วันนี้ (5 ม.ค.2569) ตามเวลาท้องถิ่นที่นิวยอร์ก เมื่อนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา จะถูกนำตัวไปขึ้นศาลเพื่อพิจารณาคดีของศาลที่นิวยอร์กเพื่อเผชิญข้อกล่าวหาคดียาเสพติด ภาพที่เกิดขึ้นจะเป็นการเดินตามรอยมานูเอล นอริเอกา ผู้นำเผด็จการปานามา ประเทศแถบลาตินอเมริกาอีกแห่งที่ถูกสหรัฐฯ ส่งกำลังบุกโค่นอำนาจและรวบตัวผู้นำมาแล้วในอดีต
สหรัฐฯ เมินกฎหมาย บุกจับ "มาดูโร"
นายพลนอริเอกาเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่ถูกนำตัวมาขึ้นศาลในสหรัฐฯ และต้องใช้ชีวิตที่ร่วม 3 ทศวรรษตามเรือนจำทั้งในไมอามี ฝรั่งเศสและปานามา ในฐานะนักโทษคดีค้ายาเสพติดและฟอกเงิน หลังประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช ของสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการ Operation Just Cause เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.1989 ส่งกำลังทหารกว่า 26,000 นาย บุกโจมตีปานามาแบบสายฟ้าแลบเพื่อโค่นอำนาจนายพลนอริเอกา ที่หนีไปกบดานในสถานทูตวาติกัน กระทั่งยอมมอบตัวในวันที่ 3 ม.ค.1990
ทั้งนี้ วันที่ 3 ม.ค.ที่นายพลนอริเอกามอบตัว เป็นวันเดียวกับที่มาดูโรถูกจับกุมตัวในปี 2026 ซึ่งห่างกัน 36 ปีเต็มพอดี แต่วันที่ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เชื่อมโยง 2 กรณีนี้ เพราะการใช้อำนาจประกาศสงครามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตามกฎหมาย War Powers Act ก็เป็นที่ถกเถียง
กฎหมายนี้กำหนดให้ประธานาธิบดีต้องแจ้งสภาคองเกรสภายใน 48 ชม.เมื่อส่งกำลังทหารเข้าสู่สถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการสู้รบและหากสภาคองเกรสไม่อนุมัติภายใน 60 วัน จะต้องถอนทหารกลับทันที แต่ด้วยความที่ปฏิบัติการ Absolute Resolve สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ก็เลยลอดช่องโหว่นี้ไปได้สบาย ๆ
ขณะที่นักกฎหมายบางคนมองว่า กรณีนี้มีหลักการที่ต่างกันกับกรณีของนอริเอกาด้วย เพราะสหรัฐฯ กำลังจัดการผู้นำเวเนซุเอลาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย เท่ากับว่า เขาอาจจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับโอซามา บิน ลาเดน ซึ่งสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการเด็ดหัวไปแล้วที่อัฟกานิสถานเมื่อปี 2011 ดังนั้นสหรัฐฯ ก็จะยิ่งอ้างความชอบธรรมได้ว่า จับกุมมาดูโรมาดำเนินคดีในฐานะหัวหน้าองค์กรอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวอเมริกัน
ขณะที่ในมิติกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ ละเมิดหลายหลักการจากการส่งกำลังบุกโจมตีรวบตัวมาดูโร ถึงในแผ่นดินเวเนซุเอลา ทั้งกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2 วงเล็บ 4 และขณะเดียวกันยังละเมิดหลักอธิปไตยของเวเนซุเอลา รวมถึงหลักการความคุ้มกันประมุขของรัฐด้วย
ผศ.ธนภัทร ชาตินักรบ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ระบุว่า หลักกฎหมายว่าด้วยการห้ามใช้กำลังมาตรา 2 วงเล็บ 4 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงตามแถลงการณ์ล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งการใช้กำลังเข้าไปจับบุคคลในดินแดนของรัฐอื่นโดยหลักทำไม่ได้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่พอมีข้อยกเว้นอยู่บ้างที่อาจสามารถทำได้
นอกจากนี้ มีกรณีที่นักกฎหมายในต่างประเทศพูดถึงเหมือนกันคือการรุกรานคูเวตของอิรักเมื่อปี 1990 เวลานั้นคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติไฟเขียวให้นานาประเทศใช้มาตรการอันจำเป็นทั้งปวง ซึ่งหมายถึงการใช้กำลังทหารนอกเหนือจากการป้องกันตัวเอง ช่วยปลดปล่อยคูเวตได้ เนื่องจากเข้ากับหลักการความชอบธรรมของการใช้กำลัง
นอกจากนี้การจับกุมบุคคลใดในดินแดนของอีกรัฐก็อาจเป็นการกระทบอธิปไตยของรัฐนั้น ๆ โดย ผศ.ธนภัทร กล่าวว่า ขัดต่อหลักการสำคัญอีกหลักการหนึ่ง เรียกว่า หลักการความคุ้มกันของประมุขของรัฐ ปกติ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในแต่ละประเทศ 3 ลำดับ ได้แก่ ประมุขของรัฐ หัวหน้ารัฐบาล (นายกรัฐมนตรี) และ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งปกติบุคคลทั้ง 3 จะได้รับความคุ้มกันจากกฎหมายระหว่างประเทศ ที่จะไม่สามารถไปจับกุมเขาได้และนำตัวไปขึ้นศาลอาญาของรัฐอื่นในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง
เรื่องความคุ้มกันเป็นประเด็นมาตั้งแต่สมัยนอริเอกา แต่ครั้งนั้นสหรัฐฯ แก้เกมได้ว่า เขาไม่ใช่ประมุข เพราะเป็นเพียงผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไม่ได้รับการเลือกตั้งมา
สำหรับกรณีมาดูโร ถึงจะบริหารประเทศมาเป็นสิบปีและเพิ่งชนะเลือกตั้งล่าสุดเมื่อปี 2024 แต่สหรัฐฯ ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่ยอมรับมาดูโรเป็นผู้นำและให้การรับรองผู้นำฝ่ายค้านแทน ซึ่งครั้งนี้ก็คงไม่ยากอีกสำหรับสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลที่ว่ามาดูโรไม่ใช่ประธานาธิบดีอันชอบธรรมในมุมมองสหรัฐฯ นั่นเอง
มุมหนึ่งนี่อาจสะท้อนว่าสหรัฐฯ พร้อมจะตีความหรือมองข้ามความคุ้มกันของผู้นำต่างชาติได้ หากตีตราแล้วว่าเป็นอาชญากรหรือเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ นำมาซึ่งคำถามของบรรทัดฐานใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต หากมีชาติไหน อยากจะจัดการกับผู้นำคนใด ประเทศใด ที่ทำอะไรไม่ถูกใจตนเอง การมองข้ามหลักกฎหมายต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ครั้งนี้จะเรียกว่าจัดระเบียบโลกใหม่คงไม่ได้เกินไปกว่าความเป็นจริง
สหรัฐฯ คุมตัว "มาดูโร" ถึงนิวยอร์ก ขึ้นศาล 5 ม.ค.นี้
อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา "มาดูโร" ภรรยา-ลูกชาย คดียาเสพติด-ก่อการร้าย
“เดลซี โรดริเกซ” รองประธานาธิบดี นั่งรักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา











