ขอพลังคนไทย ช่วยกันบริจาคเลือด ปริมาณเลือดสำรองคงคลังระดับต่ำกว่าเกณฑ์

สังคม
12:20
จำนวนผู้ชม 620
ขอพลังคนไทย ช่วยกันบริจาคเลือด ปริมาณเลือดสำรองคงคลังระดับต่ำกว่าเกณฑ์
สภากาชาดไทย ขอพลังคนไทย ช่วยกันบริจาคเลือด หลังปริมาณเลือดสำรองคงคลังระดับต่ำกว่าเกณฑ์ เช็กจุดรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่หรือหน่วยงานรับบริจาคใกล้บ้าน

การบริจาคเลือดเป็นสิ่งที่หลายคนทำอยู่เป็นประจำสม่ำเสมออยู่แล้ว เพราะรู้ดีว่า "เลือด" หรือ "โลหิต" ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่หล่อเลี้ยงชีวิตของเราเอง แต่ยังสามารถส่งต่อเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่นได้ และที่สำคัญเลือดยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถผลิตหรือทดแทนขึ้นมาใหม่ได้จากที่ใด

ทุกวินาที มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องการเลือดเพื่อการรักษา ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด หรือผู้ป่วยฉุกเฉินในห้องไอซียู แม้จะมีผู้บริจาคเลือดทุกวัน แต่ปริมาณเลือดที่ได้รับกลับไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงพยาบาลทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2569 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ระบุว่า ขณะนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศมีปริมาณเลือดสำรองคงคลังต่ำกว่าเกณฑ์อย่างมาก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉินที่ไม่สามารถรอได้

โดยเฉพาะช่วงเดือน ก.พ. ถึง มี.ค. ของทุกปี มักเป็นช่วงที่ปริมาณเลือดสำรองลดต่ำลง ขณะที่อุบัติเหตุและการเจ็บป่วยเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีเลือดสำรองอย่างเพียงพอจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า

ขอพลังคนไทยที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่วมกันบริจาคเลือด เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดสำรองให้เพียงพอสำหรับทุกชีวิตที่รอความช่วยเหลือ

"ใกล้ที่ไหน บริจาคที่นั่น" ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อชีวิตให้กัน

เช็กลิสต์ที่ควรรู้ เตรียมตัวก่อน "บริจาคเลือด"

คุณสมบัติของผู้บริจาคเลือดและวิธีเตรียมตัวก่อนบริจาค

- เกณฑ์อายุและน้ำหนัก อายุ 17-70 ปี (หากบริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 60 ปี) และมีน้ำหนักตัว 45 กิโลกรัมขึ้นไป

- การพักผ่อน นอนหลับให้เพียงพอไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง

- สุขภาพทั่วไป ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอันตราย และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ

การรับประทานอาหาร

- ดื่มน้ำ 300 – 500 ซีซี ก่อนบริจาค 10-15 นาที

- รับประทานอาหารมื้อหลักก่อนบริจาค (หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง)

ข้อห้ามสำคัญ

-งดสูบบุหรี่ 1 ชั่วโมง ทั้งก่อนและหลังบริจาค

-งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง ทั้งก่อนและหลังบริจาค

สำหรับ ช่องทางการบริจาคประชาชนสามารถตรวจสอบจุดรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่หรือหน่วยงานรับบริจาคใกล้บ้านได้ที่เว็บไซต์ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย : https://thaibloodcentre.redcross.or.th

บริจาคโลหิต มีกี่แบบ

คำตอบที่คุณควรรู้ก่อนเป็น "ผู้ให้" การบริจาคโลหิตรวม (Whole Blood Donation) คือ การเจาะเก็บโลหิตครบส่วน โดยโลหิตที่ได้รับบริจาค จะถูกนำไปปั่นแยกเป็นส่วนประกอบโลหิต 3 ชนิด ได้แก่ เกล็ดเลือด เม็ดเลือดแดง และพลาสมา สามารถบริจาคได้ ทุก 3 เดือน ( 4 ครั้ง ต่อปี)

หมายเหตุ: สำหรับผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ขึ้นไป สามารถบริจาคได้ ทุก 6 เดือน ( 2 ครั้งต่อปี) จนถึงอายุครบ 70 ปี และต้องบริจาคโลหิด อย่างน้อย 1 ครั้ง ในรอบปีที่ผ่านมา งดบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่

การบริจาคโลหิตเฉพาะส่วน (Apheresis Donation) เป็นการบริจาคโดยใช้เครื่องแยกโลหิตเฉพาะส่วนอัตโนมัติ จากผู้บริจาครายเดียวมี 3 ประเภท ดังนี้

- การบริจาคเกล็ดเลือด (Plateletpheresis) บริจาคได้ทุก 1 เดือน ใช้เวลาบริจาคประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง ต่อครั้ง

- การบริจาคเม็ดเลือดแดง (Double red cell apheresis) บริจาคได้ทุก 4 เดือน ใช้เวลาบริจาคประมาณ 30 - 45 นาที ต่อครั้ง

- การบริจาคพลาสมา (Plasmapheresis) บริจาคได้ทุก 2 สัปดาห์ ใช้เวลาบริจาคประมาณ 45 นาที ต่อครั้ง

อ่านข่าว : "เลือด" ต่อชีวิตผู้ป่วย เช็กลิสต์ที่ควรรู้ เตรียมตัวก่อน "บริจาคเลือด"

"เลือด" สำคัญต่อ "ผู้ป่วย" และ "โรงพยาบาล" อย่างไร

"เลือด" สำคัญมากต่อ "โรงพยาบาล" นั้นเพราะต้องใช้ในการรักษาผู้ป่วยในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน หรือ การผ่าตัด ที่ต้องใช้เลือดอย่างเร่งด่วน สรุปให้ดังนี้

  • ใช้รักษาผู้ป่วยที่เสียเลือดจากอุบัติเหตุ บาดแผลฉกรรจ์ เสียเลือดจำนวนมาก ต้องได้รับเลือดทดแทนอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาชีวิตและป้องกันภาวะช็อกจากการเสียเลือด
  • ใช้ในการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดหัวใจ การผ่าตัดรักษาโรคมะเร็ง จำเป็นต้องใช้เลือดจำนวนมาก หากไม่มีเลือดสำรองพอ อาจทำให้ต้องเลื่อนการผ่าตัดออกไปซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตของผู้ป่วย
  • ใช้รักษาผู้ป่วยที่ต้องการส่วนประกอบของเลือด "เม็ดเลือดแดง" ใช้รักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย เสียเลือดจาก เช่น อุบัติเหตุ ผ่าตัด การคลอด ส่วน "เกล็ดเลือด" จำเป็นสำหรับผู้ป่วยไข้เลือดออก และผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ขณะที่ "พลาสมา" ใช้รักษาทดแทนการขาดโปรตีน สำหรับการแข็งตัวของเลือด
  • สำรองเลือดสำหรับกรณีฉุกเฉินและภัยพิบัติ โรงพยาบาลต้องมีเลือดสำรองไว้เผื่อสถานการณ์ไม่คาดคิด เช่น ภัยพิบัติ อุบัติเหตุหมู่ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินทางการแพทย์ หากเกิดเหตุการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก แต่เลือดไม่เพียงพอ อาจทำให้หลายชีวิตตกอยู่ในอันตราย

รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เคยอธิบายไว้ว่า โลหิตสำรองถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาผู้ป่วยในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดที่ต้องใช้โลหิตสำรอง 2-3 ยูนิตต่อครั้ง หรือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องใช้โลหิต 5-10 ยูนิตต่อครั้ง

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเลือด เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย และโรคเกล็ดเลือดต่ำ จำเป็นต้องใช้โลหิตในการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากขาดโลหิตอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้

ไม่ว่าคุณจะเป็น ผู้บริจาคโลหิตรวม หรือ ผู้บริจาคโลหิตเฉพาะส่วน การบริจาคเลือด เป็นเรื่องที่...รอไม่ได้ เพราะทุกวินาที คือ โอกาสช่วยชีวิต

อช.หมู่เกาะสิมิลัน เก็บกู้ "อวนผี" หนัก 2 ตัน พ้นแนวปะการัง

ครบจบในที่เดียว! ขนส่งฯ เปิดศูนย์ One Stop Service จดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปฯ

"ดัชนีความร้อน" พุ่งระดับเตือนภัย กทม.แนะ "งดออกแดด-ดื่มน้ำบ่อยๆ"