ปัญหาการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งถูกขนานนามว่า "มหากาพย์ถนน 7 ชั่วโคตร" ได้กลายเป็นจุดกำเนิดแนวคิดสำคัญในการกำกับดูแลผู้รับเหมาภาครัฐ โดยเฉพาะระบบ "สมุดพกผู้รับเหมา" ที่มุ่งสร้างวินัยและความรับผิดชอบให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ในช่วง ก.พ.-มี.ค.2567 ข้าราชการจากกรมทางหลวงและกรมบัญชีกลางต่างเดินทางเข้าออกทำเนียบรัฐบาลอย่างคึกคัก
เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาการก่อสร้างที่ล่าช้าและไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ช่วงเวลารอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เรียกนางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เข้าพบเพื่อติดตามความคืบหน้ามาตรการกำกับดูแลผู้รับเหมาเหล่านี้
แนวคิดสมุดพกผู้รับเหมาเป็นระบบประเมินผลงานตามหลักกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อกดดัน "ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ" หรือผู้รับจ้างงานภาครัฐที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ให้ปฏิบัติตามสัญญาอย่างเคร่งครัด
ปัจจุบันกฎหมายที่มีอยู่รองรับเพียงการ "ปรับเพิ่มชั้น" ผู้รับเหมา ตามการสะสมประสบการณ์งานประมูลรัฐเท่านั้น แต่ขาดกลไกการ "ลดชั้น" เมื่อเกิดปัญหา หากผู้รับเหมาเกิดอุบัติเหตุจากโครงการขนาดใหญ่หรือส่งมอบงานล่าช้า จะถูกหักคะแนนตามเงื่อนไขที่กำหนด จนอาจนำไปสู่การเพิกถอนรายชื่อออกจากทะเบียนผู้ประกอบการงานภาครัฐ ซึ่งหมายถึงการสูญเสียสิทธิ์เข้าประมูลงานใหม่
กลไกนี้แตกต่างจาก "การขึ้นบัญชีดำ" หรือ Black List ภายใต้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ที่มุ่งลงโทษเฉพาะการทุจริต
อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุซ้ำซากในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น คานคอนกรีตและเครนหล่นทับคนงาน หรืออุโมงค์รถไฟความเร็วสูงถล่มระหว่างขุดเจาะ ซึ่งก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก กลับไม่สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพที่ผู้รับเหมาชั้นพิเศษสะสมมาจากประสบการณ์งานรัฐ
ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายการเมืองมักตั้งคำถามซ้ำซากถึงความล่าช้าของกรมบัญชีกลางในการออกกฎหมายรองรับสมุดพก ทั้งที่กระบวนการดังกล่าวมีความซับซ้อนหลายขั้นตอน ตั้งแต่ยกร่างกฎหมาย รับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การออกประกาศกระทรวงและระเบียบหลักเกณฑ์
หากมีความเห็นโต้แย้งต้องนำเข้าหารือในคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ รวมถึงสำนักงานอัยการสูงสุดและคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการผลักดันกฎหมายใหม่
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่ากระทรวงฯ ได้พยายามเร่งรัดการผลักดันกฎหมายสมุดพกอย่างเต็มที่ แต่หน่วยงานผู้ว่าจ้างสามารถใช้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างที่มีอยู่แล้วในการขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาได้ โดยต้องตรวจสอบรายละเอียดในสัญญาจ้าง ซึ่งกรมบัญชีกลางไม่ใช่คู่สัญญาโดยตรง หน่วยงานเจ้าของสัญญาจึงต้องส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลางพิจารณาว่าเข้าข่ายหรือไม่ และที่ผ่านมาได้มีการขึ้นบัญชีดำทุกเดือน
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ก็รับทราบและสนับสนุนแนวทางนี้ แม้กระบวนการจะดูไม่ยาก แต่ในทางปฏิบัติกลับเผชิญอุปสรรคจากผลประโยชน์มหาศาลที่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนของประเทศกว่า 900,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งส่วนใหญ่ต้องผ่านการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง
หากสำรวจชื่อชั้นของบริษัทรับเหมา บริษัทอิตาเลียน-ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ถือเป็น 1 ใน 3 อันดับต้น โดยข้อมูลงบการเงินที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า "ช.การช่าง" มีมูลค่างานรัฐในมือสูงสุดที่ 191,752 ล้านบาท รองลงมาคือ "ITD" ที่ 127,976 ล้านบาท และ "สเตคอน อินฟราสตรักเจอร์" ที่ 126,890 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 446,618 ล้านบาท
สถิติผลประมูลงานรัฐย้อนหลัง 5 ปีของ ITD แสดงการคว้างานอย่างต่อเนื่อง มูลค่ารวมกว่า 60,000 ล้านบาท เช่น
- ปีงบประมาณ 2564 ได้ 19 โครงการ มูลค่า 17,751.74 ล้านบาท รวมถึงรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญาที่ 3-4 ซึ่งเกิดเหตุเครนถล่มเมื่อวันที่ 14 ม.ค.2569
- ปีงบประมาณ 2565 ได้ 19 โครงการ มูลค่า 5,421.55 ล้านบาท เช่น อาคารโรงพยาบาลราชทัณฑ์แห่งที่ 2
- ปีงบประมาณ 2566 ได้ 36 โครงการ มูลค่า 12,292.04 ล้านบาท เช่น ขยายโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์
- ปีงบประมาณ 2567 ได้ 7 โครงการ มูลค่า 19,465.01 ล้านบาท เช่น ทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย
- ปีงบประมาณ 2568 ได้ 9 โครงการ มูลค่า 3,102.75 ล้านบาท
นอกจากสมุดพกแล้ว ยังเคยมีความพยายามล้อมคอกปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างมาก่อน เช่น ก่อนปี พ.ศ. 2558 กรมบัญชีกลางเริ่มใช้ "ข้อตกลงคุณธรรม" สำหรับโครงการที่มีงบเกิน 1,000 ล้านบาท ซึ่งต่อมาถูกบรรจุใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 โดยหลักการคือการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ ผู้รับจ้าง และภาคประชาชนในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่เป็นกลาง เพื่อป้องกันการทุจริต โครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด ก็ใช้มาตรการนี้
อย่างไรก็ตาม นายกิตติเดช ฉันทังกูล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) มองว่าข้อตกลงคุณธรรมช่วยตรวจสอบความโปร่งใสในขั้นตอนประมูลและบริหารจัดการได้ดี แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่ครอบคลุมการกำกับดูแลขั้นตอนก่อสร้างทั้งหมด
สุดท้ายแล้ว อุบัติเหตุที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านี้ สะท้อนหัวใจปัญหาที่คือการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งเกาะกินฐานรากเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทย ดังที่ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้กล่าวย้ำ
ปรัชญ์อร ประหยัดทรัพย์ บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ รายงาน
อ่านข่าวอื่น :
8 ล้านบาท "สภาผู้บริโภค" เสนอรัฐเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเครนถล่ม
รฟม.ตรวจสอบสัญญารถไฟทางคู่สีคิ้ว จ่อฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย
นายกฯ สั่งคมนาคมยกเลิกสัญญาอิตาเลียนไทย 2 โครงการ พร้อมขึ้นบัญชีดำ











