กับ 5 วิทยากร ได้มีการฉายความรู้ให้เห็นภาพ ซึ่งจะมีความน่าสนใจอย่างไร แนะนำว่าสาย Fact-Check ไม่ควรพลาด
คุณอรรวี แตงมีแสง
“ข่าวลวง” ทำให้ “คน” มอง “คน” ไม่เท่ากัน
คุณอรรวี แตงมีแสง คนไทยซึ่งเป็นเจ้าของเพจ Facebook Natty loves Myanmar ได้เปิดประเด็นอย่างน่าสนใจ ในเรื่องข่าวลวงและอคติต่อแรงงานเมียนมาในไทย โดยคุณอรรวีได้มาเล่าเรื่องเพื่อให้มองเห็นถึง มายาคติที่พบเจอบ่อย ๆ เช่น คำที่กล่าวว่าแรงงานเมียนมาจะแย่งงานคนไทย เป็นภาระสาธารณสุข หรือก่ออาชญากรรม เป็นต้น ซึ่งทำให้เกิดสร้างความเกลียดชังขึ้นในสังคม กระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงาน และยังส่งผลต่อการวางนโยบายรัฐอีกด้วย โดยลักษณะของข่าวลวงที่พบก็คือ ตัวเลขผิด: รายงานข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบันหรือคลาดเคลื่อน, การบิดเบือนบริบท (Half-truth): นำความจริงมาเพียงครึ่งเดียวเพื่อชักจูงให้คนมีอคติ เช่น ข่าวแรงงานเรียกร้องค่าแรง 700 บาท ซึ่งมีการบิดเบือนจากคลิปจริง
ขณะที่ข้อเท็จจริงคือ แรงงานเหล่านี้เข้ามาทำในสิ่งที่คนไทยไม่ทำแล้ว (งาน 3D: Dirty, Dangerous, Difficult) และแรงงานก็อยู่ในระบบประกันสังคมและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้น คุณอรรวี จึงได้เสนอแนะในเรื่องดังกล่าวว่า ก่อนแชร์สิ่งเหล่านี้ในโซเชียลมีเดียควรตั้งคำถาม 3 ข้อคือ แหล่งข่าวคือใคร, ข้อมูลอัปเดตไหม และใครได้ประโยชน์ พร้อมเสนอให้เปลี่ยนการเรียก “แรงงานต่างด้าว” เป็น “แรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” เพื่อเปลี่ยนมุมมองแรงงานจากต่างประเทศ
คุณกิตติพัฒน์ ชื่นสุขจิตร
“อิสลามโมโฟเบีย” (Islamophobia) จากโลกสู่สังคมไทย
คุณกิตติพัฒน์ ชื่นสุขจิตร ผู้สื่อข่าว Thai PBS World ได้นำเสนอในประเด็นดังกล่าวว่า “อิสลามโมโฟเบีย” (Islamophobia) คือโรคหวาดกลัวอิสลามที่พัฒนาไปเป็นอคติ ความเกลียดชัง และความรุนแรง โดยรากฐานความกลัวในระดับโลกเริ่มจากสงครามครูเสด (Crusade) สงครามเย็นที่มองอิสลามต่างจากเสรีนิยม และถูกเร่งเร้าด้วยเหตุการณ์ 9/11 แล้วมีการฉายภาพเชิงลบซ้ำ ๆ
กลับมาที่เมืองไทย คนมุสลิมอยู่กับสังคมไทยมานานตั้งแต่สมัยอยุธยาและธนบุรีอย่างสงบสุข แต่ปัจจุบันปัญหาเกิดจากข่าวปลอมในโลกออนไลน์ เช่น ข่าวลือเรื่องการบังคับสอนอิสลามในโรงเรียน หรือข่าวลวงว่าอดีตนายกฯ ประยุทธ์นับถืออิสลาม เป็นต้น ส่งผลให้เกิดแนวคิดเชิงลบกับคนมุสลิม
โดยคุณกิตติพัฒน์ได้แสดงทรรศนะว่า เพื่อลดข่าวลวงหรือข่าวปลอมในประเด็นดังกล่าว สื่อและภาครัฐต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลและสร้างความเป็นธรรม หากเกิดเหตุการณ์ข่าวลวงหรือข่าวปลอมขึ้น ขณะที่คนมุสลิมเองก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีและแสดงจุดยืนต่อต้านความรุนแรง และอยากให้คนที่นับถือศาสนาอื่นเปิดรับความแตกต่าง โดยแยกคำว่า “อิสลาม” (ศาสนา) ออกจาก “มุสลิม” (ตัวบุคคล ไม่ว่าศาสนาใดก็อาจมีทั้งคนดีและไม่ดี)
คุณทินภัทร ภัทรเกียรติทวี
มายาคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์
คุณทินภัทร ภัทรเกียรติทวี นักเขียน ช่างภาพ และเจ้าของโพควา โปรดักชั่น นำเสนอเรื่อง มายาคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) มีการสร้างข่าวลวง-ข่าวปลอมว่า ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน มักเกิดจากคนอยู่กับป่า คือ “คนทำลายป่า” ซึ่งในข้อเท็จจริงสำหรับชาวกะเหรี่ยง “ป่าคือชีวิต” ชุมชนมีการทำแนวกันไฟและดูแลป่าอย่างเข้มข้น โดยข้อมูลจากรัฐสภาระบุว่าจุดความร้อนในพื้นที่ชุมชนมีเพียง 164 จุด ซึ่งน้อยกว่าในป่าในเขตอนุรักษ์มาก
ข่าวลวง-ข่าวปลอม สร้างมายาคติทำให้ผู้คนมองเห็นแค่ “ตัวการ” (คนจุดไฟ) ซึ่งน่าจะเป็นคนที่อยู่กับป่า แต่ไม่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงให้อยากผู้คนพินิจพิเคราะห์ ข่าวลวง-ข่าวปลอม ที่พบเจอแล้วใช้เหตุผล หาข้อมูล-หลักฐานก่อนจะเชื่อ เพื่อแก้ปัญหา (ไฟป่าและหมอกควัน) อย่างตรงจุด
คุณพลอยรุ้ง สิบพลาง
ราคาของความจริง เรื่องสิ่งแวดล้อม
คุณพลอยรุ้ง สิบพลาง บรรณาธิการบริหาร EPIGRAM ได้เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามถึง “ราคาของคำลวง” โดยยกตัวอย่างจากซีรีส์เรื่องหนึ่งที่สะท้อนว่า ราคาของคำลวงไม่ใช่เพียงการทำผิดพลาดจากความจริง แต่มันคือการที่ เราจะไม่เชื่อถือความจริงอีกต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากเรายังอยู่กับคำลวงไปเรื่อย ๆ
โดยมีกรณีศึกษาปลาหมอคางดำในจังหวัดระยอง ในขณะที่เรื่องปลาหมอคางดำกลายเป็นประเด็นระดับประเทศเมื่อ 2-3 ปีก่อน แต่ความจริงคือ คนในจังหวัดระยองเจอปลานี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยเป็นข้อมูลที่มาจากชุมชนโดยตรง แต่เมื่อชุมชนและสื่อลุกขึ้นมาพูดความจริง กลับเกิดผลกระทบ เช่น ถูกข่มขู่-คุกคาม นอกจากนี้คุณพลอยรุ้งยังชี้ให้เห็นว่าคนในภาคตะวันออกต้องเผชิญกับ “ความไม่รู้” เนื่องจากขาดข้อมูลข้อเท็จจริงในหลายกรณี เช่น นิคมอุตสาหกรรม ปัญหากากอุตสาหกรรมและฝุ่น
ด้วยเหตุนี้ คุณพลอยรุ้งจึงอยากให้สังคมช่วยกันทำให้ “ความจริงไม่มีราคาที่ต้องจ่าย” เปิดเผยข้อเท็จจริงอย่าง อิสระและตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ เพราะยิ่งมีการเปิดเผยข้อมูลมากเท่าไหร่ ข้อมูลก็จะยิ่งมีความถูกต้องมากขึ้น การปกปิดข้อมูลจะนำไปสู่หายนะทางสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อชีวิต เหมือนกับที่เกิดขึ้นในเชอร์โนบิลได้ เพราะฉะนั้นทุกคนควรเข้าถึงข้อมูล ถกเถียง และนำเสนอได้อย่างเสรี เพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิตและสังคมที่ปลอดภัยในอนาคต
คุณสุภิญญา กลางณรงค์
ข้อมูลสุขภาพ กับความกลัวและความหวัง
คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) ได้ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตรงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและในฐานะผู้ป่วยให้เห็นภาพว่า ตนเองเป็นผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) “โรคมะเร็ง” ซึ่งทำให้เห็นว่าเมื่อเกิดความเจ็บป่วย ข้อมูลในโซเชียลมีเดียจะเต็มไปด้วยสิ่งที่กระตุ้นทั้ง “ความกลัว” และ “ความหวัง”
คุณสุภิญญาหยิบยกเคส “น้ำมะนาวโซดารักษามะเร็ง” ซึ่งเป็นข่าวลวงที่วนเวียนอยู่ในสังคมไทยมานาน เพื่อวิเคราะห์หาต้นตอว่าทำไมคนถึงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ เหตุก็เพราะสาเหตุทางกายภาพ จากประสบการณ์ตรงโดยพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่รับเคมีบำบัดจะอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และแพ้ยา ทำให้อยากกินอะไรที่เปรี้ยวและสดชื่น เมื่อรับประทานน้ำมะนาวโซดาแล้วรู้สึกดีขึ้น จึงเกิดการบอกต่อและขยายความเชื่อจาก “ความรู้สึกดี” ไปสู่การเป็น “ยารักษา”
ข่าวลือมักเริ่มจากความจริงเพียงเล็กน้อย (สดชื่นขึ้น) แล้วถูกนำไปขยายผลเป็นความจริงเต็มร้อย (รักษามะเร็งได้) ซึ่งเป็นการคอนเฟิร์มความเชื่อเดิมของผู้ป่วย เพื่อให้ข่าวลวงด้านสุขภาพลดน้อยลง โดยคุณสุภิญญาได้เสนอ 3 ทางออก ดังนี้
ระดับบุคคล: ต้องมีสติและคิดก่อนจะเชื่อหรือแชร์ข้อมูล
ระดับนโยบาย: รัฐต้องสร้างระบบ Open Data ด้านสุขภาพ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ทันทีโดยไม่มีต้นทุน
ระดับแพลตฟอร์ม: โซเชียลมีเดียต้องมีระบบ กลั่นกรองข้อมูล โดยช่วยเปิดการมองเห็นให้กับข้อมูลที่เชื่อถือได้ และลดการมองเห็นข้อมูลที่มุ่งเน้นการค้าหรือข้อมูลลวง
ตรวจสอบข่าวปลอมคัดกรองข่าวจริงกับ Thai PBS Verify












