ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ ในปัจจุบันกลับไม่ใช่ที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์หากแต่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวทะเลที่เว้าลึกเข้ามาในแผ่นดิน หรือที่นักธรณีวิทยาเรียกว่าอ่าวทะเลโบราณ แต่ถ้าหากเราย้อนกลับไปในช่วงยุคน้ำแข็งพื้นที่ที่ชาวทวารวดีเรียกว่า อ่าวทะเลโบราณ ความจริงแล้วคือเป็นแผ่นดินที่อุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตบนบกมากมาย
การเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งของผืนดินแถบนี้กำลังสะท้อนให้เห็นภูมิประเทศของพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ไม่ได้อยู่นิ่งและเป็นแผ่นดินมาตลอดเวลา และได้ผ่านกระบวนการทางธรณีแปรสัณฐานของเปลือกโลก และการขึ้นลงของระดับน้ำทะเลมานานนับหลายร้อยล้านปี ดังนั้นเพื่อที่จะไขความลับว่าผืนดินที่พวกกำลังเหยียบย่าง และสร้างป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าแห่งนี้ได้ผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมามากแค่ไหนเราอาจจะต้องอาศัยหลักฐานจากหลากหลายสาขาวิชา ทั้งธรณีวิทยาบรรพกาล บันทึกประวัติศาสตร์ และการศึกษาซากดึกดำบรรพ์เพื่อประกอบเป็นภาพใหญ่ที่อธิบายแผ่นดินที่พวกเรายืนอยู่ในตอนนี้จมอยู่ใต้บาดาลได้อย่างไร

หากจะย้อนเวลากลับไปจุดเริ่มต้นของการจมอยู่ใต้ผืนน้ำของที่ราบลุ่มภาคกลางเราอาจสืบเสาะได้ลงไปถึงหลักฐานอายุหลายร้อยล้านปีก่อนที่ได้ถูกขุดพบกระจัดกระจายตามแนวเทือกเขาสูงและพื้นที่ห่างไกลชายฝั่งหลายร้อยกิโลเมตร โดยนักบรรพชีวินวิทยาได้ขุดพบฟอสซิลของปะการัง หอยสองฝา แอมโมไนต์ อีกทั้งพลับพลึงทะเลอายุเก่าแก่ราว 240-280 ล้านปี ในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ยกตัวอย่างเช่น ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เลย และลำปาง การค้นพบในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อประมาณ 240-280 ล้านปีที่แล้วหรือช่วงมหายุคพาลีโอโซอิกถึงมีโซโซอิกบริเวณที่เป็นผืนแผ่นดินไทยในปัจจุบันเคยเป็นส่วนหนึ่งของก้นมหาสมุทรโบราณที่กว้างใหญ่ ก่อนที่การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกจะค่อย ๆ ดันชั้นหินที่สะสมตะกอนทะเลเหล่านี้ให้ยกตัวสูงขึ้น กลายเป็นเทือกเขาสูงตระหง่านในเวลาต่อมา
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่เป็นการแปรธรณีสัณฐานครั้งสำคัญ และเป็นจุดกำเนิดของแผ่นดินขวานทองก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 200-230 ล้านปีก่อนหรือประมาณปลายยุคไทรแอสซิกแผ่นเปลือกโลกโบราณสองชิ้นใหญ่คือแผ่นฉาน-ไทย (Shan-Thai Terrane) ทางซีกตะวันตก และ แผ่นอินโดจีน (Indochina Terrane) ทางซีกตะวันออกได้เคลื่อนเข้าหากันอย่างช้า ๆ แรงกดดันมหาศาลจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลกทั้งสองได้บีบอัดมหาสมุทรโบราณที่เคยกั้นกลางระหว่างแผ่นดินให้ปิดตัวลง มวลหินตะกอนใต้ท้องทะเล ตลอดจนแนวปะการังโบราณที่เคยจมอยู่ใต้ผืนน้ำ จึงถูกคั้นและโก่งตัวยกสูงขึ้นพ้นระดับน้ำทะเล กลายเป็นเทือกเขาสูงตระหง่านทอดตัวเป็นสันหลังของประเทศ เช่น ทิวเขาเพชรบูรณ์ และทิวเขาถนนธงชัย

หลักฐานที่แสดงถึงการแปรธรณีสัณฐานในครั้งนั้นคือการพบหินอัคนีเนื้อรังสีจางและหินงอกก้นทะเล (Ophiolite) แถบจังหวัดน่านและอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นหินชั้นก้นมหาสมุทรโบราณที่ถูกดันขึ้นมาอยู่บนบก และการเปลี่ยนแปลงการสะสมตัวของหินตะกอนในภาคอีสานบริเวณแนวหินโคราชจากหินตะกอนทะเลไปเป็นหินตะกอนบกสีแดง ซึ่งได้ขุดพบซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตบนบกอย่างไดโนเสาร์และไม้กลายเป็นหินในช่วงเวลาดังกล่าวทั้งที่ก่อนหน้านั้นมักขุดพบเฉพาะสัตว์ทะเลโบราณเท่านั้น
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าแผ่นดินจะยกตัวขึ้นเป็นภูเขาแล้ว แต่พื้นที่ลุ่มต่ำและแอ่งแผ่นดินบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำและภาคกลางกลับยังถูกน้ำทะเลไหลบ่าเข้าท่วมซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลโลกและรอยเลื่อนในเปลือกโลก โดยหนึ่งในช่วงเวลาที่ภาคกลางของไทยแห้งขอดกลายเป็นแผ่นดินก่อนหน้าปัจจุบันครั้งล่าสุด คือช่วงที่ยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายที่ระดับของน้ำทะเลลดลงจากการขยายตัวของธารน้ำแข็งขั้วโลก ส่งผลให้พื้นที่บริเวณอ่าวไทยในปัจจุบันกลายเป็นแผ่นดินขนาดใหญ่ที่ได้เชื่อมหมู่เกาะอินโดนีเซียในปัจจุบันเข้ากับแผ่นดินหลักของทวีป หรือที่เราเรียกกันว่าซุนดราแลนด์ (Sundaland)
เหตุการณ์ดังกล่าวจึงได้ช่วยมนุษย์และสัตว์จากทวีปใหญ่สามารถอพยพลงไปยังอินโดนีเซีย ขณะเดียวกันยังทำให้พืชพรรณบนบกสามารถกระจายพันธุ์ลงไปในพื้นที่อ่าวไทย ก่อนที่ในช่วงประมาณ 4,000–6,000 ปีก่อน หรือหลังยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย (Last Glacial Maximum) อุณหภูมิโลกอุ่นขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างมหาศาลอีกครั้ง ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้พื้นที่อ่าวไทยกลับมาท่วมอีกครั้งอัน

การเพิ่มของระดับน้ำทะเลหลังยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายไม่เพียงแต่ไหลทะลักเข้าพื้นที่อ่าวไทยเท่านั้นยังเข้าสู่บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางทั้งหมด จนแนวชายฝั่งทะเลขยับขึ้นไปลึกถึง จังหวัดอยุธยา ลพบุรี สระบุรี ไปจนถึงตอนใต้ของนครสวรรค์ กลายเป็นอ่าวทะเลโบราณรูปตัว ก. ขนาดยักษ์ ที่มีเกาะแก่งที่โผล่พ้นน้ำกระจัดกระจายเป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก ๆ เต็มไปหมด
หลักฐานชิ้นสำคัญนอกจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏชื่อของเมืองโบราณและร่องรอยทางการค้าสมัยทวารวดี อาทิ เมืองอู่ทองหรือเมืองคูบัวที่ล้วนมีการบรรยายจากเอกสารโบราณว่ามีสภาพภูมิศาสตร์ที่เคยตั้งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำหรือชายฝั่งทะเลในอดีตก่อนที่ตะกอนมหาศาลที่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสายอื่น ๆ พัดพามาสะสมทับถมกันนับพันปี จะค่อย ๆ ดันแนวชายฝั่งร่นถอยลงมาสู่อ่าวไทยในปัจจุบัน และลักษณะของชั้นดินใต้กรุงเทพฯ ที่เป็นชั้นดินเหนียวทะเล (Bangkok Clay) ที่อุดมไปด้วยซากหอยทะเลและซากไดอะตอมในระดับความลึกไม่มากนัก
จากหลักฐานทั้งทางประวัติศาสตร์และโบราณคดียืนยันว่าพื้นที่แถบภาคกลางของไทยในอดีตเคยเป็นแผ่นดินถึง 2 ครั้ง คือช่วงยุคน้ำแข็งที่ระดับของน้ำทะเลลดลงจนพื้นที่อ่าวไทยในปัจจุบันได้กลายเป็นแผ่นดิน และช่วงก่อนอาณาจักรสุโขทัยเริ่มเรืองอำนาจได้ไม่นานจากการสะสมของดินตะกอน และมีช่วงเวลาที่เป็นทะเลจำนวน 2 ครั้ง คือ ก่อนปลายยุคไทรแอสซิกที่เกิดธรณีแปรสัณฐานและยกตัวแผ่นดินของประเทศไทยส่วนใหญ่ขึ้นมายกเว้นเพียงภาคกลางของไทยที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และช่วงหลังยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้ายที่ระดับน้ำทะเลกลับมาเพิ่มสูงขึ้นเท่ากับในอดีตจนถึงช่วงก่อนประวัติศาสตร์ไทยที่เราเรียกว่า ‘อ่าวทะเลโบราณ’
การศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์และการธรณีแปรสัณฐานของดินแดนแถบนี้ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ และการกำเนิดของแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ทำนายได้ว่าในอนาคตกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้อาจจะกำลังจมลงทั้งจากการทรุดตัวของแผ่นดินในทุกปี และการกัดเซาะของชายฝั่งทะเลอ่าวไทย
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : dmr, silpa-mag, springer, researchgate
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech





