สมรภูมิรบเมืองหลวง “กรุงเทพมหานคร” เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญซึ่งทุกพรรคการเมือง ต่างหวัง “ปักธง” อยากได้เก้าอี้ สส.เขตมาครอง การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 นี้ คือ ศึกชี้ชะตา และก่อนจะถึงโค้งสุดท้ายพรรคการเมืองใดจะงัดไม้เด็ด โดยเฉพาะการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ ที่ “โดนใจ” และ “จับต้อง” ได้ จะเข้ามาครองใจ “คนหลากวัย- หลายเจน” เพื่อเจาะคะแนนเสียง ในสนามเมืองกรุงฯ ได้มากกว่ากัน
หากวัดใจจากป้ายหาเสียงใน 33 เขตพื้นที่เลือกตั้ง ขณะนี้ มี 5 พรรคการเมืองใหญ่ที่ส่งผู้สมัคร สส.ครบทุกพื้นที่ โดยแต่ละพรรคมีการจัดแม่ทัพ-ขุนศึก กำกับดูแลตั้งแต่แรกเริ่ม ทั้งการคัดเลือกผู้สมัคร สส.ลงประกบคู่แข่งทางการเมืองในแต่ละเขต และการจัดตารางให้หัวหน้าพรรคการเมือง ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ นำผู้สมัคร สส.ลงพื้นที่เปิดตัว เคาะประตูบ้าน ขอคะแนนเสียงอย่างต่อเนื่อง
และหากเทียบฟอร์มของแม่ทัพแต่ละค่ายพรรคการเมืองที่ถูกวางตัว ให้เป็นผู้คุมสนามวัดใจคนเมืองหลวง ใครจะมีความได้เปรียบมากกว่ากัน
ประเดิมด้วย ค่ายสีฟ้า “พระแม่ธรณีบีบมวยผม” ครั้งนี้ “จั้ม” สกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกวางตัวเป็นทัพหน้าดูแลพื้นที่ กทม. ในฐานะที่เคยเป็นอดีตรองผู้ว่า กทม. เมื่อปี 2561 ในสมัย “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” เป็นผู้ว่าฯ กทม.
ในวัย 48 ปี “สกลธี” มีประสบการณ์และผ่านหลายสนามการเมือง เมื่อครั้งลงสมัคร สส.ประชาธิปัตย์ ใน กทม.ปี 2550 ในพื้นที่เขต 4 คือ เขตจตุจักร, บางซื่อ, หลักสี่ คู่กับ บุญยอด สุขถิ่นไทย และอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี โดยทั้ง 3 คนได้รับการเลือกตั้งผ่านเข้ามาในสภา
ปี 2554 ลงสมัคร สส.กทม.อีกครั้งในเขต 11 เขตหลักสี่ แต่พ่ายให้ “สุรชาติ เทียนทอง” จากพรรคเพื่อไทย
ปี 2556-2557 สกลธี เคยเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองกับ กปปส. ต่อมาไปสมัครผู้ว่า กทม.ในนามอิสระ แต่ไม่ได้รับเลือก
ปี 2566 ย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) รับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคฯ รับหน้าที่หัวหน้าทีมดูแลการเลือกตั้ง กทม.ของ พปชร. ต่อมาลาออก หลัง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคฯ และแคนดิเดตนายกฯ
สกลธี จึงคืนถิ่นเก่า นำทีม “กรุงเทพฟ้าใหม่” ลงพื้นที่หาเสียงทุกวัน หวัง “ทวงคืน” พื้นที่กลับคืนมาจาก “ค่ายสีส้ม” พรรคประชาชน (ปชช.) ที่กวาดสนามเมืองหลวงเกือบยกแผง ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566
ปี 2569 ค่าย ปชป. เปิดแคมเปญ “ฟ้าใหม่ ไล่เมฆเทา” และ “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” ในหน้าเพจเฟซบุ๊กของ “สกลธี” มีความเคลื่อนไหวทุกวัน โดยระบุว่า ทุกพื้นที่ที่ลงไปช่วยผู้สมัครหาเสียง ค่ายสีฟ้าได้รับการตอบรับจาก FC หัวใจสีฟ้าอย่างอบอุ่น …ในสนามนี้ “ทีมค่ายสีฟ้า” อดีตแชมป์เก่าหลายยุค น่าจะมีความได้เปรียบและคุ้นชินกับสภาพพื้นที่ใน กทม.มากกว่า ค่ายอื่น ๆ
ส่วนค่ายส้ม “พรรคประชาชน” ที่มากับกระแสของ “คนรุ่นใหม่” และความต้องการ “การเปลี่ยนแปลง” ใหม่ ๆ ภายใต้การนำของ “จ้อน” พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้วางยุทธศาสตร์เลือกตั้งในสนาม กทม. ภายใต้สโลแกน “ไทยไม่เทา ไทยเท่าทัน” และ “มีเรา ไม่มีเทา” เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อยจากกองทัพส้ม
การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว “ส้ม” กวาด สส.เมืองกรุงเกือบยกแผง เว้นให้ “ค่ายแดง” เพื่อไทย เขตเดียว มาครั้งนี้แม้จะมีปัญหาผู้สมัคร สส.เขต ผู้สมัคร สส.เขต 33 กทม. “บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์” ถูกจับในข้อหาฟอกเงิน แต่ “พิจารณ์” ได้แก้เกมทันส่ง “เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร” ลงแทนคนเก่า
ปี 2566 “จ้อน” พิจารณ์ ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่อยู่เบื้องหลังในฐานะผู้วางยุทธศาสตร์ โดยสนาม กทม.นอกจาก “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคฯ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ จะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงแล้ว จะเห็นหน้าอดีต สส.ของพรรค และ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” โฆษกพรรคประชาชน เดินช่วยหาเสียงอยู่ในพื้นที่ กทม.ด้วย วันที่ 11 ม.ค.2569 ค่ายส้มจะมีการเวทีเปิด “วิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน”
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวทีมบริหารของพรรคประชาชนผ่านซีรีส์ The Professionals ไปแล้ว 2 คน คือ “มุนินทร์ พงศาปาน” ว่าที่ รมว.เงากระทรวงยุติธรรม และ รมว.เงากระทรวงการต่างประเทศ “พิศาล มาณวพัฒน์”....หากกระแสส้มยังมาในเมืองหลวง ไม่ถูกกระแสชาตินิยมกลบ ก็น่าจับตาไม่น้อยว่า จะกวาดเก้าอี้ สส.เขตได้เท่าเดิม หรือลดน้อยลงหรือไม่
ด้านพรรคภูมิใจไทย “ค่ายสีน้ำเงิน” ไม่เคยส่งผู้สมัคร สส.กทม.ลงครบทุกเขต แต่เหตุปะทะ “สงครามไทย-กัมพูชา” ในรอบ 2 “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดไฟเขียวให้สามเหล่าทัพ ชิงพื้นที่อธิปไตยกลับคืนจากเขมร อาจส่งผลให้ปักธง สส.ในพื้นที่เมืองหลวงได้บ้าง จึงทำให้ “ค่ายน้ำเงิน” ต้องส่ง “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” อดีต รมว.อุตสาหกรรม และ “ศุภมาส อิศรภักดี” มาเป็นขุนศึกลงประกบผู้สมัคร สส.กทม.
“เอกนัฏ” หรือ “ขิง” ในวัย 40 ปี เข้าสู่แวดวงการเมืองด้วยการเป็นเลขานุการส่วนตัว “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในวิกฤตการณ์การเมืองไทยปี 2556–2557 เขาเป็นหนึ่งใน 9 สส. ค่ายพระแม่ธรณีฯ ที่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรค และเป็นหนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.)
เป็นแกนนำที่มีอายุน้อยที่สุด รับหน้าที่โฆษกของการชุมนุมชี้แจงข่าวสารและทำความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ต่อสื่อมวลชนเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ผลจากการชุมนุมครั้งนั้น ศาลอาญาอนุมัติหมายจับแกนนำ กปปส. รวม 43 คน ผู้ต้องหาคดีกบฏ และความผิดอื่น รวม 8 ข้อหา เพื่อติดตามตัวมาดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย และเอกนัฏเป็น 1 ในผู้ต้องหา
เอกนัฏ เคยเป็นอดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์,ในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นที่ปรึกษาพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” เป็นหัวหน้าพรรคฯ “เอกนัฏ” รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ ได้รับการจัดสรรตำแหน่งเป็น รมว.อุตสาหกรรม ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร
น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ เคยเป็น อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ จึงมีแฟนคลับและฐานเสียงของตัวเอง ในฐานะดูแลเมืองหลวง “เอกนัฏ” ควงคู่ “รัชดา ธนาดิเรก” อดีต สส.ค่ายสีฟ้า ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัครหาเสียงในทุกเขต...สนามนี้ต้องวัดใจคนกรุง เพราะคะแนนมาจากฐานอนุรักษ์เดิมด้วยกันทั้งคู่
เช่นเดียวกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มีอดีต สส.เก่าประชาธิปัตย์ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” เป็นหัวหน้าพรรคฯ และ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” รองหัวหน้าพรรคฯ ไม่ชัดเจนว่า ใครเป็นแม่ทัพ กทม. แต่หากส่องหน้าเพจพรรคฯ เห็นได้ว่า ยังไม่มีใครถือธงนำ แต่มีการขายนโยบายพรรคเป็นหลัก ทั้งด้าน พลังงาน และนโยบายใหม่แกะกล่อง “คุกกลางทะเล”
โดยขายแนวคิดนำ “แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางอ่าวไทย” ที่หมดสัญญาสัมปทานและถูกทิ้งร้าง ซึ่งเดิมมีการลงทุนก่อสร้างไว้มูลค่าหลายพันล้านบาท มาปรับปรุงให้เป็นเรือนจำความมั่นคงสูง
1. เป็นแดนแรกรับคดียาเสพติด แยกนักโทษกลุ่มนี้ออกจากนักโทษคดีอื่น เพื่อป้องกันการสร้างเครือข่ายใหม่ในคุก
2. ตัดขาดการสื่อสาร 100% พื้นที่กลางทะเลไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ทำให้นักโทษไม่สามารถติดต่อสั่งการเครือข่ายภายนอกได้
อรรถวิชช์ มองว่า ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่จะเป็นมาตรการปราบปรามยาเสพติดที่เห็นผลเป็นรูปธรรม นำสินทรัพย์ที่เหลือใช้จากการสำรวจพลังงาน มาสร้างความยุติธรรมคืนสู่สังคม...สนาม กทม.สำหรับ รทสช.การชิงหรือรักษาฐานเดิมไว้ให้ได้นั้น ไม่ง่ายเลย
ส่วนค่ายแดง พรรคเพื่อไทย ซึ่งเสียรังวัดจากคลิป “ลุงหลาน” ในสนาม กทม. ต้องเปลี่ยนหัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ ศึก กทม.ปี 2569 “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ส่งหลานชาย “โฟม” พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำทัพดูแลพื้นที่ กทม.และปริมณฑล
ปี 2561 พงศ์กวิน ประเดิมตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หลังเข้าสู่เส้นทางการเมือง ในการเลือกตั้งปี 2562 ได้รับการเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 16 หลังยุบสภาได้ลาออกจากสมาชิกพรรค พปชร. ย้ายไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยตามลุง “สุริยะ”
ปี 2566 ได้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 93 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ถูกแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของ รมว.คมนาคม พงศ์กวิน เป็นอดีต รมว.แรงงาน ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เป็นเวลา 2 เดือน 20 วัน
ปี 2569 พงศ์กวินเป็นหนึ่งของ “ขุนพล” หลักของพรรคเพื่อไทยที่ต้องดูแลสนาม กทม.ตามปกติ เขาคนพูดน้อย แต่รับทราบทุกความเคลื่อนไหวของว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. จนสามารถประเมินได้ว่า สนามไหน เขตพื้นที่ใด “ค่ายแดง”มีสิทธิชิงเก้าอี้กลับมาได้
...รอบนี้ของพรรคเพื่อไทย ในพื้นที่เมืองหลวงอาจหืดจับ ต้องวัดฝีมือ “หลานโฟม” ของลุงสุริยะ ว่า จะชิงเก้าอี้ได้กี่เขต
ถือเป็นเป็นโจทย์ท้าทายสำหรับ 5 ขุนพลที่นำทัพสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่ กทม. สนามวัดใจ “คนเมืองหลวง”ที่แปรปรวนเร็วยิ่งกว่าสายลม
อ่านข่าว :
ล็อกตัวนายกฯ เปิด "ปัจจัย" ทำให้เป็น
ฝ่ามรสุม “คำพิพากษา” เส้นทางวิบาก “บิ๊กโจ๊ก” คืนถิ่นสีกากี
"บิ๊กป้อม" ลาออกหัวหน้า พปชร. ตั้ง "ตรีนุช" นั่งหัวหน้าคนใหม่











