ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
คนไทย หรือ AI สำคัญกว่า? เมื่อน้ำในประเทศกำลังไหลไปหาศูนย์ข้อมูล
สิ่งแวดล้อม

คนไทย หรือ AI สำคัญกว่า? เมื่อน้ำในประเทศกำลังไหลไปหาศูนย์ข้อมูล

ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช30 ก.ค. 6911 นาที30 ก.ค. 69

หากพูดถึงเรื่องการเติบโตเศรษฐกิจของไทยในรอบปีที่ผ่านมา เราอาจจะต้องเลิกดูตัวเลขการท่องเที่ยวหรือการส่งออกข้าว แล้วหันมาดูเรื่องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI แทน

ขนาดตัวอักษร

หากพูดถึงเรื่องการเติบโตเศรษฐกิจของไทยในรอบปีที่ผ่านมา เราอาจจะต้องเลิกดูตัวเลขการท่องเที่ยวหรือการส่งออกข้าว แล้วหันมาดูเรื่องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI แทน อย่างล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติโครงการ Data Center หรือศูนย์ข้อมูล AI มูลค่ารวมกว่า 746,000 ล้านบาทในปี 2025 เพียงปีเดียว

คิดเป็นสัดส่วนสูงสุดจากมูลค่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติทั้งหมดกว่า 1.87 ล้านล้านบาท มากกว่าอุตสาหกรรมใด ๆ ในประเทศ ทว่าเบื้องหลังตัวเลขการลงทุนที่ทะลุเพดานนี้ กลับมีชุมชนมากมายโดยเฉพาะในแถบภาคตะวันออกที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นข้างบ้านของตัวเอง ซึ่งกำลังก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง ๆ เงียบ

ศูนย์ข้อมูลที่กำลังก่อสร้างในประเทศไทย : ที่มาภาพ Bridge Data Centres Thailand

รายงานเชิงลึกจาก Mongabay สำนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดังของสหรัฐฯ ได้ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรีและระยองเมื่อต้นปี 2026 พบว่าประเทศไทยมีโครงการศูนย์ข้อมูลมากกว่า 70 แห่งแล้ว ทั้งที่เปิดดำเนินการแล้วราว 40 แห่ง และกำลังก่อสร้างอีกราว 20 แห่ง และอยู่ในขั้นวางแผนอีกราว 10 แห่ง

โดยผู้เล่นที่เข้ามาในประเทศไทยนี้มีทั้งบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Google ที่กำลังสร้างศูนย์ข้อมูลในจังหวัดชลบุรี บริษัท Amazon ที่มีฐานอยู่แล้วในจังหวัดระยอง ส่วน Microsoft และ TikTok ก็เป็นผู้ใช้งานหลัก ๆ ของศูนย์ข้อมูลบางแห่งในจังหวัดชลบุรี ประกอบกับบริษัทศูนย์ข้อมูล ชั้นนำจากสิงคโปร์ เช่น Bridge Data Centres ในเครือกองทุน Bain Capital ของสหรัฐฯ ร่วมด้วยกลุ่มทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างบริษัท Haoyang Data และบริษัท Hoyinn Technologies

ความน่าสนใจก็คือราวสองในสามของศูนย์ข้อมูลใหม่มักกระจุกตัวอยู่ในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรือที่คนไทยเรียกกันสั้น ๆ ว่า EEC ซึ่งครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โดยรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มศักยภาพกำลังการผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการของศูนย์ข้อมูลทั้งประเทศจาก 0.35 กิกะวัตต์ในปี 2024 ให้แตะ 1 กิกะวัตต์ภายในปี 2027 ทว่ารัฐบาลกลับไม่มีแผนการเตรียมความพร้อมเรื่องทรัพยากรน้ำอย่างเป็นรูปธรรมเลย ทั้ง ๆ ที่ศูนย์ข้อมูลมีความต้องการใช้น้ำอย่างมหาศาลไม่แพ้กับไฟฟ้า

ชิปประมวลผลที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล AI : ที่มาภาพ Patrick T. Fallon/AFP

สาเหตุก็เพราะว่าชิปประมวลผลกราฟิกหรือ GPU ที่ขับเคลื่อน AI ทั้งโลกล้วนสร้างความร้อนมหาศาล ยิ่งกว่าชิปประมวลผลทั่วไป จนการระบายความร้อนด้วยพัดลมพัดอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อศูนย์ข้อมูลที่มีชิปอยู่นับแสน ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่หันไปใช้วิธีระบายความร้อนด้วยการระเหยของน้ำแทน (Evaporative Cooling) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้น้ำไหลไหลผ่านท่อที่เข้าไปใกล้กับชิปประมวลผล ก่อนที่น้ำเริ่มร้อนแล้วระเหยออกไปในหอหล่อเย็น

