บาดแผลทางใจ อาจส่งผลปัญหาสุขภาพจิตของเราได้อย่างไร? นักวิจัยจึงได้มีการศึกษาก่อนตีพิมพ์ในวารสาร Neuron เผยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงบาดแผลทางใจในวัยเด็กกับสุขภาพในอนาคต เพื่อร่วมเป็นอีกหนึ่งหนทางแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของผู้คนในปัจจุบัน
รายงานสุขภาพคนไทย ปี 68 โดย สสส. - ม.มหิดล เปิดเผยว่า พบคนไทยกว่า 13.4 ล้านคน ที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จเพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปี ขณะที่ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่า ทั่วโลก เด็กและเยาวชนอายุ 10-19 ปี 1 ใน 7 คน ประสบกับความผิดปกติทางจิต ซึ่งคิดเป็น 15% ของภาระโรคทั่วโลกในกลุ่มอายุนี้ โดยการฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามในกลุ่มคนอายุ 15-29 ปี อีกหนึ่งประเด็นสำคัญก็คือ ผลที่ตามมาจากการละเลยปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นนั้น ส่งผลต่อเนื่องไปถึงวัยผู้ใหญ่ ทำให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตเสื่อมลง และจำกัดโอกาสในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในวัยผู้ใหญ่ได้
โดยมีการประมาณการว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของพวกเรา เคยประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์บางอย่างในวัยเด็ก ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตหรือสุขภาพกายในภายหลัง

ปัญหาหรือโรคทางจิตใจและอารมณ์
เกิดขึ้นเมื่อตัวเองไม่สบายใจ ไม่สบายกาย ทำความลำบากให้ผู้อยู่ในแวดล้อมเดียวกัน ผู้อื่นเห็นว่าพฤติกรรมของผู้นั้นไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม
สาเหตุของปัญหาจิตใจและอารมณ์
อาจเกิดจากความผิดปกติของ
ด้านร่างกาย : โรคทางกาย โรคสมอง ความพิการ พันธุกรรม
ด้านจิตใจ : ลักษณะบุคลิกภาพ การพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจ
ด้านสิ่งแวดล้อม : สภาพสังคม วัฒนธรรม ครอบครัว เศรษฐกิจ

อาการของปัญหาจิตใจและอารมณ์
อาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง มีปัญหาในการนอน แขนขาชา ใจเต้นเร็ว เหนื่อยอ่อนเพลียไม่มีแรง
อาการทางจิตใจ เช่น เครียด กังวล ซึมเศร้า ท้อแท้ หมดหวัง สับสนฟุ้งซ่าน เซ็ง กลัว ระแวง อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย คิดฆ่าตัวตาย
อาการทางพฤติกรรม เช่น ซึม เฉยเมย กระสับกระส่ายไม่อยู่นิ่ง ก้าวร้าว พูดหรือยิ้ม คนเดียว ไม่สนใจตนเองและสิ่งแวดล้อม เดินเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย ติดเหล้า ติดยา

VTA ความเชื่อมโยงบาดแผลทางใจในวัยเด็ก กับสุขภาพจิตในอนาคต
สำหรับการศึกษาครั้งใหม่นี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Neuron โดยนักวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาบริเวณ Ventral Tegmental Area หรือ VTA ในหนูอย่างละเอียด ซึ่งเป็นบริเวณในสมองที่ควบคุมสารเคมีโดปามีน ซึ่งเป็นสารที่ควบคุมปฏิกิริยาของเราต่อรางวัล แรงจูงใจ และความเครียด
จากการศึกษาทีมวิจัยพบว่า เมื่อหนูทดลองได้เผชิญกับความเครียดตั้งแต่อายุยังน้อย ดีเอ็นเอที่ขดตัวอยู่ภายในเซลล์ประสาท VTA จะคลายตัวออกเล็กน้อย ซึ่งนักวิจัยได้เปรียบเทียบดีเอ็นเอกับสปริงของเล่นในวัยเด็กว่า เมื่อเผชิญกับประสบการณ์ไม่ดี จะก่อให้เกิดความเครียดเพิ่มเติมในภายหลัง เซลล์ประสาท VTA และยีนของหนูซึ่งอยู่ในสภาวะที่คลายตัวมากขึ้น คล้ายกับสปริง โดยพร้อมที่จะตอบสนองต่อประสบการณ์เหล่านั้นอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของโดปามีนและปัญหาต่าง ๆ เช่น ความวิตกกังวล ความเครียด ได้

Meaghan Creed วิสัญญีแพทย์จาก WashU Medicine สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ทีมวิจัยได้ค้นพบกระบวนการทางชีวภาพใหม่ ที่เชื่อมโยงประสบการณ์ความยากลำบากในวัยเด็ก ซึ่งมาพร้อมกับความเปราะบางต่อโรคทางจิตในระยะยาว โดยการค้นพบนี้เผยให้เห็นร่องรอยทางกายภาพ ที่เกิดจากความบอบช้ำระหว่างการพัฒนาภายในเซลล์สมอง ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์มีเป้าหมายทางชีวภาพที่ชัดเจน ในการพัฒนาวิธีการรักษาใหม่ ๆ
ความเครียดในหนูทดลองทำให้ปริมาณของเอนไซม์ที่ชื่อว่า SETD7 เพิ่มสูงขึ้น โดย SETD7 หรือที่รู้จักกันในชื่อ SET7/9 และ KMT7 เป็นเอนไซม์กลุ่ม Lysine Methyltransferase กระบวนการทางชีวเคมีที่หมู่เมทิล (-CH₃) เติมเข้าหมู่เมทิลกลุ่มโมโนเมทิล (Monomethylation) ไปยังตำแหน่งไลซีนของฮิสโตน H3 (H3K4) หรือ ตำแหน่งกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) ลำดับที่ 4 บนโปรตีนฮิสโตน H3 และโปรตีนเป้าหมายอื่น ๆ นอกเหนือจากฮิสโตน โดยมีบทบาทควบคุมการแสดงออกของยีน วงจรเซลล์ และการตอบสนองต่อโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็ง และการอักเสบ
เมื่อ SETD7 มากขึ้น จะส่งผลให้มี H3K4me1 มากขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้จะทำให้เกิดการคลายเกลียวภายในเซลล์ประสาท VTA เพื่อทดสอบสมมุติฐานนี้เพิ่มเติมว่าเป็นจริงหรือไม่ ทีมวิจัยได้เพิ่มระดับ SETD7 ในหนูที่ไม่มีความเครียด และยับยั้งการทำงานของ SETD7 ในหนูที่ได้รับประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด
ตรงกับที่ทีมวิจัยได้คาดการณ์ การมี SETD7 มากขึ้น ส่งผลให้สัตว์โตเต็มวัยทนต่อความเครียดได้น้อยลง และมีพฤติกรรมวิตกกังวลมากขึ้น ในขณะที่การมี SETD7 น้อยลงทำให้หนูที่เครียดมีความสามารถในการฟื้นตัวได้ดีกว่า
Catherine Jensen Peña นักประสาทวิทยาจากสถาบันประสาทวิทยาศาสตร์พรินซ์ตัน (Princeton Neuroscience Institute: PNI) สหรัฐอเมริกา เผยว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาใด ๆ สำหรับผลกระทบจากความเครียดในวัยเด็กที่มีต่อสมอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจกลไกทางโมเลกุลที่ควรเป็นเป้าหมายอย่างชัดเจน
งานวิจัยนี้น่าตื่นเต้น เพราะเผยให้เห็นกลไกที่ชัดเจน และยังช่วยอธิบายว่า ทำไมผลกระทบของความเครียดจึงมีทั้งแบบแฝงและเป็นวงกว้าง
เมื่อทีมวิจัยรู้เกี่ยวกับสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในเซลล์สมองบริเวณ VTA ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเครียดแล้ว ก็สามารถเริ่มทำการวิจัยต่อ เพื่อหาวิธีที่จะกำหนดเป้าหมายและป้องกันจุดอ่อนเหล่านี้ได้ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาสักระยะในการพัฒนาวิธีการรักษาต่อไป นั่นเป็นอีกด้านหนึ่งที่การศึกษาในสัตว์ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว อาจช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการสร้างเกราะป้องกันความเครียดตลอดช่วงชีวิตของมนุษย์ได้

