ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

วาเลนไทน์ 2569 รักที่ไม่เหมือนเดิมเมื่อคนรุ่นใหม่เลือก "โสด" มากกว่า "มีคู่"

ไลฟ์สไตล์
11:32
808
วาเลนไทน์ 2569 รักที่ไม่เหมือนเดิมเมื่อคนรุ่นใหม่เลือก "โสด" มากกว่า "มีคู่"
เทรนด์วาเลนไทน์ 2569 สะท้อนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สังคมโลก เมื่อคนรุ่นใหม่เลือกโสด แต่งงานช้า มีลูกน้อยลงอย่างชัดเจน ข้อมูลจากสถาบันวิจัยชั้นนำชี้ว่า โลกกำลังก้าวสู่ยุคประชากรลดลง สวนทางกับ Solo Economy เทรนด์รักตัวเองที่กำลังมาแรง

"วาเลนไทน์" หลายคนมองเป็นเทศกาลแห่งคู่รัก แต่ข้อมูลล่าสุดจากทั่วโลกและประเทศไทยกลับชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ลึกซึ้ง คนรุ่นใหม่กำลังเลือกชีวิตโสดมากขึ้น การแต่งงานถูกเลื่อนออกไป และอัตราการเกิดลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ สาเหตุจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และค่านิยมที่ทำให้การอยู่คนเดียวกลายเป็นทางเลือกหลัก

ชวนสำรวจหลากหลายประเด็นหลัก เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าสังคมกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

วิกฤตประชากรและจุดสิ้นสุดของยุค Baby Boom

จากรายงาน Society at a Glance 2567 ของ OECD พบว่าอัตราการเจริญพันธุ์รวม (The total fertility rate - TFR) ในประเทศสมาชิกและพันธมิตรลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 คนต่อสตรี 1 คน ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คนอย่างมาก

ประเทศอย่างเกาหลีใต้มีอัตราต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.7 ในปี 2566 ขณะที่ในประเทศไทยอัตรานี้อยู่ที่ประมาณ 1.1-1.3

สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีลูกน้อยลงหรือไม่มีเลย มาจากการเข้าถึงการคุมกำเนิดที่ดีขึ้น การที่สตรีให้ความสำคัญกับการศึกษาและตำแหน่งงาน และปัญหาด้านค่าครองชีพรวมถึงราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ อายุเฉลี่ยของสตรีในการมีบุตรคนแรกยังเพิ่มขึ้นเป็น 30.9 ปีในปี 2565 เมื่อเทียบกับ 28.6 ปี ในปี 2543

สะท้อนให้เห็นว่า "ความพร้อม" กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การสร้างครอบครัวถูกเลื่อนออกไป ในบริบทของวาเลนไทน์ เทศกาลนี้กลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงวิกฤตประชากรที่อาจนำไปสู่สังคมสูงวัยและขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในไทยที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Solo Economy 1 คน = 1 ตลาด

ในประเทศไทย ปรากฏการณ์การอยู่คนเดียวไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กลายเป็น "พฤติกรรมหลัก" ข้อมูลจาก Wisesight ระบุว่าสัดส่วนครัวเรือนคนเดียวในไทยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 26 ในเวลาอันรวดเร็ว และคนโสดเหล่านี้ขับเคลื่อนการใช้จ่ายมากกว่า 2 ใน 3 ของตลาดทั้งหมด

ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 5 อุตสาหกรรมหลัก

  1. การท่องเที่ยว (Solo Traveling) มีการพูดถึง หาข้อมูลบนโลกโซเชียลสูงถึง 13.2 ล้านครั้งในปี 2567 โดยคนรุ่นใหม่แสวงหาประสบการณ์ส่วนตัวเพื่อการพักผ่อนและค้นหาแรงบันดาลใจ
  2. ร้านอาหาร (Restaurant) เปลี่ยนจาก "พื้นที่พบปะ" เป็น "พื้นที่พักใจ" มีที่นั่งแบบ Solo Dining และโปรโมชันสำหรับคนที่มาคนเดียวมากขึ้น เพื่อรองรับตลาดการกินข้าวคนเดียวที่ตัดสินใจง่ายและคล่องตัวกว่า
  3. อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) คอนโดมิเนียมยุคใหม่เน้นขนาดไม่ถึง 30 ตร.ม. ใจกลางเมือง และอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ (Pet-Friendly) เพื่อตอบโจทย์กลุ่ม "Pet Parent" ที่เลี้ยงสัตว์แทนลูก
  4. สตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม (Streaming) ที่ปรับลดราคาแพ็กเกจสำหรับดูคนเดียวให้ราคาถูกกว่าการแชร์หลายผู้ใช้ บางเจ้าเลือกยุบรวมแพ็กเกจเพื่อมอบคุณภาพเสียงสูงสุดให้แก่ผู้ใช้รายบุคคลในราคาที่คุ้มค่า
  5. สุขภาพ (Health & Wellness) เกิดธุรกิจใหม่ ๆ เช่น บริการพาผู้สูงอายุไปหาหมอ หรือการวางแผนเกษียณแบบครบวงจรสำหรับคนไม่มีลูกหลาน

"Waithood" ภาวะรอคอยการเป็นผู้ใหญ่

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย นักวิชาการเรียกสภาวะการเลื่อนการแต่งงานว่า "Waithood" (Wait + Adulthood) ซึ่งหมายถึงช่วงวัยที่บุคคลมีวุฒิภาวะทางกายภาพและกฎหมายแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็น "ผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์" เพียงเพราะ "ยังไม่แต่งงาน"

จากการศึกษาของ Diponegoro University เรื่อง The Waithood Phenomenon in Indonesia พบว่าผู้หญิง Gen Y ในอินโดนีเซียเลือก Waithood เพื่อศึกษาต่อและวางแผนอาชีพ โดยมีทั้งแบบ Active Waithood หรือพวกที่จงใจรอเพื่อศึกษาต่อและวางแผนอนาคต และ Voluntary Waithood เลือกจะโสดเพื่อสำรวจตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางเศรษฐกิจก็มีส่วนสำคัญ เช่น กรณีของพนักงานสื่อมวลชนที่ต้องรับภาระเป็นเสาหลักของครอบครัว ทำให้การแต่งงานถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่อาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงได้ สภาวะนี้จึงเปรียบเสมือนการอยู่ใน "พื้นที่ทับซ้อน" (Liminality) ที่มีความเปราะบางทางจิตใจแต่ก็ยังมีอิสระในการออกแบบชีวิต

ในไทย Waithood ยังเชื่อมโยงกับการเลื่อนแต่งงานเนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวและค่าครองชีพสูง ทำให้วาเลนไทน์กลายเป็นวันที่หลายคนใช้สำรวจตัวเองแทนการหาคู่

"Sologamy" การประกาศชัยชนะของคนโสด

เมื่อวาเลนไทน์ไม่ได้ตอบโจทย์ทุกคน วันที่ 15 ก.พ. จึงถูกสถาปนาเป็นวันแห่งความโสด Singles Awareness Day (SAD) เพื่อเฉลิมฉลองความรักในรูปแบบอื่น เช่น รักในเพื่อนฝูง ครอบครัว และที่สำคัญที่สุดคือ "รักตัวเอง" วันนี้มีจุดเริ่มต้นจากการประท้วงของนักเรียนมัธยมในสหรัฐฯ ในปี 2544 ที่เลือกขายขนมในราคาถูกเพื่อล้อเลียนวันวาเลนไทน์

นอกจากนี้ยังมีเทรนด์ "Sologamy" หรือการแต่งงานกับตัวเอง ซึ่งได้รับความนิยมในหลายประเทศ เช่น กรณีของ Sarah Wilkinson ใน UK ที่จัดงานแต่งงานกับตัวเองในปี 2566 เพื่อฉลองการอยู่คนเดียวหลังจากรอคู่ครองมานาน หรือ Kshama Bindu ในอินเดียที่กลายเป็นคนแรกในประเทศที่แต่งงานกับคนเองในปี 2565 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการ "ตอบตกลงกับตัวเอง"

กิจกรรมนี้ช่วยทลายมายาคติที่ว่าความสุขต้องมาจากการมีคู่ และเป็นการบำบัดจิตใจจากบาดแผลของความสัมพันธ์ในอดีต ตามรายงานใน The Independent ในญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ Sologamy ยังต่อยอดเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวได้อีกด้วย

เหรียญสองด้านของการแต่งงานช้า

งานวิจัยจาก Scientific Research Publishing ชี้ให้เห็นว่าการแต่งงานช้าเป็น "เหรียญสองด้าน"

ข้อดีคือเปิดโอกาสให้บุคคลได้เติบโตทางจิตวิญญาณและอาชีพ มีความมั่นคงทางการเงิน และมีระดับวุฒิภาวะที่สูงขึ้นในการเลือกคู่ครอง ซึ่งช่วยลดโอกาสการหย่าร้างในอนาคต รายงาน Knot Yet จาก National Marriage Project ระบุว่าคู่ที่แต่งงานหลังอายุ 25 ปีมีอัตราการหย่าต่ำกว่า และผู้หญิงที่แต่งงานช้ามีรายได้สูงขึ้นปีละ 18,152 ดอลลาร์ นอกจากนี้ คนที่แต่งงานช้าหรือแต่งงานเมื่อพร้อม มักจะมีสุขภาพจิตที่ดีกว่าคนที่มีภาระครอบครัวตั้งแต่อายุยังน้อย

ข้อเสียคือส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการเจริญพันธุ์ ความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ที่ยากลำบาก และโอกาสที่บุตรจะมีความผิดปกติทางโครโมโซม เช่น ดาวน์ซินโดรม นอกจากนี้ยังอาจเกิดปัญหา "ช่องว่างระหว่างวัย" (Generation Gap) ระหว่างพ่อแม่และลูก ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้าใจและการสื่อสารภายในครอบครัว งานวิจัยใน PMC และ Charles Schwab เตือนถึงความเสี่ยงสุขภาพและการเงินในวัยชรา

วาเลนไทน์ 2569 ยุคแห่งการ "เปย์ตัวเอง"

ในวันวาเลนไทน์ปีนี้ แบรนด์สินค้าเริ่มเปลี่ยนทิศทางจากการกระตุ้นให้ซื้อของขวัญให้คนรัก เป็นการส่งเสริมให้ "ซื้อของขวัญให้ตัวเอง" (Self-Gifting) ข้อมูลจาก NRF คาดว่าการใช้จ่ายวาเลนไทน์ปีนี้สูงถึง 2.91 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยช็อกโกแลตยังเป็นของขวัญยอดนิยม และชี้ว่าร้อยละ 60 ของ Gen Z ตั้งใจจะซื้อของขวัญวาเลนไทน์ให้ตัวเอง โดยรวมแล้วร้อยละ 27-35 ของผู้บริโภคทำ Self-Gifting และแบรนด์ต่าง ๆ เริ่มใช้สโลแกน "Self-love is the best love" ในการทำตลาด

สำหรับคนโสด กิจกรรมยอดนิยมในวันวาเลนไทน์ปี 2569 ได้แก่ การทำ Digital Detox ปิดโซเชียลเพื่ออยู่กับตนเอง หรืออีกนัยก็เพื่อหนีภาพคู่รัก การเข้าเวิร์กช็อปเยียวยาใจ เช่น การจัดดอกไม้หรือโยคะกับสัตว์เลี้ยง และการไปไหว้พระขอพรเพื่อความสุขส่วนตัวมากกว่าการขอคู่

สะท้อนให้เห็นว่าความสุขในปัจจุบันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ "การมีใครสักคน" แต่คือการ "อยู่เป็น" ในสังคมที่เปลี่ยนไป

อ่านข่าวอื่น :

"ธรรมนัส" บอก พร้อมเป็นได้ทั้งฝ่ายค้าน - รัฐบาล

"เพื่อไทย-กล้าธรรม" เปิดเกมต่อรองร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

"สุชาติ" ส่งหนังสือถึงประธาน กกต. ลั่นยินดีให้นับคะแนนใหม่เขต 1 ชลบุรี