นอกจากนี้วิธีนี้ยังช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ประหยัดไฟมากกว่าวิธีการเป่าลมเย็นอีกด้วย แต่ทว่าน้ำที่ระเหยไปนั้นได้หายไปจากระบบจริง ๆ ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่หนึ่งแห่งจึงอาจต้องการน้ำมากถึงหลักล้านแกลลอนต่อวัน เทียบเท่าปริมาณการใช้น้ำของเมืองใหญ่ที่มีประชากรหลายหมื่นคน

โดยกรณีของศูนย์ข้อมูล QHI01 จากบริษัท Bridge Data Centres สัญชาติสิงคโปร์ ได้สะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะบริษัทนี้เพิ่งได้เซ็นสัญญา 10 ปีกับบริษัทมหาชน Eastwater Stecon Utilities ของไทย เพื่อรับน้ำ 3.3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือราว 9,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เทียบเท่าปริมาณการใช้น้ำต่อปีของประชาชนราว 36,900 คน ทว่าผู้รับเหมาที่กำลังสร้างสถานีสูบน้ำให้โครงการนี้ระบุกับสำนักข่าว Mongabay ว่าความต้องการจริงอาจสูงกว่านั้นถึงหนึ่งในสาม หรือราว 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน

ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (ONWR) ในปี 2022 ระบุว่าความต้องการน้ำรวมของเขต EEC ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน และภาคเกษตรกรรมอยู่ที่ 658 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีการศึกษาที่คาดการณ์ว่าการใช้น้ำจะยิ่งเพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์เมตรภายในปี 2027 ก่อนจะแตะ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2036

แม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา แหล่งน้ำสำคัญที่ป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมในเขต EEC : ที่มาภาพ Wikipedia Commons/กสิณธร ราชโอรส

และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าเรื่องตัวเลขการใช้น้ำ ก็คือช่องว่างของความโปร่งใสของการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลที่กำลังผุดขึ้นทั่วประเทศไทย หัวหน้าตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Mongabay ว่าทางไม่เคยมีหน่วยงานไหนเข้ามาสำรวจความเห็นชุมชนเรื่องการใช้น้ำของโครงการ และในฐานะที่ทุกเอกสารต้องผ่านมือเขา เขายังไม่เคยเห็นรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ของโครงการนี้เลย

ขณะที่นักวิจัยจากองค์กร EEC Watch ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมและนักวิชาการที่ติดตาม ตรวจสอบ และศึกษาผลกระทบจากการดำเนินโครงการ EEC ชี้ว่าตลอดการพัฒนาพื้นที่ในเขต EEC ไม่เคยมีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment) ในภาพรวมเลย มีเพียงแค่ EIA รายโครงการเท่านั้น และแม้ว่าหลายโครงการที่ยืนยันว่าได้ทำ EIA แล้ว แต่ก็ปฏิเสธจะเปิดเผยผลการศึกษาต่อสาธารณชน ส่วนน้ำเสียที่ใช้หล่อเย็นชิปประมวลผลก็มักผสมสารเคมี อย่างคลอรีนเพื่อป้องกันตะกรันและแบคทีเรีย ซึ่งชาวประมงท้องถิ่นเกรงว่าอาจไหลลงคลองและกระทบระบบนิเวศโดยรอบได้

หากมองในมุมกฎหมาย จุดที่น่าสนใจคือศูนย์ข้อมูลในไทยไม่ถูกจัดประเภทเป็น 'โรงงาน' ตามพระราชบัญญัติโรงงาน เนื่องจากอุปกรณ์หล่อเย็นและอุปกรณ์ไอทีถูกตีความทางกฎหมายว่าเป็น 'เครื่องจักรเพื่อการดำเนินอาคาร' ไม่ใช่ 'เครื่องจักรเพื่อการผลิต' ทำให้ศูนย์ข้อมูลที่ความต้องการไฟฟ้าขนาด 100 เมกะวัตต์ ก็ไม่ต้องเดินตามกระบวนการขอใบอนุญาตโรงงาน และการกำกับดูแลที่โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใกล้เคียงต้องเผชิญ ความแตกต่างเชิงโครงสร้างนี้เองที่อาจอธิบายได้ว่าทำไมช่องว่างเรื่อง EIA และการมีส่วนร่วมของชุมชนที่สำนักข่าว Mongabay พบเจอจึงเกิดขึ้นได้ ทั้งที่ทุกโครงการยังคงถูกเรียกและรับรู้ว่าเป็น 'ศูนย์ข้อมูล' อย่างเปิดเผยตลอดมา

