มุ่งเป้าเหยื่อรายใหญ่! กลยุทธ์ใหม่ “มิจฉาชีพ” คดีลดแต่ยอดเสียหายพุ่ง

สถิติคดีและความเสียหายตั้งแต่วันที่ 22-28 มี.ค. 69 ข้อมูลโดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,193 คดี มูลค่าความเสียหาย 492,353,413 บาท

ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 15-21 มี.ค.69 จำนวน 34 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น 1,396,776 บาท

ภาพรวมจำนวนคดีลดลงเล็กน้อย แต่มูลค่าความเสียหายกลับสวนทาง เพิ่มขึ้นจากประมาณ 490.95 ล้านบาท เป็น 492,35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +1.39 ล้านบาท แม้คนแจ้งความน้อยลง แต่ “มูลค่าความเสียหายต่อคดี” สูงขึ้น แสดงว่ามิจฉาชีพเริ่มพุ่งเป้าไปที่เคสมีมูลค่าทรัพย์สินสูงขึ้น หรือวิธีการหลอกลวงมีประสิทธิภาพในการดึงเงินเหยื่อได้มากขึ้น ในส่วน “คดีหลอกลงทุน” ยังเป็นกลุ่มที่น่ากังวลที่สุด ความเสียหายพุ่งสูงถึง 191 ล้านบาท (คิดเป็นเกือบ 40% ของจำนวนคดีทั้งหมด)

สำหรับคดีที่ถูกหลอกมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. หลอกลวงด้านสินค้า และบริการ 650 เคส 2. หลอกลวงด้านการจ้างงาน 133 เคส 3. หลอกลวงแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น 60 เคส

โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายเหมือนสัปดาห์ที่แล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในด้านช่วงอายุที่ลดน้อยลงมา โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี กลายเป็นกลุ่มที่ถูกหลอกลวงมากที่สุด แทนที่กลุ่มเดิมซึ่งเป็นวัยทำงาน (31-40 ปี) ซึ่งสอดคล้องกับสถิติอันดับ 1 ในคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ และอันดับ 3 ในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลักษณะอื่น ๆ ที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ตกเป็นเหยื่อสูงสุด

ในขณะที่คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษยังคงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอายุ 31-40 ปี เป็นหลัก สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนกลวิธีให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมออนไลน์และกิจกรรมบนโลกโซเชียลมากขึ้น

เหตุผลสำคัญ “มิจฉาชีพ” เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ มุ่งเป้า “เหยื่อรายใหญ่”

     – ผลตอบแทนสูง (High ROI): การหลอกเหยื่อที่มีกำลังทรัพย์สูงเพียงคนเดียว เช่น นักลงทุน หรือผู้บริหาร อาจได้เงินมากกว่าการหลอกคนทั่วไปหลักพันคน

     – การใช้เทคโนโลยี AI และ Deepfake: มิจฉาชีพสามารถปลอมเสียงหรือใบหน้า (Voice Cloning / Deepfake) ของบุคคลที่เหยื่อเชื่อถือ เช่น ผู้บริหารระดับสูงหรือคนในครอบครัว เพื่อสร้างสถานการณ์ที่ดูสมจริงจนแยกไม่ออก

     – ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล: มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของเป้าหมายได้ง่ายขึ้นผ่านโซเชียลมีเดียหรือข้อมูลที่หลุดจากฐานข้อมูลต่าง ๆ ทำให้สามารถสร้าง “สคริปต์” ที่แนบเนียนและเฉพาะเจาะจง (Personalized Scams) เพื่อสร้างความเชื่อใจ

     – การเล่นกับความโลภและความกลัว: มักเน้นไปที่ “คดีหลอกลงทุน” ซึ่งครองแชมป์ความเสียหายสูงสุด โดยใช้ความพิเศษหรือโอกาสลงทุนเฉพาะกลุ่ม (Exclusive Deals) มาล่อใจ หรือใช้ “คดีแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น” เพื่อข่มขู่หรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วน

โดยการที่มิจฉาชีพมุ่งเป้า “เหยื่อรายใหญ่” ในต่างประเทศ ข้อมูลโดย CISCO บริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง จากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เผยว่า สิ่งนี้จะเรียกว่าการโจมตีแบบวาฬ (Whaling attack) เป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนซึ่งมุ่งเป้าไปที่บุคคลสำคัญในองค์กร การโจมตีเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อหลอกลวงผู้บริหารระดับสูง ให้เปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อน โดยคำว่า “วาฬ” นั้น สะท้อนถึงสถานะที่สูงของเป้าหมายเหล่านี้ ซึ่งมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลสำคัญและสินทรัพย์ทางการเงินจำนวนมาก

ใครบ้าง? เสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยนักล่าปลาวาฬ

การโจมตีแบบ “วาฬ” มักมุ่งเป้าไปที่บุคคลระดับสูงภายในองค์กร ผู้บริหารระดับสูง เป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างกว้างขวางและเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ผู้จัดการระดับสูงที่ควบคุมข้อมูลสำคัญของบริษัทและดูแลธุรกรรมทางการเงินก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน

แต่การโจมตีไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ความเสี่ยงยังขยายไปถึงบุคลากรในฝ่ายทรัพยากรบุคคลด้วย เนื่องจาก HR เป็นฝ่ายจัดการรายละเอียดพนักงานที่ละเอียดอ่อน พนักงานในฝ่ายการเงินและฝ่ายไอทีเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด เพราะเป็นฝ่ายจัดการข้อมูลทางการเงินที่สำคัญและการเข้าถึงระบบตามลำดับ แม้แต่สมาชิกคณะกรรมการบริหารที่มีความรู้ภายในและอิทธิพลอย่างมาก ก็มักเป็นเป้าหมายที่น่าดึงดูดสำหรับอาชญากรไซเบอร์

บุคลากรที่มีอำนาจหรือเข้าถึงข้อมูลสำคัญในองค์กรมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีแบบ “วาฬ” (Whaling attack) หากไม่มีการฝึกอบรมด้านความตระหนักรู้ทางไซเบอร์อย่างสม่ำเสมอ การโจมตีอาจทำให้ธุรกิจสูญเสียเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐได้เลยทีเดียว

วิธีป้องกันตัว ไม่ตกเป็นเหยื่อโดยง่าย

เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อรายต่อไป Thai PBS Verify สรุปให้ดังนี้

เช็กบริษัทผ่านแอปฯ “SEC Check First“

ก่อนตัดสินใจลงทุน ต้องนำชื่อบริษัทไปค้นหาในแอปฯ ของ ก.ล.ต. โดยสถานะต้องระบุว่า “ได้รับอนุญาต” เท่านั้น ต้องมีเลขที่ใบอนุญาตและที่อยู่สำนักงานที่ติดต่อได้จริง

บัญชีรับโอน “ต้องเป็นชื่อบริษัท” เท่านั้น

จำไว้เสมอว่า “ถ้าให้โอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา = มิจฉาชีพ 100%” และหากบริษัทมีการแจ้งเปลี่ยนบัญชีรับเงินบ่อย ๆ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ากำลังถูกหลอก

อย่าเชื่อแค่โลโก้ใน App Store

เพราะมิจฉาชีพสามารถทำแอปฯ ปลอมเลียนแบบแบรนด์ดังได้เนียนกริบ การดาวน์โหลดจากสโตร์มาตรฐานจึงไม่ใช่คำยืนยันว่าปลอดภัยเสมอไป ควรตรวจสอบลิงก์ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ทางการของบริษัทนั้น ๆ โดยตรง

ติดตั้งเครื่องมือรักษาความปลอดภัย

ใช้ซอฟต์แวร์กรองอีเมลที่ผสานรวมปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อตรวจจับและบล็อกการพยายามหลอกลวงทางอีเมลที่ซับซ้อน ใช้โปรโตคอลตรวจสอบสิทธิ์โดเมน เป็นต้น

ให้ความรู้และฝึกอบรมพนักงาน

จัดการอบรมเรื่องความตระหนักรู้ด้านไซเบอร์เป็นประจำสำหรับพนักงานทุกคน โดยมีการอบรมเฉพาะทางสำหรับผู้บริหารและทีมการเงิน การฝึกซ้อมจำลองการโจมตีแบบฟิชชิง จะช่วยให้พนักงานรับรู้ถึงการโจมตีแบบวาฬ (whaling attack) และตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บังคับใช้ขั้นตอนตรวจสอบ

กำหนดขั้นตอนที่เข้มงวดสำหรับการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินและการขอข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ซึ่งอาจรวมถึงกระบวนการอนุมัติจากหลายบุคคล การยืนยันทางโทรศัพท์ หรือวิธีการตรวจสอบอื่น ๆ นอกเหนือจากการสื่อสารทางอีเมล

เมื่อนำกลยุทธ์เหล่านี้มาใช้ร่วมกัน จะช่วยลดความเสี่ยงการตกเป็นเหยื่อของการโจมตีแบบ “วาฬ” ได้อย่างมีนัยสำคัญ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC), CISCO

ตรวจสอบข่าวปลอมคัดกรองข่าวจริงกับ Thai PBS Verify

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

เกิดกระแสความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ หลังเพจพยากรณ์อากาศอิสระเตือนภัย "มหาอุทกภัย" ในภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ ภายใน 120 ชั่วโมง จนกลายเป็นไวรัลสะเทือนโซเชียล อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และนักวิชาการ ได้ออกมาโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีฝนตกหนักจริง แต่ปริมาณน้ำยังห่างไกลจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพ "ศรัทธาพยากรณ์อากาศ" ที่เกิดขึ้นเมื่อความถูกใจของสังคมวิ่งนำความถูกต้องของข้อมูลวิชาการ

23 ก.ย. 69

Open article
ตรวจสอบข่าวปลอมทักเลย!