ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของไทย แต่เป้าหมายหลักของ “พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์” แม่ทัพภาคที่ 2 ต้องการเปิดเส้นทางลาดตระเวนศึกษาธรรมชาติ และผลักดัน “นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ”ภาพแกะสลักใต้น้ำนูนต่ำแห่งเดียวของไทยอายุกว่าพันปี ในดินแดนอีสานใต้ ที่ตั้งอยู่ “วังมน” ลำโดมใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี พื้นที่รอยต่ออุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ข้อมูลจากเพจป่าลั่นความจริง ตอนหนึ่งระบุว่า ปี 2521 ราษฎรบ้านแข้ด่อน 4 คน ได้แก่ นายสำรอง โลกุล, นายเดช สารัตน์, นายหนูสิน ภาโว และนายตึ๋ง ดวงบุบผา ได้ค้นพบภาพแกะสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ โดยบังเอิญขณะออกหาป่าและอาหารป่า ภาพนี้สลักอยู่บนแผ่นหินธรรมชาติทางทิศขวาของลำโดมใหญ่ที่เรียกว่า “วังมน” มีความยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร
ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว
“วังมน” เป็นจุดที่มีน้ำขังตลอดปี และมีปลาชุกชุม การค้นพบภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ทำให้ความทราบถึงสำนักพระราชวัง ต่อมาปี พ.ศ.2534 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์ ทรงพระดำเนินโดยทางเท้า ระยะทาง 14 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง สร้างความปราบปลื้มให้กับราษฎรในตำบลโดมประดิษฐ์เป็นที่สุด
สำหรับภาพสลักมีขนาดยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร มีศิลาองค์พระนารายณ์ หรือพระวิษณุ บรรทมตะแคงขวาเหนือพญาอนันตนาคราช โดยยังมองเห็นเศียรนาคได้อย่างชัดเจนถึง 3 เศียร บริเวณพระนาภีมีก้านดอกบัวผุดขึ้นมา อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการกำเนิดโลกตามคติศาสนาฮินดู ขณะที่บริเวณปลายพระบาทปรากฏรูปสตรี ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเป็น “พระลักษมี” เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์และโชคลาภ
ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว
ภาพแกะสลักแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคอารยธรรมขอม ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15–17 หรือมีอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี นับเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนอิทธิพลทางศิลปกรรมและความเชื่อของอาณาจักรขอมที่เคยรุ่งเรืองในดินแดนอีสานใต้
สิ่งที่ทำให้ “พระนารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ” แตกต่างจากโบราณสถานทั่วไป คือการผสมผสานระหว่างศิลปกรรม และธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เพราะภาพสลักนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ภายในปราสาทหินหรือเทวสถานขนาดใหญ่ แต่ซ่อนตัวอยู่บนโขดหินกลางลำน้ำ ท่ามกลางป่าลึก ราวกับเป็นสมบัติลับแห่งอารยธรรมโบราณ
พงษ์พิศิษฏ์ กรมขันธ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี ในฐานะผู้เรียบเรียงข้อมูลระบุว่า หลังการค้นพบภาพนารายบรรทมศิลป์ ในปี 2552 ชาวตำบลโดมประดิษฐ์จึงได้ริเริ่มประเพณีขึ้นเขาบวงสรวงพระนารายณ์บรร ทมสินธุ์ จัดขึ้นในช่วงเดือน 4 ตามปฎิทินจันทรคติ การเดินทางเริ่มจากวัดป่าภูวังน้ำจั้น บ้านแข้ด่อน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยการเดินเท้าลัดเลาะขึ้นไปตามแนวลำโดมใหญ่ โดยใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง มีจุดแวะพักระหว่างทางเป็นเวิ้งน้ำที่สวยงาม 2 จุด คือ วังเวิน วังเดื่อ และวังมน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทัศนียภาพที่สวยงามทั้งลานหิน เพิงผา ต้นไม้รูปร่างสวยงาม และเวิ้งน้ำกว้างใสสะอาดมีน้ำขังตลอดปี ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานเห่งชาติภูจองนายอย(ทางทิศตะวันออก) และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม(ตะวันตกและเป็นที่ตั้งของภาพสลัก)
ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว
รูปเคารพนารายณ์บรรทมสินธุ์ มีการกล่าวถึงตามคัมภีร์ต่างหลายคัมภีร์ เช่น คัมภีร์วิษณุปุราณะ(Vishnu Purana) คัมภีร์ปัทมะปุราณะ(Padma Purana) คัมภีร์ไวขานสาคม (Vaikhanasagana) คัมภีร์เทวตามุตราประกม(Devatamutra Prakama) คัมภีร์วิษณุธรรโมตตร (Vishnudharmottara) คัมภีร์อปาราจิตปริฉฉะ(Aparajitaprichcha) เป็นต้น
มักกล่าวถึงโดยสอดคล้องกันว่า พระองค์บรรทมเหนืออนันตนาคราช ในเกษียรสมุทร ตอนที่พักผ่อนระหว่างกัลป์ซึ่งไม่ปรากฏดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี บ้างก็ว่าเป็นตอนที่สร้างโลกใหม่ มีดอกบัวผุดจากพระนาภีและมีพระพรหมประทับเหนือดอกบัวนั้น
โดยลักษณะของภาพสลักและรูปแบบทางศิลปะสลักเป็นภาพพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวาบนลำตัวของพระยาอนันตนาคราช 3 เศียร มี 2 กร พระกรขวาตั้งขึ้นรองรับพระเศียร พระเกศามุ่นมวยรัดด้วยประคำ พระกรรณสวมกุณฑล(ตุ้มหู) พระศอประดับกรองศอสลักอย่างคร่าว ๆ พระกรซ้ายวางแนบไปกับพระองค์เหนือพระเพลา ทรงสมพต(ผ้านุ่งสั้น) ซ้อน 2ผืน ผืนในยกชายเป็นปีกโค้งออกสองข้าง ผืนนอกชักขอบผ้าด้านหน้าเป็นวงโค้ง
ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว
ด้านล่างประดับเข็มขัดสลักคล้ายพวงอุบะห้อยลง ที่พระนาภี มีก้านบัวผุดชูขึ้นด้านบนเป็นดอกบัวตูม? ที่พระเพลามีพระลักษมี ๒ กร ประทับนั่ง พระเศียรสวมกระบังหน้า พระกรรณสวมกุณฑล(ตุ้มหู) ท่อนบนเปลือยเปล่า พระกรขวาวางไว้ใกล้พระชานุ พระกรซ้ายวางไกล้กับพระบาท เศียรพระยาอนันตนาคราชหันเข้าหาพระเศียร และเป็นนาคมีหงอนแบบหยาบ ๆ ลำตัวทอดยาวมาจนถึงพระบาทของพระนารายณ์ สลักปลายหางตวัดโค้งขึ้นแต่ยังคงเป็นเพียงเส้นโครงร่าง จากลักษณะทางศิลปะโดยรวมผู้เขียนเห็นว่าสามารถกำหนดอายุได้ในช่วง ปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16
คติความเชื่อที่ปรากฏจากภาพสลัก โดยส่วนใหญ่แล้วในประเทศไทยสามารถพบภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์นี้ตามปราสาทหินหรือศาสนสถาน และมิได้จำกัดว่าต้องเป็นศาสนสถานของไวษณพนิกาย เนื่องจากภาพสลักส่วนใหญ่ปรากฏที่ศาสนสถานของไศวนิกาย ยกเว้นบางแห่งเท่านั้นที่ไม่สามารถกำหนดได้ชัดเจน
ปิดตำนาน "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" ภาพสลักโบราณกลางป่าเมืองดอกบัว
หากเชื่อมโยงแนวคิดคติความเชื่อของภาพสลักองค์นี้ คงพอจะอนุมานได้ว่า เป็นภาพสลักที่สลักขึ้นเนื่องในความเชื่อของศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย โดยภาพสลักนี้สร้างเคร่งครัดตามแนวแกนทิศเหนือ – ใต้อย่างชัดเจน
แม้กระทั่งสถานที่ตั้งเหมาะแก่การพักแรมหรืออยู่อาศัยได้ชั่วคราวย่อมแสดงถึงแรงผลักดันหรือความมุ่งหมายที่จะใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม หรือบวงสรวงบูชา หรืออาจเป็นศาสนสถานอีกรูปแบบหนึ่ง รวมทั้งการเลือกพื้นที่อันอาจถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำย่อมแสดงเห็นถึงความเชื่อเรื่องการให้กำเนิดหรือการสร้างโลกอันบริสุทธิ์
และทุกอย่างที่สร้างแล้วโดยพรหมมันย่อมไหลลงไปข้างล่างก่อเกิดเป็นสรรพสิ่งต่าง ๆ อันเปรียบได้กับการสร้างโลกขององค์พระนารายณ์
ขอขอบคุณข้อมูล: เพจคลังวิชาการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และเพจป่าลั่นความจริง
อ่านข่าว
หนึ่งเดียวในไทย ภาพสลักนูนต่ำ "นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ" อุบลฯ
“ท่องเที่ยวโลก”เข้าโหมด Wait & See สงครามกระทบเชื่อมั่นนักเที่ยว
