รหัสลับ "อิโมจิ" ภัยมืดเยาวชน "ขบวนการค้ายา" ในโลกออนไลน์

อาชญากรรม
11:09
จำนวนผู้ชม 880
รหัสลับ "อิโมจิ" ภัยมืดเยาวชน "ขบวนการค้ายา" ในโลกออนไลน์

“อิโมจิ”  ภาพขนาดเล็กที่เป็นสัญลักษณ์แสดงความคิดอารมณ์ อยู่ในช่องข้อความและใช้เพื่อสื่อความหมายแทนข้อความ ในโลกออนไลน์ กลายเป็นสมรภูมิรบใหม่ในวงการค้ายาเสพติดอย่างคาดไม่ถึง ใครเลยจะคิดว่ารูปภาพดังกล่าว ได้ถูกใช้เป็น “รหัสลับ” และ “คำแสลง”ของกลุ่มวายร้ายขบวนการค้ายาเสพติด เพื่อเข้าถึงเยาวชนได้อย่างแนบเนียน

เล็ก UFO หรือใหญ่ชาทองแท้  หากข้อความลักษณะนี้ปรากฎขึ้นในหน้าฟีดของเพจเฟซบุ๊ก คนท่องโลกออนไลน์ที่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวงการนี้ คงมองข้าม เลื่อนผ่านและไม่ให้ความสนใจ แต่สำหรับผู้ที่เฝ้ามองพฤติการณ์มาอย่างยาวนานจะวิเคราะห์ได้ว่า คือการปรับตัวใช้เทคโนโลยีและวัฒนธรรมดิจิทัล ของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด

ภาพประกอบข่าว รหัสลับ

ถอดรหัสลับ “อิโมจิ” ภัยมืดโลกออนไลน์

น.ส.กนิษฐา ไทยกล้า นักสถิติเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผย ผลศึกษาวิจัยถอดรหัสลับมือถือ บนหน้าจอ รู้ทันสัญญาณอันตราย “ยาเสพติดออนไลน์” ก่อนจะสายเกินไป ในงาน “เปิดโลกคำแสลงยาเสพติด” แฉรหัสลับอีโมตจิ-คำแสลง” กลายุทธ์ใหม่ค้ายาออนไลน์ ตบตา AI ด้วยภาพขนม เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส) โดยระบุว่า ปัจจุบันโลกค้ายาเสพติดออนไลน์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดมักจะใช้สัญลักษณ์อิโมจิ แทนการระบุประเภทของยาเสพติด ใช้อิโมจิ หลายรูปแบบ

“ในแต่ละปีจะมีการใช้ไม่ซ้ำกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ จาก AI ของแพลตฟอร์มต่าง ๆ สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ เช่น สโนว์เฟลกหรือก้อนน้ำแข็งแทน ไอซ์  อิโมจิม้าหรือวงกลมสีแดง–ส้ม แทนยาบ้า และลูกอมหรืออมยิ้มแทนยาอี และอีกหลายประเภท ซึ่งต่างก็มีสัญลักษณ์อิโมจิ เป็นสื่อแทนความหมาย พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบตลอดเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของระบบ AI และการสืบสวนของเจ้าหน้าที่”

 

อิโมจิ “สัญลักษณ์”ธรรมดาตบตาเจ้าหน้าที่

ปฎิเสธไม่ได้ว่า การใช้สัญลักษณ์ที่ดูธรรมดาและคุ้นเคย ช่วยลดภาพความรุนแรงของยาเสพติดในสายตาผู้พบเห็น โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้อิโมจิเป็นภาษาประจำวัน ทำให้การซื้อขายดูเหมือนเรื่องทั่วไปในโลกออนไลน์ มากกว่าจะเป็นพฤติกรรมผิดกฎหมาย

ภาพประกอบข่าว รหัสลับ

น.ส.ดนยา อ่อนละออ นักจิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม และนักฝึกอบรมผู้ปกครอง มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นกลยุทธ์ดึงดูด “ความอยากลอง” ในคนรุ่นใหม่ และรูปแบบการสื่อสารลักษณะนี้ไม่เพียงหลบเลี่ยงการตรวจจับ แต่ยังมีผลทางจิตวิทยาอย่างชัดเจน เพราะอิโมจิสีสัน และถ้อยคำแสลง ถูกออกแบบให้ดูสนุก ทันสมัย และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมวัยรุ่น

หากเนื้อหาถูกทำให้ดู “เบา” และไม่อันตราย จะกระตุ้นความสนใจและความอยากรู้อยากลอง โดยเฉพาะในกลุ่มที่กำลังแสวงหาการยอมรับจากเพื่อน หรืออยากทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ขาดภูมิคุ้มกันทางความคิด ก็อาจก้าวเข้าสู่วงจรเสพติดได้ง่ายโดยไม่ทันตั้งตัว ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องการจับกุม แต่เกี่ยวข้องกับการป้องกันเชิงจิตวิทยา การสร้างทักษะคิดวิเคราะห์ และการสื่อสารในครอบครัว

ตลาดมืดสู่โลกออนไลน์ ภัยร้ายจัดเต็ม

นางประภาสี คัยนันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ระบุว่า มีการประมาณการว่าตัวเลขผู้ค้ายาเสพติดผ่านออนไลน์ประมาณ 60,000 คน ต่อปี แต่ดำเนินคดีได้ราว 2,500 คนเท่านั้น หลายเครือข่ายพัฒนารูปแบบการขายคล้ายอีคอมเมิร์ซ มีการระบุราคา วิธีจัดส่ง เน้นความรวดเร็วในเขตเมือง และนัดรับสินค้าในช่วงกลางคืน บางกรณีอำพรางเป็นสินค้าแฟชั่น ของสะสม หรือขนม เพื่อดึงดูดเด็กและเยาวชน

ภาพประกอบข่าว รหัสลับ

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า การค้ายาในยุคดิจิทัลไม่ได้อยู่ในมุมมืดอีกต่อไป แต่แทรกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกับที่เด็กและเยาวชนใช้เรียน เล่น และสื่อสารทุกวันทั้งสถานศึกษาและครอบครัว

แกะรอยดิจิทัล “ขบวนการค้ายาเสพติด”ในโลกออนไลน์

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ภาพการปราบปรามยาเสพติดของไทยเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการสกัดกั้นตามแนวชายแดน เส้นทางลำเลียง และการกวาดล้างเครือข่ายรายใหญ่ ขณะที่อีกด้านหนึ่งของปัญหา คือ การค้ายาเสพติดที่ขยับเข้าสู่โลกออนไลน์ ใช้เทคโนโลยีและวัฒนธรรมดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลบเลี่ยงกฎหมาย และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม

ภาพประกอบข่าว รหัสลับ

ข้อมูลจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ช่วงปี 2567–2568 มีการเร่งรัดกวาดล้างยาเสพติดทั่วประเทศหลายพันจุด ยึดยาบ้าหลายสิบล้านเม็ด พร้อมอายัดทรัพย์สินเครือข่ายรายใหญ่จำนวนมาก

ในปี 2568 ป.ป.ส.เปิดเผยข้อมูลจากการวิจัยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีผู้ใช้ยาเสพติดประมาณ 1.9 ล้านคน จำนวนนี้ 1.5 ล้านคนเสพยาบ้า 170,000 คนเสพยาไอซ์ และ 150,000 คนเสพเฮโรอีน

ส่วนที่เหลือใช้สารเสพติดประเภทอื่น เช่น สารผสมสังเคราะห์ หรือยาน้ำรูปแบบใหม่ โดยมีผู้ใช้ยาอย่างต่อเนื่อง 20–30 วันต่อเดือนถึง 300,000 คน แบ่งเป็นยาบ้า 280,000 คน, ไอซ์ 10,000 คน และเฮโรอีน 15,000 คน

โดยการวิจัยมาจากประชากรไทยราว 64 ล้านคน และกรองเฉพาะกลุ่มอายุ 12–65 ปี ซึ่งมีประมาณ 50 ล้านคน ในจำนวนนี้มี 1.9 ล้านคน พบว่าอัตราการใช้สารเสพติดอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่ถือเป็นกลุ่มเปราะบาง นอกจากนี้ ยังพบว่าสารเสพติดที่ใช้แตกต่างกันตามระดับฐานะและพื้นที่

แม้การปราบปรามตามช่องทางปกติจะเข้มงวดขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและป.ป.ส.ตรวจสอบพบว่าปัจจุบัน แนวโน้มการค้ายาเสพติดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บางกรณีใช้ระบบอัตโนมัติหรือบอท ช่วยจัดการคำสั่งซื้อ–ชำระเงิน เพื่อลดการติดต่อโดยตรงและยากต่อการติดตาม เหมือนจะเป็นความพยายามของขบวนการค้ายาเสพติด ที่ต้องการการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด หนีการสืบสวนจับกุม ดังนั้นยาเสพติดจึงไม่ได้ถูกขายในมุมมืดของตรอกซอยเท่านั้น หากแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกับที่เยาวชนใช้เรียน เล่น และสื่อสารทุกวัน

สถานการณ์ในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนเกมไล่ล่าระหว่าง “กฎหมาย” กับ “เครือข่ายค้ายา” เมื่อเจ้าหน้าที่เข้มงวดในโลกจริง ผู้กระทำผิดก็ถอยเข้าสู่โลกดิจิทัล และเมื่อการสืบสวนออนไลน์พัฒนาขึ้น เครือข่ายก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นตามไปด้วย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะจับได้กี่คน” แต่คือ “สังคมจะสร้างภูมิคุ้มกันให้คนรุ่นใหม่อย่างไร” เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเคลื่อนไหวรวดเร็ว การป้องกันไม่อาจพึ่งพาการปราบปรามได้อย่างเดียว

และการรู้เท่าทันสัญญาณเตือนบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะ“อิโมจิเล็ก ๆ บนหน้าจอ” ที่อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ในชีวิตของเยาวชนไทย จึงเป็นประเด็นที่ครอบครัวและโรงเรียนมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันคือ รหัสลับอันตรายที่เข้ามาคุกคามเด็กไทย

 

รายงานโดย : คัมคุณ ยมนาค ผู้สื่อข่าว อาชญากรรม สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

อ่านข่าว

มฤตยูดำ "พืชเสพติด" บัญชีใหม่ "สายพันธุ์" อันตรายในโลกโซเชียล