หน้าแรก

หมวดหมู่

Data Viz

Photo Story

บทความ

เกม

มัลติมีเดีย

เบื้องหลัง

เกี่ยวกับเรา

กทม. “น้ำท่วม ฝุ่น ร้อน” ปัญหาวนลูป จัดการได้ถ้าผังเมืองดี

กทม. “น้ำท่วม ฝุ่น ร้อน” ปัญหาวนลูป จัดการได้ถ้าผังเมืองดี

กรุงเทพฯ เจอปัญหาวนลูป ฤดูฝนเจอน้ำท่วม ฤดูหนาวเจอฝุ่น PM2.5 ฤดูร้อนก็เจอสภาพอากาศร้อนจัด เป็นปัญหาที่ทุกคน โดยเฉพาะหน่วยงานรู้ ว่าต้องเจอ!

แต่รู้หรือไม่ ปัญหาที่สามารถคาดการณ์นี้ จะไม่เกิดขึ้นแบบวนลูปต่อไปก็ได้ หากผังเมืองกรุงเทพมหานคร (กทม.) ดี แล้วผังเมือง กทม. ปัจจุบันเป็นอย่างไร รองรับโอกาสและปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน

The Visual by Thai PBS สัมภาษณ์พิเศษ รศ. ดร.นิรมล เสรีสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เวิลด์แบงก์ ชี้เมืองที่ดีลงทุนแพง แต่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

รศ. ดร.นิรมล มองประเด็นปัญหา กทม. วนลูปว่า เมื่อข้อมูลบอกชัดว่าปัญหาพวกนี้วนเป็นลูป แปลว่ามันคาดเดาได้ แต่เรากลับบริหารแบบตั้งรับ รอให้พังก่อนแล้วค่อยตามซ่อมเป็นฤดู ระบบร้องเรียนที่ดีช่วยให้รู้ปัญหาเร็วขึ้นก็จริง แต่มันก็ยังเป็นการตั้งรับอยู่ดี

ส่วนเรื่องน้ำ กทม. ทุ่มเงินมหาศาลไปกับกำแพงและเครื่องสูบ แต่เมืองที่ยืดหยุ่นจริง ไม่ได้เอาชนะน้ำด้วยการกั้นอย่างเดียว มันออกแบบให้เมืองรับน้ำได้ มีพื้นที่ซับน้ำ มีผิวที่น้ำซึมลงได้ มีสวนที่ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงเวลาฝนตก เรื่องความร้อนและฝุ่น เราใช้พื้นที่สีเขียวและร่มเงาเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่ของประดับตกแต่ง

รศ. ดร.นิรมล ย้ำว่า ปัญหาเหล่านี้เราก็ป้องกันได้ก่อนที่มันจะเกิด เมืองที่แข็งแรงที่สุดคือเมืองที่ฟื้นตัวและเรียนรู้ได้เร็วที่สุด

วางผังเมืองที่ดี ต้องดูประชากรจริง ไม่ใช่ชื่อตามทะเบียนบ้าน

อีกหนึ่งปัญหาที่คนใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ต้องเผชิญคือ การเดินทาง ในแต่ละวันมีประชาชนต้องเดินทางจากที่พักอาศัยย่านชานเมืองเข้าสู่กลางเมือง เพื่อมาทำงาน ทำธุระ ผังเมืองที่ดีต้องเป็นอย่างไร เพื่อตอบโจทย์ปรากฏการณ์

รศ. ดร.นิรมล เผยว่า ก่อนอื่นต้องชวนสังคมคิดใหม่ ว่าคนเมืองคนหนึ่งมี 2 ย่าน อย่างน้อยในชีวิตเสมอ คือย่านที่กลับไปนอน กับย่านที่ไปทำงาน แต่ระบบของรัฐเรานับเขาแค่ที่เดียว

ข้อมูลปี 2566 ไทยมีประชากรแฝงราว 9.25 ล้านคน หรือ 13.2% ของทั้งประเทศ และกรุงเทพฯ มีประชากรแฝงมากสุด พบการเข้ามาทำงานในจังหวัดที่ตัวเองไม่ได้อยู่มากถึง 52.5% และเข้ามาเรียนอีก 55.3% ของทั้งประเทศ

พอรวมประชากรแฝงกับคนที่ไหลเข้ามากลางวัน จำนวนคนจริงในกรุงเทพเกือบเป็น 2 เท่าของตัวเลขในทะเบียน และตอนกลางวัน กรุงเทพรวมคนไว้ถึง 1 ใน 6 ของทั้งประเทศ

รศ. ดร.นิรมล อธิบายอีกว่า พอจัดงบ จัดบริการ และวางโครงสร้างพื้นฐานตามหัวคนในทะเบียนบ้าน มันก็ไม่ตรงกับภาระจริงที่พื้นที่ต้องแบก

ยกตัวอย่างเขตชั้นในอย่างสัมพันธวงศ์ มีคนในทะเบียนราว 20,000 คน น้อยที่สุดในกรุงเทพ แต่พอเป็นย่านเยาวราชที่คนหลั่งไหลเข้ามาทำงาน ค้าขาย และเที่ยวทั้งวัน จำนวนคนจริงในพื้นที่พุ่งขึ้นหลายเท่า หรือปทุมวันกับบางรักก็แบบเดียวกัน

“ทางที่ถูกคือวางผังจากการไหลเวียนจริงในแต่ละชั่วโมง ไม่ใช่จากบ้านเลขที่ ทุกวันนี้เรามีข้อมูลการเคลื่อนที่ มีจุดหมายปลายทาง 304,053 แห่งในฐาน GoodWalk และมีข้อมูลร้องเรียนที่บอกได้ว่าคนอยู่ตรงไหนเวลาไหน เอาสามอย่างนี้มาวางว่าจุดไหนควรมีร่มเงา ที่นั่ง ห้องน้ำสาธารณะ หรือจุดบริการสุขภาพ ในช่วงเวลาไหน ให้ตรงกับที่คนอยู่จริง”

ผอ.UDDC ย้ำว่า ในเมื่อคนคนหนึ่งใช้ชีวิตจริงใน 2 เขต ทำไมเสียงและทรัพยากรของเขาถึงผูกอยู่กับเขตเดียวที่มีชื่อในทะเบียน อย่างน้อยบริการและงบต้องวิ่งตามคนที่อยู่จริง ไม่ใช่ตามทะเบียน

ทำไมกรุงเทพฯ รถไฟฟ้าเริ่มครอบคลุม แต่รถยังติด!

ถัดมาที่ปัญหาโลกแตกของ กทม. คือ รถติด ติดจนคนเมืองอุทานว่าขับรถเที่ยวต่างจังหวัดยังถึงเร็วกว่า ติดจนทำให้ดาราฮอลลีวูด “คริส เฮมส์เวิร์ธ” เจ้าของบทบาทเทพเจ้าสายฟ้าทอร์ (Thor) ยังต้องกุมขมับ

รศ. ดร.นิรมล เผยว่า ประเด็นนี้มี 3 เรื่องทีเราหลบกันมาตลอด ไม่ยอมรับว่ามันเป็นปัญหา คือ

1.เรื่อง 800 เมตรสุดท้าย ฐานข้อมูลจากดัชนีการเดินได้ (GoodWalk) บอกว่ากรุงเทพเดินได้จริงแค่ 4% ของพื้นที่มหานคร สุดท้ายคนก็ต้องขับหรือนั่งมอเตอร์ไซค์ไปสถานีอยู่ดี เพราะช่วงจากบ้านไปสถานี และจากสถานีไปที่หมาย มันร้อน ไม่มีที่หลบฝน ไม่ปลอดภัย และไม่ชวนให้เดิน

2.เรื่องผังเมือง กทม. ในปัจจุบันวางแบบบังคับให้ใช้รถ อย่างกฎที่กำหนดให้อาคารต้องมีที่จอดรถเยอะ ๆ เท่ากับเอาเงินไปอุดหนุนการขับรถโดยไม่รู้ตัว แล้วก็มานั่งบ่นว่าทำไมคนไม่ทิ้งรถ ทั้งที่กรุงเทพเสียไปราว 7-10% ของผลผลิตในพื้นที่ต่อปีให้กับรถติด

3.เรื่องสภาพอากาศช่วงกลางวัน โดยเฉพาะหน้าร้อนกรุงเทพชั้นในอุณหภูมิทะลุ 38 องศาเซลเซียส บางจุดที่หนาแน่นยังบวกเข้าไปอีก 4-7 องศาฯ ซึ่งในการสำรวจคนเดินเท้าเกือบ 1,500 คนของเรา พบ 45% เคยถูกความร้อนไล่ให้เลิกเดินกลางคัน ฉะนั้นจะให้คนทิ้งรถมาเดินในเมืองที่เดินแล้วทนไม่ไหว มันเป็นไปไม่ได้

ผังเมืองมีรถไฟฟ้า แต่อย่าทิ้ง “ทางเดิน”?

“หากไปดูสิงคโปร์มีทางเดินมีหลังคากว่า 200 กิโลเมตร เชื่อมสถานีเข้ากับออฟฟิศ ห้าง และที่อยู่อาศัย ฝนจะตกแดดจะออกคนก็ยังเดินได้ ไทเปออกกฎหมายบังคับให้อาคารพาณิชย์มี arcade คลุมทางเดินกันแดดกันฝนต่อเนื่อง มันไม่ใช่เรื่องความสวย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เมืองไม่หยุดเพราะฟ้าฝน”

UDDC ศึกษาความเป็นไปได้ของทางเดินมีหลังคา (Covered Walkway) รอบสถานีในย่านที่ทั้งร้อนทั้งฝนชุก ภายใต้แนวคิด Tropical TOD คือออกแบบ 800 เมตรสุดท้ายให้กันแดดกันฝนได้จริง

รศ. ดร.นิรมล ชี้การจูงใจให้คนเดิน คือนโยบายสุขภาพที่ราคาถูกที่สุด การเดินเป็นประจำลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ราว 30-35% ถ้าคน 10 ล้านคนในกรุงเทพได้เดินวันละ 20 นาที ค่ารักษาพยาบาลระยะยาวที่รัฐต้องจ่ายจะลดลงมหาศาล

“รถไฟฟ้าเฉย ๆ ไม่เคยทำให้เมืองไหนเลิกใช้รถได้ เมืองที่ทำสำเร็จคือเมืองที่ออกแบบให้การเดินกับรางเชื่อมกันจนการมีรถกลายเป็นภาระ ไม่ใช่ความสะดวก”

เมืองที่เดินไม่ได้ มีรถไฟฟ้า ก็สูญเปล่า!

การเดินทางในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องใหญ่ กระทบผู้คนมากมาย สอดคล้องกับข้อร้องเรียนของระบบ Traffy Fondue ที่พบการร้องเรียนปัญหาทางเท้า การจราจรมาเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งเขตจตุจักร เป็นเขตที่มีการร้องเรียนในระบบมากที่สุด

รศ. ดร.นิรมล มองเหตุที่เขตจตุจักรมีข้อร้องเรียนสูงสุด เพราะกรุงเทพเป็นเมืองศูนย์เดียวแบบสุดขั้ว เป็นเอกนครที่ผลิตผลผลิตเกือบครึ่งประเทศจากเมืองเดียว การเดินทางทุกสายเลยถูกบีบให้ไหลผ่านคอขวดไม่กี่จุด พอทุกคนต้องผ่านคอเดียวกัน คอนั้นก็พังก่อนเพื่อน การไปไล่แก้เฉพาะที่จตุจักรจึงไม่พอ ต้องแก้ที่โครงสร้างของทั้งเมือง

“ทางออกเชิงผังเมือง คือเปลี่ยนกรุงเทพจากเมืองศูนย์เดียวให้เป็นเมืองหลายศูนย์ สร้างศูนย์ย่อยที่มีงานและบริการครบจริงกระจายออกไป คนจะได้ไม่ต้องวิ่งเข้าใจกลางเมืองกันทุกวัน”

นี่คือแนวคิดในกรอบ Bangkok 250 ที่ UDDC ร่วมวาง และเป็นข้อเสนอเดียวกับที่เสนอในระดับประเทศ คือทำให้เป็นระบบเมืองหลายศูนย์ ให้เมืองรองอย่างขอนแก่น เชียงใหม่ ชลบุรี หาดใหญ่ ช่วยรับน้ำหนัก แทนที่จะเทใส่กรุงเทพหมด เพราะการอัดทุกอย่างไว้ที่เมืองเดียวมันคือเพดานการเติบโตของประเทศ

ส่วนตัว Transit Hub หรือศูนย์กลางการคมนาคม ผอ.UDDC มองว่า ที่ผ่านมาเราออกแบบมันผิดประเภท มองมันเป็นแค่จุดเปลี่ยนสายที่ปล่อยคนผ่านให้เร็วที่สุด ทั้งที่ฮับที่ดีควรเป็นจุดหมายปลายทาง ไม่ใช่ทางผ่าน มีงาน มีที่อยู่ มีบริการ และมีพื้นที่สาธารณะอยู่ในตัว เพื่อให้การเดินทางส่วนหนึ่งจบลงตรงนั้น ไม่ทะลักต่อ

“การมีรถไฟเร็วพาคนไปสู่เมืองที่เดินไม่ได้ ก็คือการต่อท่อเร็วเข้าหาคอขวด เชื่อมระหว่างเมืองให้ดีแค่ไหนก็สูญเปล่า ถ้าในเมืองยังขยับตัวไม่ได้”

จะทำอย่างไรเมื่อกลางเมือง กทม. กำลังเป็นสูงวัยโซน?

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับ กทม. คือ สังคมสูงวัย พบหลายเขตใจกลางเมือง เช่น สัมพันธวงศ์ มีสัดส่วนผู้สูงอายุ 39.5% ต่อประชากรทั่วไป ป้อมปราบศัตรูพ่าย 37.1% พระนคร 35.7% ดุสิต 33.8% บางกอกน้อย 33.2%

ขณะเดียวกันพบสัดส่วนประชากรวัยเด็กและวัยทำงานสูงในเขตชานเมือง กทม. เช่น หนองจอก คลองสามวา ลาดกระบัง ผังเมืองที่ดีควรทำอย่างไร เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยน

รศ. ดร.นิรมล เผยว่า มองเผิน ๆ ดูเหมือนปัญหาเดียว แต่จริง ๆ แล้วคือ 2 เมืองซ้อนกันอยู่ในเมืองเดียว และทั้ง 2 เมืองต้องการคนละวิธีแก้

ไทยเป็นสังคมสูงวัยสมบูรณ์มาตั้งแต่ปี 2566 คนอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ราว 13 ล้านคน และกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปี 2572 ซึ่งเร็วกว่าสิงคโปร์ จีน หรืออังกฤษ เมืองชั้นในแก่ก่อนและเริ่มกลวง ผู้สูงอายุอยู่ติดบ้าน คนรุ่นใหม่ทยอยย้ายออก ขณะที่ชานเมืองแน่นขึ้นทุกปีด้วยวัยทำงานและเด็ก

เมืองชั้นในจึงเป็นโจทย์ของการซ่อมของเดิมให้ผู้สูงอายุอยู่ได้โดยไม่บาดเจ็บ เพราะวันนี้สภาพแวดล้อมมันอันตรายกับเขาจริง ๆ ทั่วประเทศมีผู้สูงอายุเสียชีวิตจากการล้มและถนนไม่ปลอดภัยเฉลี่ยวันละ 3 คน และล้มกันปีละราว 5.5 ล้านครั้ง ทางเท้าที่เรียบ มีที่นั่งให้พักเป็นระยะ มีคลินิกและตลาดในระยะที่เดินไหว เหล่านี้คือการลงทุนด้านสุขภาพ

“ส่วนชานเมืองคือสนามที่ชี้ขาดอนาคต ถ้าปล่อยให้มันโตแบบพึ่งรถเหมือนที่เมืองชั้นในเคยโต อีกยี่สิบปีเราจะเจอปัญหาเดิมในสเกลที่ใหญ่กว่าเดิมมาก ต้องวางให้โรงเรียน คลินิก ที่ทำงาน และสวน อยู่ในระยะเดินถึงตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ความหนาแน่นจะลงตัวจนขยับอะไรไม่ได้ เพราะพอถึงตอนนั้น การแก้ทีหลังแพงกว่ากันหลายเท่า”

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาใด ๆ ของ กทม. รศ. ดร.นิรมล ย้ำว่าไม่ควรผูกไว้กับจำนวนตามทะเบียนบ้าน คนเมืองไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่เดียว สวัสดิการควรเดินทางตามตัวคน และส่งถึงระดับย่าน ไม่ใช่กองรวมไว้ที่ศูนย์กลาง

UDDC เคยวัดดัชนีความพร้อมเมืองสูงวัยทั้ง 77 จังหวัด ได้ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ 48 จาก 100 ภาคกลาง 54 อีสาน 44 และเจอรูปแบบที่เราเรียกว่า capacity-need inversion คือจังหวัดที่แก่เร็วที่สุดกลับเป็นกลุ่มที่พร้อมรับมือน้อยที่สุด มันไม่ใช่ข้อสังเกตลอย ๆ แต่เป็นเครื่องมือที่บอกได้ว่าควรเทงบไปตรงไหนก่อน

“การลงทุนกับเมืองสูงวัยทีเดียว ได้คืนทั้งสุขภาพ ความเท่าเทียม และเศรษฐกิจ” รศ. ดร.นิรมล กล่าวทิ้งท้าย

ใต้เงา…มหานคร • 24/7 in BANGKOK

Content Creator

Chalee Nawatharadol