ทำไม? สุขภาพจิตจึงสำคัญต่อชีวิต
สาเหตุก็เพราะ “สุขภาพจิต” คือสภาวะรวมของอารมณ์ ความรู้สึก และจิตใจ สุขภาพจิตที่ดีส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงและมีความสุข ผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดีสามารถสานสัมพันธ์กับคนรอบข้างและรู้จักปรับตัว ยืดหยุ่นกับการเปลี่ยนแปลงหรือความยากลำบากได้ดี อย่างไรก็ตามอาการเจ็บป่วยทางจิตใจ อาจนำไปสู่ความทุกข์ทางใจ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและในอนาคต

การส่งเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต
มีเป้าหมาย เพื่อเสริมสร้างความสามารถของแต่ละบุคคลในการควบคุมอารมณ์ เพิ่มทางเลือกอื่นนอกเหนือจากพฤติกรรมเสี่ยง สร้างความยืดหยุ่นในการจัดการกับสถานการณ์ที่ยากลำบากและความทุกข์ยาก และส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางสังคม-เครือข่ายทางสังคมที่ให้การสนับสนุน
ทั้งนี้ แนวทางส่งเสริมและป้องกันจำเป็นต้องใช้แนวทางหลายระดับ โดยใช้แพลตฟอร์มการส่งมอบที่หลากหลาย เช่น สื่อดิจิทัล สถานพยาบาลหรือสถานดูแลทางสังคม โรงเรียน หรือชุมชน และใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายเพื่อเข้าถึงวัยรุ่น โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางที่สุด
การดูแลความต้องการของวัยรุ่นที่มีปัญหาสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การหลีกเลี่ยงการส่งตัวไปอยู่ในสถานพยาบาลและการใช้ยาเกินความจำเป็น การให้ความสำคัญกับวิธีการที่ไม่ใช้ยา และการเคารพสิทธิเด็กถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญ เพื่อให้การแก้ปัญหาสุขภาพจิตได้รับการยอมรับจากวัยรุ่นในปัจจุบัน

6 ทริกดูแลจิตใจให้แข็งแรงและมีความสุข
เพราะ “สุขภาพจิตที่ดี” ถือเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น เป็นต้น การดูแลสุขภาพจิตไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่จึงเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำเหมือนกับการดูแลสุขภาพร่างกาย นี่คือ 6 วิธีที่จะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิต และเสริมสร้างความแข็งแรงทางใจ
1. ออกกำลังกายเป็นประจำ
การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขในสมอง ช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสดชื่นให้กับจิตใจ
2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ โปรตีน และไขมันดี ช่วยบำรุงสมองและปรับสมดุลอารมณ์ได้
3. นอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ
การนอนหลับเพียงพอและตรงเวลา จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟู ลดอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า
4. พูดคุยและใช้เวลากับครอบครัวหรือคนที่รัก
การได้พูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัว เป็นการระบายความเครียดและสร้างกำลังใจที่ดีให้กับจิตใจ
5. ฝึกทักษะการเผชิญปัญหา
การเรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดหรือปัญหาในชีวิต เช่น การคิดเชิงบวก หรือการฝึกสติ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางอารมณ์
6. ปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
หากรู้สึกว่าตัวเองเผชิญปัญหาทางจิตใจ การขอคำปรึกษา-ความช่วยเหลือ ทั้งจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็เป็นอีกวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ก่อนที่จะเกิดผลเสียกลับมาทำร้ายตัวเราทั้งในปัจจุบันและอนาคต
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล: สสส., WHO, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, Neuron, รศ. พญ. ฐิติพร ศุภสิทธิ์ธำรง โรงพยาบาลเมดพาร์ค
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



