วันนี้ (13 ก.พ.2569) การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ก่อให้เกิดคำถามและความไม่มั่นใจในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นล่าสุดเกี่ยวกับบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ แม้ กกต.จะจัดแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการ แต่ก็ยังไม่สามารถลดความกังวลของสาธารณชนลงได้
จากการตรวจสอบพบว่า การสแกนบาร์โค้ดบนบัตรจะแสดงรหัสเฉพาะที่ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษและตัวเลข 8 หลัก ซึ่งไม่ซ้ำกัน แต่สังคมออนไลน์ตั้งข้อสังเกตว่ารูปแบบดังกล่าวคล้ายคลึงกับข้อมูลบนต้นขั้วบัตร ซึ่งระบุชุดและเลขที่บัตร โดยผู้ลงคะแนนต้องลงลายมือชื่อ ทำให้เกิดความสงสัยว่าอาจสามารถสืบย้อนกลับไปยังผลการลงคะแนนของบุคคลได้หรือไม่
ร.ต.ท.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้ให้คำอธิบายว่า บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการด้านความมั่นคงเพื่อระบุว่าบัตรมาจากรอบไหน หน่วยเลือกตั้งใด และล็อตการพิมพ์ที่เฉพาะเจาะจง โดยบันทึกข้อมูลการพิมพ์ เวลา และการแจกจ่ายไปยังเขตต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการควบคุมและตรวจสอบเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการระบุหน่วยเลือกตั้งหรือข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนบาร์โค้ด ถือเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยชั้นสูงที่ช่วยติดตามแหล่งที่มาและการกระจาย ไม่ใช่เพื่อระบุพรรคการเมืองหรือผลคะแนนแต่อย่างใด ร.ต.อ.ภาสกร กล่าวยืนยัน
นอกจากนี้ มีการเปิดเผยชื่อบริษัท 3 แห่งที่ได้รับมอบหมายให้พิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. และบัตรออกเสียงประชามติ รวมกว่า 168 ล้านฉบับ มูลค่ารวม 204 ล้านบาท ได้แก่
1. บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) รับผิดชอบพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (สีเขียว) จำนวน 56,100,000 ฉบับ ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ราคาเสนอ 67,320,000 บาท รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
2. บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด รับพิมพ์บัตรแบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) จำนวนเดียวกัน ราคาเสนอ 81,345,000 บาท
3. โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง รับพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติ ราคาเสนอ 56,100,000 บาท
โดยเอกสารทั้งหมดลงนามโดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2568
ในขณะเดียวกัน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการ กกต. ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร เกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่าบัตรดังกล่าวมีต้นทุนสูง เช่น บัตรสีชมพูใบละ 1.40 บาท บัตรสีเขียว 1.20 บาท และบัตรสีเหลือง 1.00 บาท โดยใช้โรงพิมพ์ 3 แห่งพิมพ์ประมาณแห่งละ 56 ล้านใบ
ความแพงนี้มาจากคุณสมบัติพิเศษ เช่น ลวดลาย ลายน้ำที่มองเห็นด้วยแสงอัลตราไวโอเลต และตัวอักษรขนาดเล็กที่ต้องใช้แว่นขยาย ซึ่งเป็นรหัสลับเพื่อป้องกันการปลอมแปลง สอดคล้องกับระเบียบการเลือกตั้งข้อ 129 ที่อนุญาตให้เพิ่มรหัสพิเศษโดยไม่แจ้งล่วงหน้าเพื่อป้องกันการปลอมแปลงเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อติดตามย้อนหลังว่าบัตรใบไหนมาจากเล่มใด เลขที่เท่าไร หรือตรงกับลายเซ็นในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ (ส.ส.1/3)
หากบาร์โค้ดสามารถสืบย้อนได้จริง จะขัดต่อมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นแบบโดยตรงและลับ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ตามมา
อ่านข่าวอื่น :
"รล.เทพา" ขับไล่เรือประมงต่างชาติ 30 ลำรุกล้ำทะเลไทย
"พิชาย" มองปม “คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด” บัตรเลือกตั้ง ชี้อาจถูกร้องเลือกตั้งเป็นโมฆะ
พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ “ผอ.ศศิพัชร” ยกย่องจิตวิญญาณแม่พิมพ์ของชาติ










