จ.พัทลุง เดินหน้าพัฒนาพื้นที่ตามยุทธศาสตร์ "เมืองแห่งความยั่งยืน" ที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยหนึ่งในอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาดและสะท้อนวิถีชีวิตสอดคล้องกับระบบนิเวศและมรดกภูมิปัญญาของชุมชนจังหวัดพัทลุงก็คือ การเลี้ยงควายปลัก (Swamp Buffalo) ในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย ซึ่งมีประวัติยาวนานเกือบ 200 ปี
ระบบการเลี้ยงควายปลักของทะเลน้อย ถือเป็นตัวอย่างของการใช้พื้นที่อย่างสอดคล้องกับระบบนิเวศและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเกษตรกรใช้พื้นที่อนุรักษ์ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยเป็นแหล่งปล่อยควายเล็มหญ้าธรรมชาติตลอดวงจรชีวิต ภายใต้ระบบการเลี้ยงแบบเครือญาติที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น
ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน
ตลอดระยะเวลาหลายชั่วอายุคน ชุมชนได้ปรับรูปแบบการเลี้ยงให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง จนทำให้ควายปลักกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ และมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านความมั่นคงทางอาหารและการสร้างรายได้ให้กับชุมชน
จุดเด่นสำคัญของควายทะเลน้อย คือความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากที่ควายสามารถเล็มพืชใต้น้ำ ว่ายน้ำระยะไกลเพื่อหาอาหาร และบางตัวยังสามารถดำน้ำหาอาหารได้เป็นเวลานาน จนได้รับการขนานนามว่า "ควายน้ำ"
ปัจจุบัน ระบบการเลี้ยงยังคงอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก โดยปล่อยควายอิสระในพื้นที่เล็มประมาณ 8-9 เดือนต่อปี ก่อนจะต้อนกลับเข้าคอกในช่วงฤดูน้ำหลากประมาณ 3-4 เดือน ทำให้ควายทะเลน้อยมีพฤติกรรมใกล้เคียงสัตว์ป่าและไม่คุ้นเคยกับผู้คนทั่วไป
ล่าสุด มหาวิทยาลัยทักษิณ ร่วมกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ลงพื้นที่ศึกษาระบบการเลี้ยงควายปลักทะเลน้อย จ.พัทลุง เพื่อเดินหน้าเชื่อมความร่วมมือด้านวิจัยและนวัตกรรมระหว่างสองประเทศ
ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน
"ควายปลัก" ทะเลน้อย มรดกเกษตรโลก
ดร.อาภรณ์ ส่งแสง หัวหน้าศูนย์วิจัยแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีไทย-จีน ระบบการเลี้ยงควายปลักในพื้นที่มรดกทางการเกษตรโลก มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทะเลสาบสงขลา ห่างจากชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรอ่าวไทยประมาณ 20 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 450 ตารางกิโลเมตร และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยพบสิ่งมีชีวิตกว่า 1,170 ชนิดใน 298 วงศ์
ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพดังกล่าว ทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารและรายได้สำคัญของชุมชนโดยรอบ
ใน พ.ศ.2518 พื้นที่ทะเลน้อยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งแรกของประเทศไทย และใน พ.ศ.2541 พื้นที่ควนขี้เสี้ยน ซึ่งอยู่ภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศตามอนุสัญญาแรมซาร์ ถือเป็นแรมซาร์ไซต์แห่งแรกของประเทศไทย
ดร.อาภรณ์ ส่งแสง หัวหน้าศูนย์วิจัยแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีไทย-จีน ระบบการเลี้ยงควายปลักในพื้นที่มรดกทางการเกษตรโลก
ต่อมาใน พ.ศ.2565 พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย โดยเฉพาะระบบนิเวศควายปลัก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นระบบมรดกทางการเกษตรที่สำคัญของโลก (GIAHS) ภายใต้ชื่อ Thale Noi Wetland Pastoral Buffalo Agro-ecosystem โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)
ลักษณะเด่นของระบบมรดกทางการเกษตรที่สำคัญของโลก (GIAHS) ประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
- แหล่งความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของชุมชน
- มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
- มีภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเกษตรที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนาน
- มีภูมิทัศน์โดดเด่นจากการผสมผสานระหว่างระบบเกษตรและระบบนิเวศ
- มีระบบสังคมและวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับวิถีการผลิตในพื้นที่
ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน
ปัจจุบัน FAO รับรองระบบ GIAHS แล้วประมาณ 102 ระบบ ใน 29 ประเทศ โดยประเทศจีนได้รับการรับรองมากที่สุดถึง 25 ระบบ และถือเป็นผู้นำของโลกในด้านนี้ นอกจากนั้น จีนยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและผลักดันการรับรอง GIAHS ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ผ่านการส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาศึกษาพื้นที่ ให้ข้อเสนอแนะ ตลอดจนสนับสนุนการอบรมและศึกษาดูงาน
สำหรับระบบการเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศทะเลน้อยที่ได้รับการรับรองนั้น ควายมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยช่วยควบคุมวัชพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ
จากการประเมินพบว่า ควาย 1 ตัว สามารถกินหญ้าได้ประมาณ 10% ของน้ำหนักตัวต่อวัน ส่งผลให้ช่วยกำจัดวัชพืชได้รวมประมาณ 100 ตันต่อวัน วัชพืชเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นโปรตีนคุณภาพดี ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่าในพื้นที่พรุ อีกทั้งปลักควายยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำและแหล่งวางไข่ของนกบางชนิด ส่วนมูลควายก็เป็นทั้งอาหารของสัตว์ในระบบนิเวศและเป็นปุ๋ยตามธรรมชาติให้กับพืช
ระบบการเลี้ยงควายปลักในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยมีมานานกว่า 200 ปี ก่อนประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เดิมชาวบ้านใช้ควายในการทำนา ต่อมาเมื่อรูปแบบการเกษตรเปลี่ยนไป เกษตรกรจึงลดการใช้แรงงานควายและหันมาเลี้ยงเพื่อจำหน่ายและบริโภคแทน
ควายเหล่านี้มีลักษณะพิเศษ คือถูกเลี้ยงอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำตลอดเวลา เกษตรกรส่วนใหญ่จึงไม่นำควายกลับเข้าบ้าน ยกเว้นบางรายที่มีบ้านอยู่ใกล้พื้นที่เลี้ยง
ในอดีต พื้นที่ทะเลน้อยค่อนข้างปิด และยังไม่มีถนนเชื่อมระหว่างจังหวัดพัทลุงกับสงขลา ทำให้บุคคลภายนอกเข้าถึงพื้นที่ได้ยาก จึงไม่ค่อยมีใครรู้จักฝูงควายทะเลน้อยนอกจากคนในชุมชน
ต่อมาเมื่อมีการก่อสร้างถนนยกระดับผ่านพื้นที่ ผู้คนจึงเริ่มเห็นฝูงควายจำนวนมาก และเกิดความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะพฤติกรรมการดำน้ำหาอาหารของควายในช่วงฤดูน้ำหลาก ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของพื้นที่
ใน พ.ศ.2541 ประเทศไทยมีควายประมาณ 5.7-6 ล้านตัว แต่จำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเหลือประมาณ 1.7-2 ล้านตัว ขณะที่ภาคใต้มีควายไม่เกิน 30,000 ตัว และในจังหวัดพัทลุงมีประมาณ 4,000 ตัว โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย
ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงควายประมาณ 160 ราย ส่วนใหญ่เลี้ยงในลักษณะเครือญาติ มีการรวมกลุ่มบริหารจัดการและถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ควายกลายเป็นเสมือนมรดกของครอบครัวและชุมชน
ทั้งนี้จากผลการสํารวจพบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงควายส่วนใหญ่พบว่า มีพื้นที่ถือครองต่ำ ดังนั้นการใช้พื้นที่สาธารณะของทะเลน้อยในการประกอบอาชีพมีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและการหาเลี้ยงชีพของชุมชน โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงควายประกอบอาชีพหลายอย่างและมีรายได้จากหลายแหล่ง เช่น ทำนา ทำสวนยาง รับราชการ ค้าขาย รับจ้าง ประมง หัตกรรมกระจูด หาของป่า บริการเรือรับจ้างท่องเที่ยว ส่วนรายได้จากการเลี้ยงควายถือเป็นเงินออมส่วนใหญ่จะถูกใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ส่วนโรงเรือนเลี้ยงควายจำนวน 109 คอกกระจายอยู่ในพื้นที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทะเลน้อย โดยคอกจะถูกออกแบบยกพื้นสูงประมาณ 1-2 เมตร เพื่อใช้เป็นที่พักพิงในช่วงน้ำหลาก
ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน
การเลี้ยงแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก คือ ช่วงเดือน มี.ค.-ต.ค. เป็นช่วงเลี้ยงแบบปล่อย เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพอื่นควบคู่กันได้ โดยจะมีการผลัดเวรกันดูแลควายภายในกลุ่ม
ช่วงที่สองในเดือน พ.ย.-ก.พ. ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก เกษตรกรต้องดูแลควายอย่างใกล้ชิด มีการนำควายกลับเข้าคอก เตรียมพื้นที่ปลอดภัย และวางแผนอพยพหากระดับน้ำสูง
ในช่วงดังกล่าว เกษตรกรต้องเตรียมอาหารสำหรับควายป่วยและลูกควายที่ยังไม่สามารถออกหาอาหารเองได้ เพราะบางช่วงพื้นที่ถูกน้ำท่วมจนควายต้องว่ายน้ำไกลถึง 2 กิโลเมตรเพื่อหาอาหาร ซึ่งในช่วงฤดูฝนถือเป็นช่วงที่มีปัญหามากที่สุด การเตรียมเสบียงอาหารจึงมีความสำคัญ เดิมเกษตรกรเตรียมอาหารไว้ค่อนข้างน้อยและไม่เพียงพอ ปัจจุบันเริ่มมีการสำรองอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะฟางข้าว รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนควายที่มีอยู่มาก
ด้านการผสมพันธุ์ ส่วนใหญ่ยังเป็นไปตามธรรมชาติ โดยเกษตรกรจะคัดเลือกพ่อพันธุ์จากฝูงของตนเอง และแลกเปลี่ยนพ่อพันธุ์ระหว่างกลุ่มเพื่อลดปัญหาเลือดชิด ขณะที่การนำพ่อพันธุ์จากภายนอกเข้ามายังมีน้อย เนื่องจากกังวลเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับสภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ
สำหรับการผสมเทียมในควายยังมีอัตราการใช้ต่ำ แม้จะมีการทดลองแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก และเกษตรกรบางส่วนยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เลี้ยงอีกจำนวนหนึ่งที่สนใจ หากมีเทคโนโลยีที่เชื่อมั่นได้
ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน
อาหารของควายส่วนใหญ่เป็นพืชธรรมชาติในพื้นที่ ส่วนการเสริมแร่ธาตุจะมีบ้างในช่วงที่นำควายกลับเข้าคอก แต่ยังไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังไม่มีระบบการจัดการสุขภาพควายอย่างเป็นระบบ
ด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายควายมีชีวิต อายุประมาณ 3-5 ปี ราคาตัวละ 10,000-20,000 บาท ปัจจุบันมีความพยายามพัฒนาตลาดใหม่ รวมถึงเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากควาย เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้ให้เกษตรกร เช่น เนื้อควายแดดเดียว ลูกชิ้นควาย และการนำวัสดุเหลือใช้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพิ่มเติม
ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน
กวางซีเปิดโมเดลพัฒนา "ควายปลัก" ยกระดับสู่เศรษฐกิจใหม่
Lin Bo ผู้เชี่ยวชาญด้านโคและกระบือจากมหาวิทยาลัยกว่างซี ประเทศจีน ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรมควายของจีน พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับการเลี้ยงควายปลักของไทย โดยชี้ว่ามณฑลกวางซี ถือเป็นพื้นที่สำคัญด้านการเลี้ยงควายของจีน เนื่องจากมีทั้งจำนวนประชากรควายจำนวนมากและสภาพภูมิประเทศที่เหมาะสมต่อการเลี้ยง
ปัจจุบัน มณฑลกวางซีมีสถาบันวิจัยควายซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยระดับมณฑล ทำหน้าที่หลักในการพัฒนาสายพันธุ์ควาย โดยเฉพาะการพัฒนาควายนมเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำนมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดนมควายในประเทศจีน
ทั้งนี้ จีนเคยเผชิญปัญหาเดียวกับประเทศไทย ประสบปัญหาการขาดสายพันธุ์ควายที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและระบบการผลิต จึงเริ่มพัฒนาสายพันธุ์ควายท้องถิ่นมาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2493 (ค.ศ.1950) ด้วยการนำพ่อพันธุ์ควายมูร์ราห์จากอินเดียเข้ามาผสมกับควายท้องถิ่น ก่อนจะนำเข้าควายพันธุ์นิลี-ราวีจากปากีสถานในช่วงปี พ.ศ. 2513 (ค.ศ.1970) เพื่อพัฒนาทั้งควายเนื้อและควายนม
อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะพัฒนาสายพันธุ์และเพิ่มกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนประชากรควายยังถือว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ปัจจุบันจีนจึงมีการนำเข้าตัวอ่อนควายจากต่างประเทศเพิ่มเติม โดยเฉพาะจากปากีสถาน
Lin Bo ผู้เชี่ยวชาญด้านโคและกระบือจากมหาวิทยาลัยกว่างซี ประเทศจีน
Lin Bo แนะนำว่า หากประเทศไทยต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมควายและนมควายอย่างจริงจัง ควรเร่งเพิ่มประชากรควาย พัฒนาคุณภาพการผลิตน้ำนม และเปิดรับการนำเข้าพ่อพันธุ์จากต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมและลดปัญหาการผสมเลือดชิด
ทั้งนี้ เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน รูปแบบการเลี้ยงควายในจีนยังคล้ายกับไทย คือพึ่งพาเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความนิยมบริโภคนมควายและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภาคธุรกิจและวิสาหกิจเริ่มเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงควายมากขึ้น
ควายถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะนมควาย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอาเซียน หากมีการพัฒนาอย่างจริงจัง ทั้งด้านเนื้อควายและนมควาย จะสามารถเติบโตเป็นอุตสาหกรรมสำคัญได้
อย่างไรก็ตาม แม้อาเซียนจะมีจุดแข็งด้านสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเลี้ยงควาย แต่สิ่งที่ยังขาดคือการสร้างการรับรู้ต่ออุตสาหกรรมควาย ทั้งด้านโภชนาการ คุณค่าของผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์
ทั้งนี้ Lin Bo ยังระบุว่า ในช่วงเริ่มต้นของตลาดนมควายในจีน ผู้บริโภคยังไม่เปิดรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมากนัก ทำให้สถาบันวิจัยควายกวางซีต้องเร่งสร้างความเข้าใจเรื่องคุณค่าทางโภชนาการของนมควาย ผ่านการประชาสัมพันธ์และการสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค จนสามารถขยายตลาดได้สำเร็จในเวลาต่อมา
ในด้านการพัฒนาสายพันธุ์ เสนอให้ไทยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี AI หรือการผสมเทียม เพื่อแก้ปัญหาการผสมพันธุ์ในสายเลือดใกล้ชิด โดยในประเทศจีน ภาครัฐจะมีบทบาทสำคัญผ่านกรมปศุสัตว์ ที่ส่งนักวิชาการลงพื้นที่ให้ความรู้แก่เกษตรกร ขณะที่สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยจะทำหน้าที่จัดอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผสมเทียมและการพัฒนาสายพันธุ์
ปัจจุบัน สถาบันวิจัยควายและสถาบันวิจัยปศุสัตว์กวางซี จัดอบรมด้านการผสมเทียมปีละ 1-3 ครั้ง พร้อมสนับสนุนน้ำเชื้อแช่แข็งผ่านงบประมาณภาครัฐ เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรใช้งาน
สำหรับรูปแบบการเลี้ยงควาย จีนได้ปรับจากการเลี้ยงแบบรายครัวเรือน มาเป็นระบบรวมกลุ่มในลักษณะสหกรณ์หรือฟาร์มกลาง ภายใต้การสนับสนุนของรัฐและภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหาการดูแลไม่ทั่วถึงและการควบคุมคุณภาพที่ไม่มีมาตรฐาน
รูปแบบดังกล่าวจะมีการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์คอยดูแลอย่างครบวงจร โดยไทยควรเริ่มต้นจากฟาร์มสาธิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกร ก่อนขยายเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิตในวงกว้าง
นอกจากนี้ กวางซียังใช้รูปแบบที่ให้เกษตรกรเลี้ยงแม่ควายในระยะแรก ก่อนส่งเข้าสู่ฟาร์มสาธิตหรือศูนย์ขุนเมื่อถึงช่วงคลอดหรือช่วงเร่งการผลิต เพื่อปรับโภชนาการและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยภาครัฐจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนบริหารจัดการฟาร์มสาธิต
สำหรับการเลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติอาจไม่จำเป็นต้องใช้อาหารเสริมมากนัก แต่ในช่วงเร่งการผลิตเนื้อหรือน้ำนม จะต้องมีการจัดสูตรอาหารเฉพาะ ทั้งอาหารเม็ดและอาหารเสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน
Lin Bo ยังเสนอว่า ไทยควรเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการขยายตลาดและพัฒนาอุตสาหกรรมควาย ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและการนำเทคโนโลยีจากจีนมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประชากรควายและยกระดับคุณภาพการผลิต
อีกประเด็นสำคัญคือ การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคุณค่าของนมควายและเนื้อควาย เพื่อขยายฐานผู้บริโภค โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยกวางซีได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากนมควายและเนื้อควายอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างตลาดผู้บริโภคในจีน โดยเฉพาะในมณฑลกวางตุ้งและฮ่องกง ซึ่งมีความต้องการผลิตภัณฑ์นมควายสูง
เนื้อควายและนมควายมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของพื้นที่ หรือสินค้า OTOP ได้ หากมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ
ตั้งศูนย์วิจัยควายปลักไทย-จีน ดันโมเดลแก้จนใหม่
รศ.ดร.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยควายปลักร่วมไทย-จีน จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจน และอาจพัฒนาเป็นโมเดลแก้จนรูปแบบใหม่ที่จะเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบในปีหน้า โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่รวบรวมนักวิจัยทั้งรุ่นใหม่และผู้มีประสบการณ์ เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเลี้ยงควายปลัก
รศ.ดร.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยทักษิณ
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกว่างซี ประเทศจีน ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเป็นความร่วมมือทั้งในระดับมหาวิทยาลัย นักวิจัย และผู้นำชุมชน เพื่อยกระดับระบบการเลี้ยงควายปลักและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่
ทั้งนี้ ฝั่งไทยได้เสนอ 7 ประเด็นหลัก เพื่อขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความร่วมมือจากประเทศจีน ได้แก่
- การแก้ปัญหาการผสมเลือดชิด (Inbreeding) เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ควายปลักไทย
- เทคโนโลยีการผสมเทียม (AI) เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการขยายพันธุ์
- การพัฒนาสูตรอาหารมาตรฐาน (Nutrition Standard) จากเดิมที่ปล่อยให้ควายหากินเองตามธรรมชาติ มาเป็นการเสริมอาหารตามช่วงวัย เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตและมวลกล้ามเนื้อ
- การจัดการสุขภาพสัตว์ การควบคุมและป้องกันโรคระบาด
- การยกระดับสู่อุตสาหกรรมท้องถิ่น (Local Industry) ทั้งด้านการตลาดและระบบการผลิต
- การใช้เทคโนโลยี GIS เพื่อบริหารจัดการพื้นที่เลี้ยงควายและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
- การแลกเปลี่ยนนักวิจัย (Mobility) ผ่านการจับคู่ความร่วมมือและส่งนักวิจัยไทยไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยกว่างซี
บพท.ใช้โมเดลจีนขับเคลื่อนแก้จนครบวงจร
ดร.อโศก พลบำรุง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ซึ่งดำเนินงานอยู่ใน 20 จังหวัด และ บพท. ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2563 นั้น มีรูปธรรมความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย โดยได้นำรูปแบบและบทเรียนจากประเทศจีนมาใช้ในการออกแบบและขับเคลื่อนงาน
ดร.อโศก พลบำรุง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ บพท.
เราใช้บทเรียนจากจีนมาเป็นแนวทางในการออกแบบและขับเคลื่อนงานของเรา สิ่งหนึ่งที่พยายามทำคือการสร้างพื้นที่ต้นแบบแห่งความสำเร็จ
เหตุผลที่ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยกวางซี เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตร และมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีบริบทใกล้เคียงกับประเทศไทย จึงสามารถนำบทเรียนและประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้
ไทย-จีน เปิดศูนย์วิจัย "ควายปลัก" ทะเลน้อย ขับเคลื่อนแก้จนชุมชน
สำหรับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกวางซี มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างพื้นที่ต้นแบบความสำเร็จจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยทักษิณได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยด้านองค์ความรู้ในการพัฒนากลไกขจัดความยากจน โดยเน้นความร่วมมือผ่านกลไกภาคีในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และโดยเฉพาะภาคชุมชน
อ่านข่าว :
ไทย-จีน จับมือดัน "แพะ" โมเดลแก้จน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปัตตานี
ผลงานวิจัยนวัตกรรมติดดิน สังเคราะห์ข้อมูล 4 ภูมิภาค ดันสู่แผนพัฒนาฯ ฉ.14 สภาพัฒน์
เปิดแคตตาล็อกนวัตกรรมพร้อมใช้มหาวิทยาลัยทั่วอีสาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
