ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
อพยพครั้งใหญ่ หนีโลกเดือด? ความเป็นไปได้ที่ไม่เกินจริง เมื่อคนกว่า 200 ล้านคนเสี่ยงพลัดถิ่น
สิ่งแวดล้อม

อพยพครั้งใหญ่ หนีโลกเดือด? ความเป็นไปได้ที่ไม่เกินจริง เมื่อคนกว่า 200 ล้านคนเสี่ยงพลัดถิ่น

ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช14 ก.ค. 697 นาที14 ก.ค. 69

เมื่อราว 11,000 ปีที่แล้ว ทะเลทรายสะฮาราที่เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งและร้อนระอุที่สุดในโลกทุกวันนี้ กลับเคยเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มีทะเลสาบ และแม่น้ำมากมายมาก่อน ซึ่งได้ทำให้ฝูงสัตว์ต่าง ๆ ทั้งช้าง ยีราฟ ฮิปโป และจระเข้

ขนาดตัวอักษร

เมื่อราว 11,000 ปีที่แล้ว ทะเลทรายสะฮาราที่เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งและร้อนระอุที่สุดในโลกทุกวันนี้ กลับเคยเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มีทะเลสาบ และแม่น้ำมากมายมาก่อน ซึ่งได้ทำให้ฝูงสัตว์ต่าง ๆ ทั้งช้าง ยีราฟ ฮิปโป และจระเข้ รวมถึงมนุษย์โบราณเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เลี้ยงสัตว์และจับปลาอยู่ริมน้ำ สังเกตได้จากหลักฐานทางโบราณคดี และการค้นพบภาพเขียนสีบนผนังถ้ำนับแสนภาพทั่วสะฮารา ที่บันทึกวิถีชีวิตอันรุ่งเรืองของมนุษย์ยุคนั้นเอาไว้

พื้นที่รอยต่อระหว่างทุ่งหญ้ากับทะเลทรายสะฮาราทางตอนใต้ ซึ่งคล้ายกับสภาพแวดล้อมของสะฮาราในอดีตเมื่อราว 11,000 ปีที่แล้ว : ที่มาภาพ UNCCD

ทว่าเมื่อราว 5,500 ปีก่อน การเปลี่ยนแปลงของวงโคจรโลกอย่างช้า ๆ ได้ทำให้ฝนเริ่มหายไป ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีค่อย ๆ กลายเป็นผืนทรายสีส้มแสด ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่จำต้องทิ้งบ้านเกิดและอพยพหนีไปเป็นจำนวนมาก บางส่วนก็หนีไปตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำไนล์ที่มีน้ำตลอดทั้งปี ซึ่งภายหลังกลายเป็นรากฐานของอารยธรรมอียิปต์โบราณ นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างการอพยพเพราะสภาพอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และเป็นบทเรียนที่กำลังจะย้อนกลับมาหาเราอีกครั้งในรูปแบบที่เร็วและรุนแรงกว่าเดิมท่ามกลางวิกฤตโลกเดือดนี้

ทะเลทรายสะฮาราในปัจจุบัน : ที่มาภาพ Rosino/Flickr

เพราะในวันทุกวันนี้ปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่กำลังก่อตัวขึ้นในปี 2026 กำลังทำหน้าที่ไปเร่งวิกฤตที่มีอยู่เดิมอยู่แล้วให้รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้พืชผลทางเกษตรลดลง บ่อน้ำเหือดแห้ง และสภาพอากาศแปรปรวนที่ไม่สามารถคาดเดาได้ สลับไปมาระหว่างฤดูแล้งสุดขั้วและฤดูฝนที่ตกหนักเสียจนเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง จนอาจเกินจุดที่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอยู่แล้วจะรับไหวในสักวันหนึ่ง ครอบครัวที่ดิ้นรนอยู่แล้วอาจต้องถูกผลักให้ต้องละทิ้งผืนดินบรรพบุรุษเพื่อความอยู่รอด

อย่างไรก็ตามเราต้องเข้าใจก่อนว่าการอพยพครั้งใหญ่จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้เคยเกิดจากวิกฤตเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากความกดดันที่ค่อย ๆ สะสมทับถมกันจนทำให้ชีวิตประจำวันที่เราคุ้นชินเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เหมือนกับที่สะฮาราไม่ได้กลายเป็นทะเลทรายในชั่วข้ามคืน แต่ใช้เวลาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เป็นพันปี

ระหว่างปี 2015-2016 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราได้สูญเสียผลผลิตข้าวไปมากกว่า 15 ล้านตันจากวิกฤตเอลนีโญ 2 ปีติดกัน ซึ่งทำให้เกิดฤดูแล้งยาวนานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลให้ราคาข้าวให้พุ่งสูงและกดดันประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างหนัก และเมื่อผลผลิตล่มสลายซ้ำ ๆ เกษตรกรรายย่อยที่จมอยู่ในหนี้สินก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทิ้งไร่นาเข้าเมืองใหญ่เพื่อหางานทำ ซึ่งเป็นรูปแบบการอพยพภายในประเทศที่เรามักมองไม่เห็น เพราะมันมักเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ และค่อยเป็นค่อยไปจากสายตาผู้คนส่วนใหญ่

ภัยแล้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กัมพูชา) ในปี 2019 : ที่มาภาพ AFP

และเมื่อแรงกดดันนี้มาบรรจบกับสงครามและความขัดแย้ง ผลลัพธ์ก็อาจรุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนโฉมหน้าของทั้งภูมิภาคได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือประเทศซีเรีย ที่ระหว่างปี 2006-2011 เผชิญภัยแล้งครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา ซึ่งนักภูมิอากาศวิทยาเชื่อว่าถูกซ้ำเติมด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้งนี้ทำให้เกษตรกรกว่า 2 ล้านคนต้องอพยพเข้าเมือง เกิดความยากจนและความไม่พอใจสะสม จนกลายเป็นหนึ่งในชนวนของสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นในที่สุด

และสงครามครั้งนั้นเองที่จุดชนวนวิกฤตผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดของยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 2015 เพียงปีเดียว มีผู้คนกว่า 1,300,000 คนเดินทางลงเรือข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าสู่ยุโรปเพื่อขอลี้ภัยหาที่พักพิง ซึ่งกว่า 75% หนีมาจากซีเรีย อัฟกานิสถาน และอิรัก โดยวิกฤตผู้อพยพในครั้งนั้นสั่นคลอนการเมืองยุโรปอย่างรุนแรง ทั้งการสร้างรั้วกั้นพรมแดน การกลับมาตรวจคนเข้าเมืองภายในเขตวีซ่าเชงเก้น การขึ้นมาของพรรคการเมืองขวาจัด และแม้กระทั่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่การลงประชามติ Brexit นำสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าวิกฤตสภาพอากาศสามารถส่งแรงสะเทือนไปถึงประเทศที่คิดว่าตัวเองปลอดภัยจากการไม่ได้รับผลกระทบทางการเกษตรได้เสมอ

นอกจากนี้รายงานล่าสุดจากศูนย์วิจัยร่วมของคณะกรรมาธิการยุโรป หรือ JRC ในเดือนมิถุนายน 2026 ระบุชัดว่าภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญปีนี้จะไปซ้ำเติมการพลัดถิ่นและความไม่มั่นคงทางอาหารที่มีอยู่เดิมด้วยเช่นกัน และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ก็ระบุตรง ๆ ว่าความเสี่ยงภัยแล้งทางการเกษตรจะทอดยาวจากปากีสถาน อินเดีย เมียนมา ไทย กัมพูชา เวียดนาม ไปจนถึงฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย พูดง่าย ๆ ก็คือ ประเทศไทยเราเองก็อยู่ในแผนที่ความเสี่ยงที่ผู้คนจะอพยพความวิกฤตนี้ด้วย ไม่ได้เป็นประเทศที่ปลอดภัยอยู่ในวงนอกแต่อย่างใด

มิหนำซ้ำรายงาน Groundswell ของธนาคารโลกได้คาดการณ์ไว้ว่า หากเราไม่ลงมือแก้ไขวิกฤตภาวะโลกเดือดอย่างจริงจังภายในปี 2050 อาจมีผู้คนมากถึง 216 ล้านคนใน 6 ภูมิภาคทั่วโลกที่ต้องอพยพภายในประเทศของตัวเองเพราะสภาพอากาศ โดยเฉพาะเขตที่อยู่ทางตอนใต้ของทะเลทรายสะฮารา (Sub Saharan Africa) ที่เป็นบริเวณทุ่งหญ้าที่ทะเลทรายและป่าดงดิบมาบรรจบกัน ซึ่งอาจมีประชากรที่ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการอพยพพลัดถิ่นสุดถึง 86 ล้านคน ตามด้วยมาด้วยภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียแปซิฟิกจำนวน 49 ล้านคน และเอเชียใต้ทางฝั่งอินเดีย ปากีสถาน กับบังคลาเทศ อีก 40 ล้านคน

โดยมีแนวโน้มว่าผู้อพยพจะมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่ที่ยังพอมีโอกาสและทรัพยากรหลงเหลืออยู่ และนั่นย่อมหมายความว่ากรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศของไทยก็อาจต้องแบกรับคลื่นผู้อพยพภายในประเทศจากภาคเกษตรที่ล่มสลายด้วยเช่นกัน ทั้งยังไม่นับผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านที่รายล้อมประเทศไทยอยู่ ซึ่งมีความมั่นคงทางการเมืองและความสามารถในการจัดการทรัพยากรในระดับที่ต่ำกว่าประเทศไทย เช่น ประเทศเมียนมา ที่กำลังประสบปัญหาสงครามกลางเมืองเรื้อรังในปัจจุบัน ที่ผลักดันให้ผู้อพยพเมียนมาเดินทางย้ายเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปีอยู่แล้ว หากยิ่งมีวิกฤตจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเข้ามาอีก อัตราการอพยพจากประเทศเพื่อนบ้านก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นกว่านี้มาก

ผู้อพยพชาวเมียนมาที่ชายแดนไทย : ที่มาภาพ AFP

แต่ทว่าตัวเลข 216 ล้านคนจากธนาคารโลกนี้ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัว ธนาคารโลกระบุชัดว่า หากประเทศต่าง ๆ เริ่มลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก หันมาฟื้นฟูระบบนิเวศ และช่วยผู้คนให้ปรับตัวต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ตั้งแต่วันนี้ ตัวเลขผู้อพยพอาจลดลงได้มากถึง 80% เหลือเพียง 44 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งหวังว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศจะหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากขึ้นเพื่อป้องกันกรณีการอพยพพลัดถิ่นครั้งใหญ่ในอนาคตให้ได้

บทเรียนจากทะเลทรายสะฮาราเมื่อ 5,500 ปีก่อนยังคงไม่ไปไหน มนุษย์ยังยังคงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างมนุษย์ในอดีตกับโลกในวันนี้คือเรามีวิทยาศาสตร์ มีข้อมูล และมีเทคโนโลยีที่สามารถพยากรณ์ถึงวิกฤตล่วงหน้าได้ เพื่อที่จะสามารถรับมือและแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนที่วิกฤตผู้อพยพครั้งจะมาถึงจริง ๆ

แต่ถ้าหากเราไม่ได้สามารถแก้ไขวิกฤตนี้ได้ ใครจะไปรู้ว่าสักวันหนึ่ง ผืนดินที่เราเรียกว่าบ้านในตอนนี้ อาจกลายเป็นทะเลทรายสะฮาราแห่งต่อไปก็ได้


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : nature, Joint Research Centre, fao, time, cfr


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech
 

บทความที่เกี่ยวข้อง

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯสิ่งแวดล้อม

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯ

ชวนลดโลกร้อน เพราะ “โลกร้อน” ส่งผลกระทบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เนื่องจากทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เป็นผลให้ “โลก” กำลังเปลี่ยนรูปร่างทางกายภาพและแบนราบน้อยลง

18 ก.ย. 69|2 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้นสิ่งแวดล้อม

ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น

อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์! ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงเป็นพิเศษในปีนี้ ส่งผลให้ ณ ตอนนี้ยังไม่มีพายุเฮอริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเลยแม้แต่ลูกเดียว แต่การเกิดพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มาหาคำตอบในเรื่องนี้กัน

16 ก.ย. 69|4 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็นสิ่งแวดล้อม

วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็น

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และการประมวลผลบนระบบคลาวด์ทั่วโลก กำลังส่งผลให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

15 ก.ย. 69|5 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
    อพยพครั้งใหญ่ หนีโลกเดือด? ความเป็นไปได้ที่ไม่เกินจริง เมื่อคนกว่า 200 ล้านคนเสี่ยงพลัดถิ่น | Thai PBS Sci & Tech