ผู้ว่าราชการกรุงเทพคนไหนที่สามารถเชื่อมโยงไอเดียกับฝ่ายนิติบัญญัติ ในการแก้กฎหมายบริหารเมืองได้ อาจจะได้ใจผู้ใช้สิทธิจำนวนไม่น้อยในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รับรู้ว่า กฎหมายเมืองหลวงฉบับที่บังคับใช้เก่าแก่และตามหลังสภาพการณ์จริงมากน้อยขนาดไหน
กฎหมายที่ถือเป็นอาวุธสำคัญที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯใช้บริหารเมือง ถูกประกาศใช้ตั้งแต่เมื่อไร ?
คำตอบ คือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2528 นับได้ 41 ปีมาแล้ว
ค้นจากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง เดือนมกราคม 2568 ปรากฎว่าคนไทยราว 32 ล้านคนมีอายุน้อยกว่ากฎหมายฉบับนี้เสียอีก เป็นกฎหมายที่ถูกบัญญัติไว้เป็นเครื่องมือของพ่อเมือง ในยุคที่สังคมโลกโดยทั่วไปยังไม่รู้จักอินเตอร์เน็ต อย่าว่าแต่ AI ที่คงจะเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้นเอง
พ.ร.บ.ราชการกรุงเทพฯ ให้อำนาจผู้ว่ากำหนดนโยบายและบริหารคน โดยผู้ว่าฯมีสถานะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการและลูกจ้าง กทม. ทั้งหมด มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและวางระเบียบในภารกิจด้านต่าง ๆ
- สามารถสั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของ กทม. ได้โดยตรง
- สามารถแต่งตั้งและถอดถอนรองผู้ว่าฯ เลขานุการ และที่ปรึกษาได้ไม่เกิน 9 คน เพื่อช่วยบริหารงาน
- อำนาจหน้าที่ของ กทม. ถูกกำหนดไว้กว้างขวางถึง 27 ด้าน จัดเป็นหมวดหลัก ๆ คือ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน, ด้านคุณภาพชีวิต, ด้านความสงบเรียบร้อย
ส่วนอำนาจในทางกฎหมายและการเงินน่าจะเป็นไฮไลต์ คือ อำนาจในการเสนอร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครต่อสภา กทม. รวมทั้งเสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนงาน
แต่อำนาจเหล่านี้มีเพดานที่ถือเป็นข้อจำกัดอันสำคัญ เช่นในมาตรา 89 บัญญัติถึง “ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายอื่น” หมายความว่าหากมีกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจหน่วยงานส่วนกลางไว้ อำนาจผู้ว่าฯ ก็จะถูกจำกัดลงทันที
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นี่คือหนึ่งในจุดตายที่ทำให้งานของผู้ว่าฯ กทม.อันหลากหลายและครอบคลุมต้องเชิญอุปสรรค ติดขัดที่การประสานงานกับหน่วยงานส่วนกลาง เพราะหน่วยงานอื่นก็มีกฎหมายเฉพาะของตัวเอง และปฏิบัติงานภายใต้นโยบายของกระทรวงอีกทอดหนึ่งเช่นกัน
ไอเดียของการกระจายอำนาจให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯอย่างเต็มไม้เต็มมือมากขึ้น จึงไม่ต่างจากไอเดียเวลาที่เรากล่าวถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจังหวัดอื่น โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมและการจ้างงาน
ทำไม ?
