไม่ต่ำกว่า 40 - 50 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยให้กรุงเทพฯ สามารถเติบโตเป็นศูนย์กลางดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องแลกกับคุณภาพชีวิตและทรัพยากรของคนในเมือง


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : iea, who


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไม? การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบแบบเป๊ะ ๆ จึงเป็นเรื่องยากสิ่งแวดล้อม

ทำไม? การคาดการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญและผลกระทบแบบเป๊ะ ๆ จึงเป็นเรื่องยาก

ปรากฏการณ์เอลนีโญ 2026 มาถึงแล้ว! โดย NOAA เตือนว่า มีแนวโน้มที่จะรุนแรงกว่าปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งใด ๆ ที่เคยบันทึกไว้ในรอบอย่างน้อย 150 ปี

14 ก.ย. 69|1 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
ไทยทำแบบนี้ดีไหม? สร้าง Data Center ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ต้องทำตามกฎใหม่ด้านพลังงานสะอาดสิ่งแวดล้อม

ไทยทำแบบนี้ดีไหม? สร้าง Data Center ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ต้องทำตามกฎใหม่ด้านพลังงานสะอาด

การสร้าง Data Center กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ตามมาด้วยการใช้ไฟสูงมาก ด้วยเหตุนี้ “รัฐแมสซาชูเซตส์” จึงเป็นรัฐล่าสุดในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่บังคับให้ Data Center แต่ละแห่งต้องจัดหาพลังงานเอง

11 ก.ย. 69|4 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
ยังแก้ไขได้! 5 เรื่องต้องรู้ เมื่อโลกอุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียสสิ่งแวดล้อม

ยังแก้ไขได้! 5 เรื่องต้องรู้ เมื่อโลกอุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส

แม้ “โลก” อุณหภูมิสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส แต่ยังไม่สายในการแก้ไขให้อุณหภูมิลดลง โดย 5 เรื่องต้องรู้ จะมีความสำคัญอย่างไรบ้าง ตามมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

09 ก.ย. 69|6 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →