ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

กรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำ? เรื่องนี้เป็นจริงแค่ไหน ถึงเวลาต้องย้ายเมืองหลวงหรือยัง

19 ต.ค. 696 นาที3 ชั่วโมงที่แล้ว

ภาพของกรุงเทพมหานครที่ค่อย ๆ จมลงสู่ก้นอ่าวไทยกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในสังคมอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขังหรือน้ำรอระบาย

ซึ่งมักจะมีการเผยแพร่รายงานการประเมินสภาวะภูมิอากาศโลก หรือแบบจำลองเชิงพื้นที่ที่แสดงให้เห็นพื้นที่สีแดงของกรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งอาจถูกน้ำทะเลกัดเซาะและท่วมขังอย่างถาวรภายในปี ค.ศ. 2050 อยู่เสมอ ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนก และอยากรู้เรื่องความเป็นไปได้ในการรับมือว่า กรุงเทพฯ กำลังจะจมน้ำจริงหรือไม่ และทางออกขั้นสุดท้ายอย่างการย้ายเมืองหลวงจะเกิดขึ้นจริงไหม

น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร : AP

ซึ่งทางอุตุนิยมวิทยาและธรณีวิทยาชี้ว่า เหตุการณ์กรุงเทพฯ จมทะเลนั้นมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจริง โดยมีปัจจัยสำคัญ 3 อย่างที่จะเป็นตัวชี้วัดความเสียหายและความรวดเร็วในการเกิดขึ้น ได้แก่ การทรุดตัวของแผ่นดิน (Land Subsidence) กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งเป็นชั้นดินเหนียวอ่อน มีอัตราการทรุดตัวเฉลี่ยในอดีตสูงเนื่องจากการกดทับของสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่และการสูบน้ำบาดาล แม้ปัจจุบันจะมีการควบคุมการใช้น้ำบาดาลอย่างเข้มงวด แต่โครงสร้างเมืองที่หนาแน่นและการขุดเจาะใต้ดินยังคงทำให้หลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ทรุดตัวเฉลี่ย 1-2 เซนติเมตรต่อปี โดยบางพื้นที่ในเขตบางขุนเทียน ประเวศ หรือเขตปริมณฑลมีระดับสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง 0.5-1 เมตรเท่านั้น

ปัจจัยต่อมาคือเรื่องของ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลปานกลาง (Sea Level Rise) ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากสภาวะโลกร้อน รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า ระดับน้ำทะเลทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเฉลี่ย 3.7 มิลลิเมตรต่อปี และมีอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นจากการละลายของธารน้ำแข็งในขั้วโลก เมื่อนำมารวมกับอัตราการทรุดตัวของแผ่นดิน กรุงเทพฯ จึงเผชิญกับสภาวะที่เรียกว่าการจมลงแบบทวีคูณ (Relative Sea Level Rise) นอกจากนี้ ปัจจัยสุดท้ายคือการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำหนุนและฝนตกหนักสุดขั้ว กรุงเทพฯ ต้องรับศึกสามด้านพร้อมกัน ได้แก่ น้ำเหนือไหลหลั่งลงมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำทะเลหนุนสูงจากอ่าวไทย และน้ำฝนตกหนักเฉพาะแห่งในพื้นที่เมือง ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แผนภาพการประเมินระดับน้ำที่สูงขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ : Nature

สิ่งที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์กรุงเทพฯ จมน้ำนั้น ไม่ได้หมายถึงภาพการถล่มทลายลงไปในทะเลในพริบตาเดียวหรือเป็นการที่ระดับน้ำขึ้นสูงในแบบทันทีทันใด แต่หมายถึงการสูญเสียฟังก์ชันการทำงานของเมืองเนื่องจากน้ำท่วมขังเรื้อรัง (Chronic Inundation) พื้นที่ชายฝั่งอย่างเขตบางขุนเทียนและสมุทรปราการเผชิญการกัดเซาะชายฝั่งและน้ำทะเลทะลักเข้าท่วมตามรอบน้ำขึ้นน้ำลงแล้วในปัจจุบัน หากไม่มีระบบป้องกันรัดกุม ภายในอีก 20-30 ปีข้างหน้า พื้นที่เศรษฐกิจใจกลางเมืองอาจต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำออกจากระบบที่พุ่งสูงขึ้น จนกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตประจำวัน

จากเนื้อหาข้างต้นแน่นอนว่าหลายคนอาจตั้งคำถามอีกคำถามที่ว่า แล้วจะต้องย้ายเมืองหลวงไหม ในทางนโยบายและวิศวกรรมการวางผังเมือง การแก้ปัญหากรุงเทพฯ จมน้ำสามารถแบ่งออกเป็นสองแนวทางหลัก ได้แก่ การย้ายเมืองหลวง (Capital Relocation) หรือการปรับตัวเพื่อยึดพื้นที่เดิมไว้ (In-situ Adaptation)

น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร : AP

หากพิจารณาตัวเลือกการย้ายเมืองหลวง ตัวอย่างในระดับสากลอย่างประเทศอินโดนีเซียที่ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปยังนูซันตารา ชี้ให้เห็นว่าการย้ายเมืองหลวงจำเป็นต้องใช้สภาวะปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง และงบประมาณมหาศาล จาการ์ตาเผชิญปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินรุนแรงถึง 10-20 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งหนักหน่วงกว่ากรุงเทพฯ หลายเท่า สำหรับประเทศไทย การย้ายศูนย์กลางบริหารราชการไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครนายก ฉะเชิงเทรา หรือเพชรบูรณ์ เป็นแนวคิดที่มีการเสนอมาหลายทศวรรษ แต่มักติดขัดด้วยมูลค่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ มวลรวมทางเศรษฐกิจที่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และความยุ่งยากในการย้ายภาคธุรกิจและประชากรหลายล้านคน

ทำให้นักวิชาการด้านผังเมืองและวิศวกรรมน้ำส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การย้ายเมืองหลวงไม่ใช่แนวทางเดียว และอาจไม่ใช่แนวทางแรกที่คุ้มค่าที่สุด ประเทศไทยยังสามารถเลือกใช้แนวทาง การปรับตัวเชิงวิศวกรรมและการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ เช่นเดียวกับที่ประเทศเนเธอร์แลนด์หรือสิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการรับมือกับระดับน้ำทะเลสูง แนวทางนี้ประกอบด้วยการสร้างเขื่อนกั้นน้ำทะเลหนุนขนาดยักษ์บริเวณอ่าวไทยตอนบน (Outer Sea Dike/Barrier) การปรับปรุงระบบประตูระบายน้ำและปั๊มสูบน้ำเชิงโครงสร้าง การขยายพื้นที่หน่วงน้ำธรรมชาติ (Retention Basins) หรือแก้มลิงในเขตปริมณฑล การคืนฟื้นฟูป่าชายเลนเพื่อเป็นกำแพงธรรมชาติ และการปรับปรุงกฎหมายผังเมืองให้กำหนดระดับความสูงของอาคารและระบบระบายน้ำทิ้งที่สอดรับกับระดับน้ำทะเลใหม่

โครงการ Delta Works ของประเทศเนเธอร์แลนด์ : AP

นอกจากตัวเลือกการสร้างเขื่อนกั้นน้ำขนาดใหญ่หรือการย้ายเมืองหลวงไปพื้นที่อื่นแล้ว อีกหนึ่งแนวคิดที่นักวางผังเมืองและสถาปนิกยุคใหม่ให้ความสนใจคือการปรับเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious City) ซึ่งเน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้สามารถอยู่ร่วมกับน้ำ ได้อย่างยืดหยุ่น ยุทธศาสตร์นี้เริ่มต้นจากการกระจายอำนาจและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจบางส่วนไปยังพื้นที่ดอนรอบนอกเพื่อลดความแออัดของกรุงเทพฯ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบสถาปัตยกรรมและการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เสี่ยง เช่น การเปลี่ยนพื้นที่ลุ่มต่ำให้เป็นสวนสาธารณะรับน้ำซึม (Water-retention Parks) การบังคับใช้นโยบายพัฒนาอาคารสูงที่ยกชั้นแรกขึ้นสูงจากระดับน้ำท่วมขังเดิม การใช้สถาปัตยกรรมลอยน้ำในโซนชายฝั่ง และการเปลี่ยนคลองเดิมในเมืองให้กลายเป็นแก้มลิงรับน้ำ วิธีการนี้ช่วยให้เมืองหลวงเดิมยังคงสามารถรักษาความสามารถทางเศรษฐกิจไว้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณก้อนเดียวมหาศาลในการอพยพผู้คนทั้งหมด ย้ายศูนย์กลางราชการ หรือสร้างกำแพงกั้นทะเลเพียงอย่างเดียว