นั่นเพราะจังหวัดที่เป็นแหล่งเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงาน จะเป็นแหล่งดึงดุดทรัพยากรมนุษย์จากนอกพื้นที่ นั่นหมายความว่าในพื้นที่หนึ่งจะมีประชากรแฝงเข้าไปอาศัยทำกินจำนวนมาก
ต้องกล่าวอยากหนักแน่นว่าไม่ได้ผิดแปลกอะไร และยิ่งไม่ใช่ความผิดของประชากรแฝงที่โยกย้ายเข้ามาทำงานเพราะนับเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจอันสำคัญ แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากร และอำนาจที่จัดสรรให้ท้องถิ่นดูแลตัวเองได้มากน้อยขนาดไหน
ตามข้อมูลทะเบียนราษฎรล่าสุดของกรมการปกครองและสำนักงานสถิติแห่งชาติ กรุงเทพมหานครมีประชากรตามทะเบียนบ้านประมาณ 5.45 ล้านคน แต่จำนวนผู้อยู่อาศัยจริงทะลุเกิน 10 ล้านคน นี่คือตัวเลขประชากรจากท้องถิ่นอื่นที่ต้องเข้ามาทำกินประกอบอาชีพ ใช้ทรัพยากรรวมกัน แต่ไม่สอดคล้องกับงบประมาณและอำนาจจัดการที่พ่อเมืองมีในมือ
นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของเมืองหลวง แต่เป็นปัญหาเดียวกันกับเวลาถกเถียงถึงอำนาจของส่วนท้องถิ่นในทุกจังหวัด
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ผู้ว่าราชการในอดีตมักไม่ค่อยกล่าวถึง แต่จะถูกถกเถียงอย่างเข้มข้นในวงวิชาการเสียมากกว่า
แต่เมื่อการเลือกตั้งสมัยนี้ขยับใกล้เข้ามา ปรากฏว่าหลายคนเห็นตรงกันว่า หากคิดจะแก้ปัญหาเมืองแบบถอนรากขุดโคน “กฎหมาย” คือเครื่องมือที่ต้องถูกชำระเสียใหม่
สมรภูมิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ปี 2569 นี้เป็นที่ชัดเจนว่า "คอนเนกชัน" ทางการเมืองและเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างส่วนท้องถิ่น-ฝ่ายนิติบัญญัติ-ฝ่ายบริหาร คือปัจจัยทองที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับผู้สมัครที่มีปัจจัยพอจะทำได้
นักสังเกตการณ์การเมือง อย่าง ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น จากวิทยาลัยพัฒนามหานคร ม.นวมินทราธิราช ให้สัมภาษณ์รายการมุมการเมือง (19 พ.ค. 2569) ประเมินว่า ผู้สมัครคนไหนที่สามารถเชื่อมโยง เชื่อมต่อนโยบายกับ “รัฐบาลภูมิใจไทย-เพื่อไทย” จะมีความได้เปรียบในการนำเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงกฎหมายเหล่านี้
ถึงเวลาติดอาวุธ ! อำนาจผู้ว่าฯ กทม.กับการแก้ปัญหาเมือง
ความเชื่อมโยงนี้แม้ค่ายการเมืองสีส้มที่ส่ง “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จะมีพรรคพวกในฝ่ายนิติบัญญัติเกินร้อย แต่ในมุมมองนักสังเกตการณ์ก็ยังไม่สามารถการันตีความได้เปรียบในการผลักดันกฎหมายได้เหมือนฝ่ายรัฐบาลที่กุมเสียงทะลุ 300 ในสภาฯ
นั่นทำให้พรรคประชาชนที่แม้จะครองใจคนกรุงในแง่ของจำนวนผู้แทนฯ แต่หากไม่มีจำนวนผู้แทนฯมากพอจะการันตีกฎหมาย หรือไม่มีความร่วมมือจากรัฐบาล การจะปลดล็อกอำนาจผู้ว่าฯ ภายใน 4 ปี อาจเป็นได้แค่ฝันค้าง
โจทย์ที่เติมเข้าไปในสมการนี้จึงหนีไม่พ้น สองค่ายสีทางการเมืองทั้งแดงและน้ำเงิน ณ นาทีนี้ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครท้าชิงในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ หรือแม้แต่สนาม ส.ก.เอง พวกเขาก็ไม่ร่วมวงด้วย
ฝั่งเพื่อไทยเองคงเข็ดขยาดจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง สส. เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นับนิ้วดูแล้วทิ้งห่างจากช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เพียงไม่กี่เดือน การส่งตัวแทนลงแข่งอาจกลายเป็นการย้ำแผลเดิมให้เหวอะหวะยิ่งขึ้นอีก
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยคงเล็งเก็บทรัพยากรไปใช้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งถัด ๆ ไปเสียมากกว่า ด้วยคู่แข่งที่น่าหวั่นเกรงไม่ได้มีแค่สีแดงและสีส้มอีกแล้ว แต่ยังเพิ่มสีเขียว-กล้าธรรม เข้าไปในสมการของสนามนี้
อุรชัย ศรแก้ว : ผู้ดำเนินรายการมุมการเมือง
