วันนี้ (17 ส.ค.2569) หลายประเทศในทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับสภาวะวิกฤตภัยพิบัติไฟป่าอย่างรุนแรง ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดจากคลื่นความร้อนระลอกที่ 5 ของปีนี้ ประกอบกับสภาวะแห้งแล้งอย่างหนัก โดยเฉพาะในเบลเยียมที่กำลังรับมือกับเหตุไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศ
เบลเยียมผนึกกำลัง 4 ชาติรับมือไฟป่า
เหตุไฟป่าในเบลเยียมปะทุขึ้นในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติไฮเฟนส์ ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งมีพื้นที่ติดกับพรมแดนประเทศเยอรมนี เผาทำลายพื้นที่ป่าพรุและทุ่งหญ้าไปแล้วมากกว่า 18,750 ไร่ ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ซึ่งคิดเป็นสถิติความเสียหายมากกว่าเหตุไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดเมื่อปี 2554 ถึงกว่า 2 เท่า สภาพพื้นที่ที่เป็นป่าพรุทำให้รถดับเพลิงเข้าถึงได้ยากลำบาก ต้องพึ่งพาการสนับสนุนทางอากาศเป็นหลัก
ทางการเบลเยียม เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก และเนเธอร์แลนด์ ได้ร่วมกันส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าปฏิบัติการยับยั้งไม่ให้ไฟลุกลามข้ามพรมแดน โดยประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทั้ง 2 ประเทศเริ่มทยอยอพยพแล้ว ทั้งนี้ อุณหภูมิในพื้นที่พุ่งสูงถึง 37 องศาเซลเซียส ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าถึงจุดต้นเพลิงเพื่อหาสาเหตุได้
กรีซสังเวย 2 ศพ-อพยพครึ่งพัน
สถานการณ์ไฟป่าในประเทศอื่นของยุโรปยังคงน่าห่วง โดยที่กรีซ ไฟป่าปะทุขึ้นบนเกาะซาลามินา ทางตะวันตกของกรุงเอเธนส์ เผาทำลายบ้านเรือนและทรัพย์สิน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน และบาดเจ็บอีกหลายคน ทางการต้องเร่งอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวรวมกว่า 500 คน ท่ามกลางการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 260 คน เครื่องบิน 10 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ 8 ลำ
ขณะที่ในสเปน แม้สถานการณ์ไฟป่าทางตอนใต้ในเมืองเนียบลาที่เผาพื้นที่ไปกว่า 230,000 ไร่ จะเริ่มทรงตัวจนชาวเมืองออกมาส่งเสียงปรบมืออำลาหน่วยฉุกเฉินทางทหาร แต่แคว้นอารากอนทางตะวันออกเฉียงเหนือยังคงต้องระดมกำลังดับเพลิงครั้งใหญ่ที่สุด
ส่วนที่เวลส์และอังกฤษ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่า โดยในอังกฤษพบสิ่งปลูกสร้างถูกทำลายเสียหายสิ้นเชิง 19 หลัง และบ้านเรือนเสียหายหนักอีก 18 หลัง
พิษคลื่นความร้อนทำเศรษฐกิจยุโรปพังหนัก
นอกจากความเสียหายต่อชีวิตและธรรมชาติ คลื่นความร้อนยังสร้างผลกระทบรุนแรงต่อภาคเศรษฐกิจ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดีส์ (Moody's) ประเมินว่า คลื่นความร้อนในยุโรปเมื่อปีที่ผ่านมา สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 43,000 ล้านยูโร แต่มีการจ่ายสินไหมทดแทนจากประกันภัยเพียงประมาณ 500 ล้านยูโร เนื่องจากกรมธรรม์ส่วนใหญ่ไม่คุ้มครองความเสียหายจากความร้อนโดยตรง
โดยในอิตาลีพบว่าธุรกิจกว่าร้อยละ 80 มีรายได้ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 20 จากการที่ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง รวมถึงผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และต้นทุนพลังงานทำความเย็นที่พุ่งสูง
สภาวะดังกล่าวส่งผลให้ "ประกันภัยแบบพาราเมตริก" หรือการจ่ายค่าสินไหมอัตโนมัติเมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างมาก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดในยุโรปสูงถึง 7,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2574
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างสถานที่ทำงานและลงทุนในเทคโนโลยีทำความเย็นเพื่อป้องกันความสูญเสียล่วงหน้า มากกว่าการรอรับเงินชดเชยเพียงอย่างเดียว
อ่านข่าว :
สภาพอากาศวันนี้ ร่องมรสุมพาดผ่าน อุตุฯ เตือนหลายพื้นที่รับมือฝนสะสม-น้ำล้นตลิ่ง
บอร์ด ท.ท.ช.เคาะเก็บ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" นักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาท/คน
อินโดฯ สังเวย 51 ศพ ดินถล่ม-ตัดขาดเส้นทางช่วยหลังแผ่นดินไหว 7.7
