ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

ล็อกตัวนายกฯ เปิด "ปัจจัย" ทำให้เป็น

การเมือง
14:48
2,850
ล็อกตัวนายกฯ เปิด "ปัจจัย" ทำให้เป็น
อ่านให้ฟัง
04:56อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)
ที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลก กับประเด็น “ล็อกตัวนายกฯ” ไว้ล่วงหน้า สำหรับเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ไม่ว่า จะในมุมของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการ หรือ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์

เพราะแม้แต่นายกฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังพูดถึงเรื่องนี้  ทั้งในประเด็น นักวิชาการก็ต้องวิเคราะห์ตามข้อมูลที่เขามี หรือ เขา (นายนิพิฏฐ์) ก็ต้องเชียร์หัวหน้าพรรค (นายอภิสิทธิ์)

แต่เหตุที่นายศุภชัย โพธิ์สุ หนึ่งในแกนนำพรรคภูมิใจไทย ต้องออกโรงมาแจงและตำหนิที่พูดเรื่องนี้ว่า อาจส่งผลต่อการเลือกตั้ง เพราะไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของนักวิชาการ หรือมีอคติทางการเมืองเคลือบแฝงนั้น อาจเป็นเพราะเกรงจะส่งผลถึงภาพพจน์และความน่าเชื่อถือของนายอนุทิน  หากมีการ “ล็อกเป้า” ไว้ล่วงหน้าจริง

เพราะอาจจะถูกหมายรวมถึง การจัดเลือกตั้ง สส. เป็นเพียงแค่พิธีกรรมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้มีปัจจัยที่อาจทำให้เป็นไปได้จริง สำหรับ “การล็อกเป้า” ที่พูดถึงไว้ อย่างน้อย 2 ประการ

หนึ่ง การห่างชั้นหรือไม่มีคู่แข่ง ที่สูสีในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ระหว่างพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายอนุทิน เป็นแคนดิเดตนายกฯ และเป็น “เต็ง 1” กับพรรคการเมืองอื่นที่เป็นคู่แข่งจริง ชนิดจับมือร่วมตั้งรัฐบาลไม่ได้เลย เพราะอยู่คนละขั้ว อย่างพรรคประชาชน

ไม่เพียงเพราะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ประกาศชัดเจน จะไม่โหวตหนุนพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะนายอนุทิน เป็นนายกฯ รวมทั้งแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม

ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนบนเวทีดีเบตแคนดิเดตนายกฯว่า จะไม่อยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน

แม้นายอนุทิน จะยังไม่ปิดช่องร่วมตั้งรัฐบาลกับทุกพรรค แต่หากเป็นตามนี้ น่าจะตัดพรรคประชาชนออกไปจากสมการ

ยิ่งหากพรรคค่ายสีส้มได้ สส.เข้าสภาฯมากเป็นอันดับ 2 จะเข้าทางพรรคภูมิใจไทย เพราะจะมีพรรคอันดับ 3 และ 4 อย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม รอแต่งตัวแต่งหน้า พร้อมร่วมรัฐบาลอยู่ก่อนแล้ว

ยังไม่นับนโยบายหลายเรื่องที่ไปด้วยกันไม่ได้ ไม่เพียง แค่เรื่อง ม.112 ที่พรรคประชาชนอ้างว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ไม่ให้นำไปใช้หาเสียงแล้ว ยังมีนโยบายอื่น ๆ ที่ไม่สอดคล้องกัน เช่น เรื่องปฏิรูปและตัดทอนงบกองทัพ

สอง เรื่องประสานเจรจาก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง กับพรรคที่เป็นพันธมิตรกัน โดยเฉพาะในขั้วอนุรักษ์นิยม และในกลุ่มที่เคยร่วมรัฐบาลกันมา ไม่ว่าจะในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พรรคเพื่อไทย

ขีดวงจำกัดสำหรับพรรคร่วมรัฐบาลไว้ก่อน ส่วนพรรคใดถูกวางไว้นอกวง ก็ไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย สมการที่ออกมาจะคล้ายๆ กัน คือพรรคประชาชน ไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคเล็กอื่น ๆ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ส่วนพรรคอื่น จะจับมือร่วมตั้งรัฐบาลด้วยกัน

สอดคล้องกับกระแสข่าววงใน ที่ลือกันให้แซ่ดว่า ได้ข้อยุติ เรื่องตั้งรัฐบาล และ “ล็อกตัว” นายกฯ ไว้แล้วล่วงหน้า

ยังไม่นับปัจจัยที่ 3 เรื่องทรัพยากร ที่ว่ากันว่ามีศักยภาพ และสามารถยิงเข้าเป้าได้อย่างแม่นยำกว่ากัน

เท็จจริงอย่างไร อีกไม่นานได้รู้ ขณะที่บรรยากาศหาเสียงในต่างจังหวัดช่วงนี้  มีแต่ “ลูกซึม” ให้ได้เห็นเป็นส่วนใหญ่

ว่ากันว่า เพราะโอกาสจะได้ลุ้นนั้นจบลงแล้ว เว้นแต่จะมี “อุบัติเหตุ” ทางการเมือง และปัจจัยใหม่สอดแทรกเข้ามาใหม่

วิเคราะห์ : ประจักษ์มะวงศ์สา บรรณาธิการอาวุโส

อ่านข่าว :