แล้วเหตุใดผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเลือกวิธีระบายความร้อนแบบสิ้นเปลืองน้ำ ทั้งที่บนโลกนี้มีเทคโนโลยีระบบปิดหมุนเวียนน้ำอยู่ (Closed-Loop Cooling) ซึ่งแทบไม่ใช้น้ำเพิ่มเลยหลังการเติมครั้งแรก? คำตอบหลัก ๆ ก็คือต้นทุน เพราะระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบปิดต้องอาศัยเงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่ามาก และมักทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นเพราะต้องพึ่งเครื่องทำความเย็น แทนการระเหยตามธรรมชาติ เมื่อคำนวณต้นทุนทางบัญชีล้วน ๆ การจ่ายค่าน้ำราคาถูกจากแหล่งน้ำสาธารณะจึงยังคุ้มค่ากว่าการลงทุนระบบปิดในสายตาของบริษัท แม้ต้นทุนที่แท้จริงต่อสังคมและระบบนิเวศจะสูงกว่ามากก็ตาม

ในเวลาเดียวกับที่ความต้องการน้ำภาคอุตสาหกรรมพุ่งขึ้น ธรรมชาติก็กำลังส่งสัญญาณเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักวิเคราะห์จากกรุงไทยคอมพาส (Krungthai COMPASS) ประเมินว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวตั้งแต่ครึ่งหลังปี  2026 ไปจนถึงกลางปี 2027 อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรไทยกว่า 62,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.31% ของ GDP โดยผลผลิตข้าวอาจจะเสียหายหนักที่สุดถึง 5.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 43,000 ล้านบาท ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2026 ระบุว่าปริมาณน้ำใช้การได้ในเขื่อนภาคกลางเหลือเพียง 28% ต่ำกว่าระดับวิกฤตที่ 30% และ EEC เองก็ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำรุนแรงที่สุด เพราะภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรกำลังแย่งชิงแหล่งน้ำเดียวกัน

อ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี

หากย้อนไปเมื่อ  2015 - 2016 ประเทศไทยเคยเผชิญภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษมาแล้วครั้งหนึ่ง ปริมาณน้ำในเขื่อนหลายแห่งลดต่ำกว่า 10-20% ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 รัฐบาลต้องขอร้องให้ชาวนาลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังลงครึ่งหนึ่ง ผลผลิตข้าวทั้งประเทศร่วงเหลือ 27.4 ล้านตัน ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี  2000 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกระทบประชาชนในลุ่มน้ำโขงกว่า 9.56 ล้านคน สิ่งที่ต่างออกไปในปี 2026 คือครั้งนี้ชาวนาไม่ได้แย่งน้ำกับอุตสาหกรรมทั่วไปเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องแย่งกับอุตสาหกรรมที่ดื่มน้ำเป็นล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเพื่อหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่เคยหยุดทำงานแม้แต่วินาทีเดียว

แล้วประเทศไทยได้อานิสงส์อะไรกลับมาจากการแบกรับความเสี่ยงเหล่านี้? กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มสี่ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายใหญ่ที่สุดของโลกร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2026 ของไทยขึ้นเป็น 1.9% จากแรงหนุนของการส่งออกและการลงทุนด้านเทคโนโลยี

ทว่าตัวเลขที่ดูสวยงามนี้กลับซ่อนความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้นไว้ รายงานของสำนักข่าวบางกอกโพสต์ชี้ว่าแม้การส่งออกไทยจะโตถึง 17% ในช่วงต้นปี แต่ไทยกลับได้ประโยชน์จากกระแส AI ค่อนข้างจำกัด เพราะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทยยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคอมพิวเตอร์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมูลค่าเพิ่มเพียง 3.3% ของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมทั้งหมด ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยรวมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการผลิตเพียงราว 10% เท่านั้น อีกทั้งการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเดียวกัน สะท้อนว่าไทยยังคงทำหน้าที่เป็นเพียงฐานประกอบชิ้นส่วนราคาถูก ไม่ใช่ผู้สร้างมูลค่าในห่วงโซ่อุปทาน AI อย่างแท้จริง