Amphibious City : Inhabitat

สุดท้าย หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็ยืนยันว่าภัยคุกคามนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ในทุก ๆ ปี โจทย์ที่แท้จริงคือความเร็วและความเด็ดขาดในการตัดสินใจเชิงนโยบายของภาครัฐ หากประเทศไทยยังคงเลือกที่จะนิ่งเฉยและแก้ไขปัญหาด้วยการสูบน้ำออกจากถนนไปวัน ๆ ความเสียหายสะสมทางเศรษฐกิจจะบังคับให้เราต้องย้ายเมืองหลวงแบบอพยพหนีภัยพิบัติในที่สุด แต่ถ้าหากเราเริ่มลงมือวางแผนตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเลือกการย้ายศูนย์กลางบริหารราชการเพื่อลดแรงกดดันของเมือง การลงทุนในเขื่อนกั้นอ่าวไทย หรือการปรับตัวยืดหยุ่นเพื่ออยู่ร่วมกับน้ำ กรุงเทพมหานครก็จะยังคงยืนหยัดและปรับตัวให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์แห่งศตวรรษนี้ไปได้อย่างมั่นคง

📌อ่าน : กรุงเทพฯ เคยจมน้ำมาก่อน เจาะลึกประวัติฯ แผ่นดินไทย นักวิทย์รู้เรื่องในอดีตได้อย่างไร?

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

ที่มาข้อมูล : sciencedirec, tci-thaijo, nature

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

เขียนโดย

ผู้ที่สนใจการใช้วิทยาศาสตร์มาผลักดันสิ่งแวดล้อมและสังคม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานวิจัยหรือการสื่อสารวิทยาศาสตร์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ค้นพบอะมีบาสายพันธุ์ใหม่! เติบโตได้ในน้ำพุร้อนกว่า 63 องศาฯ ทำลายสถิติอะมีบาทนร้อนที่สุดวิทยาศาสตร์

ค้นพบอะมีบาสายพันธุ์ใหม่! เติบโตได้ในน้ำพุร้อนกว่า 63 องศาฯ ทำลายสถิติอะมีบาทนร้อนที่สุด

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบอะมีบาชนิดใหม่ที่สามารถเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 63 องศาเซลเซียส นับเป็นสถิติอุณหภูมิสูงสุดที่พบว่ายูแคริโอตยังสามารถเพิ่มจำนวนได้

17 ต.ค. 69|1 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
ทำไม? ไฟป่าอินโดฯ ทำฝุ่นพิษอาเซียนปีนี้รุนแรงมากสิ่งแวดล้อม

ทำไม? ไฟป่าอินโดฯ ทำฝุ่นพิษอาเซียนปีนี้รุนแรงมาก

เพราะอะไร? ไฟป่าในประเทศอินโดนีเซีย จึงทำให้สถานการณ์ฝุ่นพิษในอาเซียนปีนี้ถึงรุนแรงมาก เราพาไปหาคำตอบในเรื่องนี้กัน

16 ต.ค. 69|2 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
กรุงเทพฯ เคยจมน้ำมาก่อน เจาะลึกประวัติฯ แผ่นดินไทย นักวิทย์รู้เรื่องในอดีตได้อย่างไร?วิทยาศาสตร์

กรุงเทพฯ เคยจมน้ำมาก่อน เจาะลึกประวัติฯ แผ่นดินไทย นักวิทย์รู้เรื่องในอดีตได้อย่างไร?

หากเราลองพลิกดูแผนที่หรือศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยุคสมัยทวารวดี หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงว่าเมืองโบราณที่ปัจจุบันตั้งอยู่ในแถบจังหวัดนครปฐม ลพบุรีแห่งนี้เคยเป็นเมืองท่าที่อยู่ติดทะเล

16 ต.ค. 69|3 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
เตือนภัย! “Perfect Storm” เมื่อวิกฤตเอลนีโญ โคจรมาเจอกับสงครามที่ยืดเยื้อสิ่งแวดล้อม

เตือนภัย! “Perfect Storm” เมื่อวิกฤตเอลนีโญ โคจรมาเจอกับสงครามที่ยืดเยื้อ

เมื่อวิกฤตเอลนีโญ โคจรมาเจอกับสงคราม กลายเป็นผลกระทบที่เรียกว่า “Perfect Storm” โดยคำเตือนนี้คืออะไร มีความน่าสนใจอย่างไร เรานำมาให้ทราบ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

15 ต.ค. 69|3 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →