กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและผู้คน เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้รับการจัดอันดับให้ เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในเอเชีย 2 ปีซ้อน ทั้งปี 2024 และ 2025 จากรายงาน Best in Travel 2025
แน่นอน “แสง” และ “เงา” เป็นของคู่กัน ท่ามกลางสปอตไลต์ฉายภาพมหานครแห่ง “โอกาส ความหวัง และให้คุณภาพชีวิตที่ดี” ให้คนกว่า 8 ล้านชีวิต ที่เข้ามาทำงานและอยู่อาศัยใน กทม. ก็มีเงาหรือปัญหามากมายให้เผชิญ
The Visual by Thai PBS สัมภาษณ์พิเศษ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
กทม. เมืองแห่งโอกาส มีความพร้อม และข้อจำกัด?
ดร.สุเมธ โฟกัสเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ยืนยันว่ากรุงเทพฯ มีความพร้อมเรื่องระบบสาธารณูปโภคค่อนข้างมากหากเทียบกับเมืองอื่น ๆ ในไทย เพราะมีทั้งทางด่วน มีรถไฟฟ้า มีการเข้าถึงไฟฟ้า น้ำประปาค่อนข้างมาก เป็นผลจากการลงทุนที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองระดับหนึ่ง
“ถามว่ากรุงเทพฯ ดีกว่าที่อื่นไหม ถ้าเทียบกับเมืองอื่นในไทย ตอบเลยว่าดีกว่า เพราะคือเมืองหลวง เรามีการลงทุน มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่า เป็นแหล่งรวมของการจ้างงาน จึงเป็นแหล่งรวมของโอกาส ประชากรจึงย้ายถิ่นเข้ามาในกรุงเทพฯ เรื่อย ๆ แม้จะไม่มากเหมือนในอดีต เนื่องจากอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง แต่ผู้คนก็ยังหลั่งไหลเข้ามา”
ดร.สุเมธ เล่าอีกว่า คำถามต่อมาคือ แล้วการออกแบบกรุงเทพฯ พร้อมรองรับกิจกรรมและผู้คนได้ดีแค่ไหน ต้องบอกว่าถ้าออกแบบเมืองแบบเดิมที่ใช้ถนนเป็นตัวหลักในการขนคน ถ้าคนเยอะเกินไป เมืองยังไงก็อยู่ไม่ได้
“กทม. กำลังมีความเป็นเมืองเป็นแนวดิ่งมากขึ้น เนื่องจากราคาที่ดินและที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น ๆ พอสร้างอาคารสูงเพิ่มขึ้น คนอยู่อาศัยมากขึ้น ถนนที่มีอยู่เดิมมันก็ไม่พอ เกิดเป็นปัญหาการจราจรติดขัด ที่ผ่านมาแม้จะมีการลงทุนระบบขนส่งมวลชน มีรถไฟฟ้าครอบคลุมหลายพื้นที่ใน กทม. แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่”
“ถ้าถามว่าทำได้ดีแล้วหรือไม่ ก็คงยัง เพราะถ้าดีพอ รถคงติดน้อยกว่านี้”
ผอ.วิจัยด้านนโยบายการขนส่งฯ ชี้สถานการณ์ต่อมาที่เมืองหลวงต้องเจอคือ การบริหารจัดการภัยพิบัติต่าง ๆ อันมาจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เช่น PM2.5 เรื่องของฝนตก น้ำท่วมขัง กทม. แก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหายังคงอยู่เรื่อย ๆ นี่คือตัวอย่างหนึ่งในภาพใหญ่ ที่เห็นว่ามันยังมีข้อจำกัดที่จะบริหารจัดการเรื่องพวกนี้อยู่ เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อพอสมควร สร้างเมืองที่รองรับเรื่องพวกนี้
กทม. พร้อมแค่ไหน เมื่อเทียบกับเมืองในต่างประเทศ?
หากมองไกลออกไปดูเมืองในต่างประเทศ เทียบ กทม. กับมหานครอื่น ๆ ดร.สุเมธ เล่าว่า เมืองในประเทศพัฒนาแล้ว จะแก้ปัญหาการจราจรก่อน ตั้งแต่การออกแบบให้ใช้รถน้อยลง เอื้อให้คนใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น การจำกัดการใช้รถยนต์ส่วนตัวอย่างเหมาะสม เช่น ที่จอดรถน้อยลง อีกทั้งเปิดพื้นที่เป็น Public Space (พื้นที่สาธารณะ) มากขึ้น มีทางเท้าที่กว้างและดีขึ้น
“สิ่งเหล่านี้ถามว่ากรุงเทพฯ เราทำได้ดีไหม ก็ยังถือว่าเพิ่งเริ่มต้น ทางเท้าก็เพิ่งเริ่มปรับปรุง แต่มันก็ยังห่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วเยอะ อันนี้คือสเตปที่ 1 นโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการขนส่งยังค่อนข้างห่าง”
ผอ.วิจัยด้านนโยบายการขนส่งฯ ยกตัวอย่างพื้นที่ตัวอย่างในกรุงเทพมหานครที่อาจจะทำได้ดี เช่น ถนนราชดำเนินที่มีพื้นที่ทางเท้าเยอะขึ้น รวมถึงอีกหลาย ๆ ถนนในกรุงเทพฯ ชั้นในที่พอทำได้บ้าง แต่คำถามคือ พื้นที่เหล่านี้คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ภาพรวมในกรุงเทพมหานคร
“จากประสบการณ์ที่เดินทางในกรุงเทพฯ ผมประเมินเบื้องต้นด้วยตัวเองนะ ว่าพื้นที่และทางเท้าที่ กทม. ทำได้ดี ผมว่ายังไม่ถึง 10% จากถนนทั้งหมดที่มี จะเห็นว่ามันยังมีถนนที่เป็นตัวอย่างที่ดีค่อนข้างน้อยอยู่”
นอกจากนี้ เมืองในประเทศที่พัฒนาแล้วยังสร้างเพื่อรองรับหรือต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ คือทำอย่างไรให้เมืองเย็นลง และจัดการน้ำได้ดี เช่น มีพื้นที่รองรับและระบายน้ำ เพราะ Extreme Case เหล่านี้มันจะมีขึ้นเรื่อย ๆ เป็นโจทย์ที่ผมคิดว่าเราทำได้ดีไหม ก็ยังค่อนข้างจำกัดอยู่ และดูจากแผนงานก็ยังมีปัญหาอยู่
“คือโครงสร้างเมืองสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น การออกแบบเมืองที่เป็นฟองน้ำ (Sponge City) ซับน้ำได้ ออกแบบเมืองที่มีโครงสร้างหลักเป็นทางระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถที่จะระบายน้ำในบางช่วงเวลาที่มีปัญหาได้ อันนี้คือตัวอย่าง แต่ตอนนี้เราก็ยังผสม ๆ กันอยู่ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเมืองมีแนวโน้มที่จะต่ำลงเรื่อย ๆ ตามการทรุดตัว เราจะบริหารจัดการเรื่องพวกนี้ยังไง”
ดร.สุเมธ ยังย้ำความสำคัญของการต้องมีและพัฒนาพื้นที่สีเขียว จะช่วยคอยดูดซับน้ำได้ระดับหนึ่ง เวลาฝนตกมาปุ๊บก็มีที่ซึมน้ำไป ไม่ใช่ว่าเป็นคอนกรีตทั้งหมด พอเป็นคอนกรีตน้ำมันผ่านไม่ได้ มันก็เอ่อล้นและท่วม เพราะฉะนั้นมันต้องเริ่มออกแบบเมืองให้มีความหลากหลาย และรองรับเรื่องพวกนี้ได้ดี
กทม. ควรถอดแบบมหานครไหนในโลก?
ถึงตรงนี้อดถาม ดร.สุเมธ ไม่ได้ว่าแล้วเราควรเดินต่อไปข้างหน้า และถอดบทเรียนและความสำเร็จของมหานครไหนในโลกมาไว้ที่กรุงเทพฯ ดี?
ดร.สุเมธ ตอบว่า มันคงไม่มีที่ใดที่หนึ่ง เพราะแต่ละที่แต่ละเมืองมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างไป แต่ว่าเราอาจจะต้องมองหลักการก่อน ว่าเราอยากจะให้กรุงเทพฯ เป็นอย่างไร
ถ้าเราอยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใช้ขนส่งสาธารณะเยอะ ๆ ถ้าเราอยากให้เป็นแบบนั้น เราก็คงต้องถอดโครงสร้างของพวกนโยบายขนส่งมา ว่าต้องโปรโมตขนส่งสาธารณะยังไง ทำให้คนลงจากรถยนต์ส่วนบุคคลยังไง มีการจำกัดการใช้งานยังไง อันนี้คือตัวอย่างที่ 1
ตัวอย่างที่ 2 ถ้าเราต้องการเมืองที่ระบายน้ำดี มีความเย็น เราต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวยังไง เราต้องปรับปรุงยังไง ต้องบอกว่า ตอนนี้เราจะเริ่มเห็นว่า กทม. เองก็มีความพยายาม เพราะพื้นที่ของ กทม. มีหลายจุดที่เป็นพื้นที่รกร้าง ที่ดินเราแพงก็จริง แต่เราก็มีพื้นที่รกร้างที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่กลางเมือง หรืออยู่ในเขตชุมชนค่อนข้างเยอะ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้สามารถสร้างเป็นพื้นที่สีเขียวได้ แน่นอนเจ้าของที่อาจจะบอกว่า ยังไม่อยากขาย ยังไม่อยากพัฒนา หรือยังไม่มีทุน
แต่ถ้าเราเอาตรงนั้นมาเป็น “ป่าชั่วคราว” หรือพื้นที่สีเขียวชั่วคราว สัก 3 ปี 5 ปี ก่อนที่เขาจะพัฒนา มันก็จะช่วยเรื่องพวกนี้ได้ระดับหนึ่ง แล้วเราก็หมุนเวียนใช้ที่ไปเรื่อย ๆ
ถ้าเราเอาที่ที่เปล่าประโยชน์พวกนี้เข้ามาช่วยให้เป็นพื้นที่สีเขียว พื้นที่รับน้ำได้ มันก็จะเป็นประโยชน์ในปัจจุบัน ซึ่งหลายประเทศก็ทำอยู่
แต่แนวทางนี้ ดร.สุเมธ ชี้ว่าแต่ละประเทศก็มีโครงสร้างของการบริหารจัดการ ความเป็นเจ้าของที่ดินและการกำกับดูแลต่างกัน บางประเทศรัฐเป็นเจ้าของที่ 100% ประชาชนเป็นเพียงแค่ผู้เช่า
เพราะฉะนั้นในการกำกับควบคุมเรื่องของที่ดินในพื้นที่เมืองมันอาจจะทำได้ง่าย แต่ของไทยเราไม่ใช่ พื้นที่รัฐก็ส่วนหนึ่ง พื้นที่เอกชนก็ส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับสิทธิ์และการดำเนินงาน
กทม. เคยกำหนดเป้าหมายไหม ว่าจะเป็นเมืองแบบใด?
ดร.สุเมธ ยอมรับว่า ไม่ค่อยแน่ใจกับเป้าหมายตรงนี้ แต่คิดว่าแต่ละหน่วยราชการ อาจจะมีเป้าหมายระดับหนึ่ง แต่ปัญหามันอาจจะเกิดจากเราไม่มีเป้าหมายร่วมกัน สมมติถ้ารัฐบาลกลางบอกอย่างหนึ่ง กรุงเทพมหานครบอกอย่างหนึ่ง พอไปคนละทางมันก็วางแผนได้ค่อนข้างยาก
“คำถามตอนนี้ก็อยู่ที่เรื่องของเราจะกำหนด Direction (ทิศทาง) ของ กทม. อย่างไร และใครจะเป็นหัวหอกหรือเป็นผู้นำหลัก เราจะให้ท้องถิ่นเป็นผู้นำ หรือเราจะให้รัฐบาลกลางเป็นผู้นำ ถ้ามันไม่มีการตัดสินใจมา มันก็จะก้ำกึ่งกัน ถ้าจะพูดในแง่ของเมือง ถ้าถามความเห็นผม ก็คงต้องให้ท้องถิ่นเขาดู เพราะอย่างน้อยคน กทม. ก็เลือกผู้ว่าฯ มา เพราะฉะนั้นเขาหน้าจะมีหน้าที่ในการกำหนดทิศทางของเมืองว่าอยากจะเป็นในรูปแบบไหน” ดร.สุเมธ กล่าว
เมื่อดูวิสัยทัศน์ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 พบว่า หลายคนอยากเข้าไปแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 เพื่อจะทลายข้อจำกัดทางกฎหมาย และเพิ่มอำนาจ กทม. บริหารจัดการพื้นที่ได้เต็มที่กว่าปัจจุบัน
ยกตัวอย่างถนนใน กทม. อำนาจการจัดการดูแลมีทั้งของ กทม. และกรมทางหลวง
ซึ่งประเด็นนี้ ดร.สุเมธ ยอมรับว่าไม่ทราบรายละเอียดมากนัก แต่เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร สุดท้ายก็เป็นความก้ำกึ่งกันระหว่างอำนาจของรัฐบาลกลางกับ กทม. ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
กทม. พัฒนาภายใต้ข้อจำกัด “งบประมาณ-บุคลากร”?
นอกจากขอบเขตอำนาจ ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ กทม. พัฒนาอย่างมีข้อจำกัดหรือไม่ ไม่ว่าจะเรื่องงบประมาณ และบุคลากรจำกัด
ดร.สุเมธ เผยว่า ส่วนตัวคิดว่าทุกที่มีข้อจำกัดหมด ในความเห็นผมนะ คืองบประมาณยังไงก็มีความจำกัด แต่การเรียงลำดับความสำคัญทำอย่างไร เราจำเป็นต้องไปลดส่วนที่ไม่จำเป็น แล้วไป Invest (ลงทุน) ในส่วนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือมีความจำเป็นในระยะกลางระยะยาว
“ยกตัวอย่างการซ่อมถนน ถ้าคุณซ่อมแบบปะผุ คือเสียแล้วก็ไปซ่อม ๆ กับแบบที่สองคือรื้อใหม่แล้วทำให้มันดี บางทีแบบหลังอาจจะใช้เงินน้อยกว่าแบบแรกนะ อันนี้คือยกตัวอย่าง จะเริ่มเห็นว่าตอนนี้หลายครั้ง ถ้าเราไปซ่อมแบบปะผุแล้วมันสูญเสียงบประมาณเยอะ ถ้าเราวางแผนดี ๆ ประเมินการใช้เงินดี ๆ ตั้งแต่ต้น เราอาจจะใช้งบประมาณได้คุ้มค่ามากขึ้น”
ส่วนประเด็นเงินไม่พอ ทุกคนเงินไม่พอหมด ประชาชนก็เงินไม่พอ แต่มันใช้ยังไงให้ฉลาด ใช้ยังไงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
“คือคำบ่นว่าเงินไม่พอ รัฐบาลก็บ่นงบไม่พอ ถ้าฉันรวยเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว ญี่ปุ่น ยุโรป เมืองฉันจะดีกว่านี้ ทุกคนก็พูดได้ แต่สำคัญกว่าคือเงินที่มี จะใช้อย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด”
ประชาชนจะเป็นอย่างไร ถ้าเมืองมีโครงสร้างพื้นฐานดี?
หลากหลายปัญหาที่มีใน กทม. พามองข้ามช็อตกับข้อสงสัยว่า ถ้า กทม. ได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ได้เป็นเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานดี ถึงเวลานั้นคนใน กทม. จะมีคุณภาพชีวิตดีอย่างไร
ดร.สุเมธ เผยว่าขอแบ่งเป็นส่วนตามที่ผมเชี่ยวชาญ เริ่มที่เรื่องคมนาคม แน่นอนถ้ารถไม่ติด คุณภาพชีวิตคนดีขึ้นอยู่แล้ว คือมีเวลาไปทำอะไรมากขึ้น ไม่มีความเครียดจากสภาพการจราจร การวางแผนการเดินทางสามารถดำเนินการได้ดีขึ้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้มากขึ้น จะไปประชุมก็รู้ว่าต้องเดินทางกี่ชั่วโมง ด้วยเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย อันนี้เป็นปัญหาเรื่องการคาดเดาเวลาด้วย
“หลายครั้งถ้ารถมันติดเยอะ คุณต้องเผื่อเวลาเยอะ ถ้าไปไม่ทันมันแย่ใช่ไหม แต่พอเผื่อเวลาเยอะเสร็จ ไปก่อนล่วงหน้าชั่วโมงหนึ่ง แต่ใช้เวลาเดินทางจริงแค่ 15 นาที เสร็จแล้วก็ต้องไปนั่งรอหน้าห้องประชุม การที่คาดเดาเวลาได้ไม่แน่นอน มันทำให้เสียเวลา แทนที่เช้าวันหนึ่งจะมีประชุมได้ 2-3 ที่ ก็ประชุมได้แค่ที่เดียว อันนี้คือตัวอย่างของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้นด้วย”
อีกเรื่องที่ตามมาแน่นอนคือเรื่องอุณหภูมิ ผมคิดว่าค่อนข้างสำคัญ ความร้อนส่งผลกับการใช้ชีวิตระดับหนึ่ง และในบางกรณีส่งผลต่อสุขภาพด้วย ถ้าความร้อนมันมากขึ้นเรื่อย ๆ สุขภาพมันก็มีแนวโน้มที่จะเป็นอันตราย โดยเฉพาะคนในบางกลุ่ม
รวมถึงเรื่องของฝุ่น PM2.5 ชัดเจนมาก แทนที่เราจะสามารถออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งได้อย่างสะดวก พอเจอ PM2.5 เราก็ต้องเข้ามาในร่ม ไม่อย่างนั้นออกไปข้างนอกก็จะมีปัญหากับระบบทางเดินหายใจ ทุก ๆ อย่างมันผสมกันหมด
“เราก็อยากได้เมืองที่มีสุขภาพดี คุณภาพดี ที่ทำให้การใช้ชีวิตเราดีขึ้น รวมถึงพวกเรื่องน้ำท่วม การระบายน้ำ ก็ส่งผลทั้งเรื่องการเดินทางและการใช้ชีวิต เมืองที่บริหารจัดการดี สุขภาพชีวิตก็น่าจะดีขึ้นด้วย”
กลางเมือง กทม. กำลังเป็นสูงวัยโซน!
อีกโจทย์ท้าทาย กทม. ไม่ต่างจากมหานครทั่วโลกคือ สัดส่วนผู้สูงอายุเทียบกับกลุ่มประชากรทั่วไปเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือสังคมสูงวัย ซึ่งข้อมูลประชากรใน กทม. ปี 2569 ก็เริ่มพบสัญญาณสังคมสูงวัย ในเขตกลางเมือง คือมีผู้สูงอายุอยู่ตามบ้านเรือนมากขึ้น วัยอื่น ๆ น้อยลง ขณะเดียวกันในแถบชานเมือง เช่น หนองจอก มีนบุรี กลับมีอัตราเด็กเกิดใหม่ และกลุ่มประชากรวัยเด็ก วัยทำงานมากกว่า
ดร.สุเมธ มองว่า ก็คงต้องดูเรื่องของการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกให้รองรับ เช่น ทางเท้า เพื่อให้พวกท่านสามารถออกมาใช้ชีวิตได้เอง ขณะเดียวกันวัยเรียน วัยทำงานที่จะต้องเดินทางจากชานเมืองเข้ากลางเมือง ก็ต้องพัฒนาระบบขนส่งทั้งหมด
แม้ปัจจุบันระบบรถไฟฟ้าจะเริ่มครอบคลุมหลายพื้นที่ใน กทม. จากชานเมือง เข้ามาใจกลางเมือง แต่ ดร.สุเมธ ยอมรับว่าก็พูดยากว่าครอบคลุมประชากรใน กทม. ทั้งหมดแล้ว
“ประเด็นนี้ยังมีคำถามไม่น้อยว่าการเดินทางจากชานเมืองเข้าสู่ใจกลางเมืองแม้จะมีระบบรองรับ แต่ค่าใช้จ่ายก็ยังสูงอยู่ ฉะนั้นรูปแบบขนส่งอาจจะต้องมีการออกแบบหลายรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีรถโดยสารประจำทาง รถตู้โดยสาร หรือระบบอื่น ๆ ที่ราคาถูกกว่าเข้ามาสนับสนุนด้วย”
ดร.สุเมธ ชวนดูเมืองหลวงเพื่อนบ้านในประเทศอาเซียนที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์ เมืองเล็กกว่ากรุงเทพฯ แต่ว่าเขาออกแบบและบริหารจัดการได้ดี จากหลายปัจจัยสนับสนุน
ก่อนกล่าวทิ้งท้ายว่า “แน่นอนรัฐบาลที่มีงบประมาณเยอะ ก็ทำอะไรได้หลายอย่าง แต่รัฐบาลที่มีงบประมาณน้อย ก็ต้องฉลาดหน่อย ต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ในสิ่งที่สำคัญก่อน”
ใต้เงา…มหานคร • 24/7 in BANGKOK

Content Creator
Chalee Nawatharadol