พูดง่าย ๆ คือไทยได้ตัวเลข GDP ที่สวยขึ้น แต่มูลค่าเพิ่มและการจ้างงานคุณภาพสูงที่แท้จริงยังไม่ได้ตกอยู่ในมือคนไทยมากเท่าที่ตัวเลขบนหน้าจอบ่งบอก ขณะที่ต้นทุนด้านน้ำ พลังงาน และความขัดแย้งกับชุมชนกลับเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องแบกรับเต็ม ๆ ในพื้นที่

อุตสาหกรรมผลิตฮาร์ดแวร์ในประเทศไทย : ที่มาภาพ KCE Electronics

จริงอยู่ที่ว่าทางฝั่งภาครัฐเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย แต่ทิศทางการตอบสนองที่ผ่านมาเน้นหนักไปที่ความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้ามากกว่าประเด็นเรื่องการใช้น้ำ และตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2026 ก็มีการปรับเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนใหม่ ซึ่งกำหนดให้ศูนย์ข้อมูลที่ต้องการสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลระดับสูงสุดต้องมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) ไม่เกิน 1.3 และต้องมีแผนบริหารจัดการน้ำประกอบการยื่นขอ

แต่แผนดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่บริษัทเขียนขึ้นเองเพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่ใช่กับใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการตรวจสอบจากภายนอกเช่นเดียวกับ EIA อีกทั้งยังมีเงื่อนไขใหม่ให้ผู้ลงทุนต้องขอหนังสือยืนยันความเพียงพอของไฟฟ้าจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) ก่อนยื่นขอส่งเสริมการลงทุนด้วย

ส่วนทางด้านการใช้น้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติกำลังจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ 22 ลุ่มน้ำ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ EEC ด้วยสองลุ่มน้ำ แต่ก็คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2027 เท่านั้น หลังจากการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลหลายแห่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

คำถามสำคัญก็คือการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะสั้นจากเงินลงทุนต่างชาติคุ้มค่ากับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนระยะยาวหรือไม่?

ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ผืนดินและแหล่งน้ำที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ก็มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่างจากโรงงานหรือศูนย์ข้อมูล เพียงแต่มูลค่านั้นไม่ได้ถูกบันทึกอยู่ในตัวเลข GDP รายไตรมาส ระบบนิเวศที่พังไปแล้วมักไม่สามารถฟื้นคืนได้ด้วยเม็ดเงินลงทุนรอบใหม่ ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติยังสามารถโยกย้ายไปประเทศอื่นได้เสมอหากเงื่อนไขดีกว่า แต่แม่น้ำ ป่าชายเลน และที่ดินทำกินของเกษตรกรกลับย้ายหนีไปไหนไม่ได้

ป่าชายเลนปากแม่น้ำบางปะกง

ทางออกที่อาจจะประนีประนอมที่สุดสำหรับปัญหานี้ก็อาจเป็นการยกระดับเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมให้เข้มงวดมากขึ้น ไม่ใช่การปฏิเสธการลงทุนจากต่างชาติไปเสียทีเดียว พร้อมกับการบังคับใช้ EIA อย่างเง้มขวดและโปร่งใส ก่อนที่จะมีโครงการใหม่เข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้นอีก เรียกได้ว่ารัฐบาลไทยยังมีเวลาอยู่บ้างในการเลือกว่าจะให้อานิสงส์จากอุตสาหกรรม AI ตกอยู่กับใคร และให้ใครเป็นผู้แบกรับต้นทุนที่แท้จริงในระยะยาว


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : mongabay, business-humanrights, tilleke, mahanakornpartners, fosrlaw


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯสิ่งแวดล้อม

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯ

ชวนลดโลกร้อน เพราะ “โลกร้อน” ส่งผลกระทบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เนื่องจากทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เป็นผลให้ “โลก” กำลังเปลี่ยนรูปร่างทางกายภาพและแบนราบน้อยลง

18 ก.ย. 69|2 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้นสิ่งแวดล้อม

ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น

อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์! ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงเป็นพิเศษในปีนี้ ส่งผลให้ ณ ตอนนี้ยังไม่มีพายุเฮอริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเลยแม้แต่ลูกเดียว แต่การเกิดพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มาหาคำตอบในเรื่องนี้กัน

16 ก.ย. 69|4 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็นสิ่งแวดล้อม

วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็น

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และการประมวลผลบนระบบคลาวด์ทั่วโลก กำลังส่งผลให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

15 ก.ย. 69|5 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
    คนไทย หรือ AI สำคัญกว่า? เมื่อน้ำในประเทศกำลังไหลไปหาศูนย์ข้อมูล | Thai PBS Sci & Tech