เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2569 The Straits Times รายงานว่า ดร.วิเวียน บาลากฤษณัน รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ แถลงต่อรัฐสภา ถึงจุดยืนที่ไม่เปลี่ยนแปลงของประเทศต่อวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง โดยยืนยันว่าสิงคโปร์จะไม่เจรจากับทางการอิหร่านเพื่อขอ "ทางผ่านที่ปลอดภัย" ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นอันขาด โดยถือเป็นเรื่องของหลักการที่ไม่อาจประนีประนอมได้
รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า การเข้าไปเจรจาเพื่อขอสิทธิพิเศษหรือยอมจ่ายค่าธรรมเนียมการเดินเรือ จะเป็นการกัดกร่อนหลักกฎหมาย ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งสิงคโปร์เป็นภาคีสมาชิก
สิทธิในการสัญจรผ่านคือสิทธิโดยชอบธรรม ไม่ใช่สิทธิพิเศษที่รัฐชายฝั่งจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตก็ได้
รมว.ต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวต่อว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบสากลไม่ใช่ใบอนุญาตที่ต้องถูกกดขี่ และไม่ใช่ค่าต๋งที่ต้องจ่าย แต่เป็นสิทธิของเรือทุกสัญชาติ ที่จะเดินทางผ่านได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ยึดถือกันมาอย่างช้านาน
จุดยืนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิงคโปร์ เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญไม่แพ้ฮอร์มุซ โดย ดร.วิเวียน เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ มีปริมาณการขนส่งน้ำมันและตู้คอนเทนเนอร์ มากกว่าช่องแคบฮอร์มุซเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งจุดที่แคบที่สุดของสิงคโปร์นั้นมีความกว้างไม่ถึง 2 ไมล์ทะเล ในขณะที่ฮอร์มุซกว้างถึง 21 ไมล์ทะเล
ดังนั้น หากสิงคโปร์ยอมรับหลักการ "จ่ายเพื่อผ่าน" ในฮอร์มุซ ก็อาจเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของสิงคโปร์เองในอนาคต โดยสิงคโปร์สรุปว่า UNCLOS เปรียบเสมือน "รัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร" ที่ทุกคนต้องปฏิเสธการใช้อำนาจเหนือกฎหมาย
แม้ในขณะนี้ หลายประเทศในภูมิภาค จะมีการทำข้อตกลงหรือยอมจ่ายค่าธรรมเนียมที่อาจสูงถึง 2,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ลำ เพื่อแลกกับการเดินเรือผ่านพื้นที่ขัดแย้ง ที่ถูกปิดตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. แต่สิงคโปร์ยังคงยืนหยัดในหลักการเดิม อย่างไรก็ตาม ทางการสิงคโปร์ยังคงติดต่อสื่อสาร กับเจ้าของเรือสัญชาติสิงคโปร์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางรักษาความปลอดภัยในรูปแบบอื่น
ในส่วนของความมั่นคงทางพลังงาน นายตัน ซี เล็ง รัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านพลังงาน ชี้แจงต่อข้อซักถามของสมาชิกรัฐสภาว่า สิงคโปร์กำลังเร่งเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ โดยขณะนี้อนุมัติโครงการนำเข้าพลังงานหมุนเวียนไปแล้วกว่า 8.35 กิกะวัตต์ จากออสเตรเลีย, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย (ซาราวัก) และเวียดนาม ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ที่ 6 กิกะวัตต์
สำหรับคำถามเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ รมว.พลังงาน ระบุว่า สิงคโปร์กำลังศึกษาเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กอย่างใกล้ชิด แต่จะยังไม่เป็นผู้นำกลุ่ม ในการใช้เทคโนโลยีที่ยังไม่มีการเดินเครื่องจริงในเชิงพาณิชย์ เพราะความปลอดภัยของประชาชนสำคัญที่สุด
ส่วนเรื่องปริมาณน้ำมันสำรอง สิงคโปร์ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ แต่ยืนยันว่ามีปริมาณเพียงพอ สำหรับการใช้งานต่อเนื่องนานหลายเดือน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลในการรับมือภาวะฉุกเฉิน
อ่านข่าวอื่น :
"ทรัมป์" สั่งกองทัพสหรัฐฯ ล้อมอิหร่านจนกว่าจะทำตาม "ข้อตกลงที่แท้จริง"
"อภิสิทธิ์" ลั่นนโยบายรัฐบาลอนุทิน ไม่นึกถึงประชาชน คนจะร้อง "พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว"
เปิดขั้นตอน ศาลฎีกาวินิจฉัยคำร้องคดีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง
