ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

เศรษฐกิจ
16:00
จำนวนผู้ชม 698
ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ
ม.หอการค้า เผยผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบพลังงานทั่วโลก ชี้ ดีเซลขึ้น 14 บ. ฉุดจีดีพีไทยร่วง 0.56% ขณะที่บริโภคเอกชนหายแสนล้านบาท หวั่นสงครามลากยาวสิ้นปีดึงเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตติดลบ

วันนี้ (2 เม.ย.2569) นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลว่า สงครามตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ดันให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 48% จากลิตรละ 29.94 บาท มาอยู่ที่ 44.24 บาท รวมถึงเกิดปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติก และ ปัญหาปุ๋ยยูเรียที่ตึงตัว

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ทุก 1 บาท จะฉุดจีดีพีลดลง 0.04 %และ มีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32% ดังนั้นในภาพรวมขณะนี้ น้ำมันดีเซลปรับราคาขึ้นไปแล้ว 14.30 บาท/ลิตร จะฉุดให้จีดีพีของไทย ลดลงแล้ว 0.56% และดันเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นพุ่งขึ้น 4.56% รวมทั้งยังทำให้ การบริโภคภาคเอกชนลดลงราว 97,500 ล้านบาท อีกด้วย

สำหรับ 10 ธุรกิจ 10 ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม/การขนส่งทางทะเล/การขนส่งทางชายฝั่งและทางน้ำภายในประเทศ/การขนส่งทางอากาศ/การขนส่งทางรถไฟ/การขนส่งทางบก/ การทำเหมืองแร่ดีบุก /การทำประมงในทะเลและชายฝั่ง /การขนส่งสินค้าทางบก และการผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี ทั้งนี้จะเห็นว่าสาขาขนส่ง ครอง 5 ใน 10 อันดับต้น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล

ภาพประกอบข่าว ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดทำการประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ไว้ 3 กรณี ตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ดังนี้กรณีที่ 1 ความขัดแย้งระยะปานกลาง ระยะเวลา 3 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 1.91% ฉุด จีดีพี ลดลง 1.07%

กรณีที่ 2 ความขัดแย้งยืดเยื้อ ระยะเวลา 6 เดือน โอกาสเกิด 45% คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน จะเพิ่มขึ้น 2.82% ฉุดจีดีพีลดลง 2.31% และกรณีที่ 3 ความขัดแย้งไม่มีกำหนดยุติ ระยะเวลาครอบคลุมช่วงที่เหลือของปีนี้ โอกาสเกิด 10% อัตราเงินเฟ้อ เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 3.67% ฉุดจีดีพีลดลง 3.24%

ภาพประกอบข่าว ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง จบได้ภายใน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 1% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2% แต่หากสงครามจบใน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยจะโตติดลบ 0.3% และกรณีเลวร้าย สงครามลากยาวถึงสิ้นปี เศรษฐกิจไทยอาจจะโตติดลบ 1.6%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก

ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่า เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflationนั้น ยืนยันว่า ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะStagflation แต่เป็นภาวะที่มีแรงกดดันเสี่ยงทำให้เกิด Stagflation เนื่องจากเกิด Stagflation จะต้องเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 4 ข้อ คือ เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ราว1-2%, เงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายต่อเนื่อง, อัตราการว่างงานสูง แต่ไทยยังถือว่าต่ำ และเหตุการณ์ข้างต้นจะต้องเกิดพร้อมกันติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยเข้าเกณฑ์เพียเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือจีดีพีโต 1.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพ

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 4 ด้าน  ด้านน้ำมัน รัฐบาลควรช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เช่น การจ่ายเงินอุดหนุนตามเที่ยววิ่งรถจริง, ลดปริมาณลดวิ่งเปล่า ด้วย Matching Platform ผ่านกรมการขนส่งทางบก  ด้านไฟฟ้า เร่งฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 600 เมกะวัตต์, เลือก scenario 3 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อสกัด FT ไม่ให้สร้างต้นทุนรอบสอง

ภาพประกอบข่าว ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

ด้านเม็ดพลาสติก จัดหาแนฟทา, โพรเพนจากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก หรืออินโดนีเซีย, จัดหา Priority Use List เช่น ยา น้ำเกลือ ถุงมือแพทย์ อาหารบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า  และปุ๋ย ล็อกสัญญาล่วงหน้าก่อนที่ตลาดโลกจะแย่งซื้อ, ตรึงราคาไม่เกิน 20% จากก่อนวิกฤติ โดยรัฐเข้ามาชดเชยส่วนต่าง, ใส่ปุ๋ยในอัตรา 1/4 ของปกติ เป็นต้น

อ่านข่าว:

วิกฤต พลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง กกร.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ1.2–1.6%

หอการค้าไทย จี้ รัฐดูแลราคาน้ำมัน แนะควรรอบคอบก่อนออกประกาศ

พณ.แจงไร้อำนาจคุมราคาน้ำมัน “ศุภจี” ยันจะดูแลราคาสินค้าให้ดีที่สุด