เปิดที่มาและความสำคัญ "รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา"

สังคม
10:57
จำนวนผู้ชม 1,310
เปิดที่มาและความสำคัญ "รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา"

หลายคนต้องเคยได้ยินคำว่า "รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา" ผ่านข่าวการเมืองกันมาบ้างแล้ว พิธีสำคัญนี้ไม่เพียงเป็นขั้นตอนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก่อนการเริ่มต้นสมัยประชุมของรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองที่สืบทอดมาอย่างยาวนานในระบอบประชาธิปไตยของไทย

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญทางการเมืองไทยกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยืนยันความพร้อมในการจัด รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่อาคารรัฐสภา

ภายหลังเสร็จสิ้นรัฐพิธี ในวันที่ 15 มีนาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรมีวาระสำคัญในการประชุมนัดแรก โดย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จะกล่าวปฏิญาณตนและลงคะแนนลับเพื่อเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนการเลือกนายกรัฐมนตรี ต่อไป

เปิดความหมายของ "รัฐพิธี"

รัฐพิธี หมายถึง งานหรือพิธีที่รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ โดยพระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธี หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานก็ได้

รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาถือเป็นพิธีการที่สำคัญของประเทศไทยที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เสมือนเป็นการประกาศให้ประชาชนได้ทราบว่า จะมีคณะบุคคลเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการบริหารปกครองประเทศ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะประมุขของประเทศ จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธาน และมีพระราชดำรัสเปิดประชุมรัฐสภา ก่อนที่สมาชิกรัฐสภาจะเข้ารับการปฏิบัติหน้าที่ หรือจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์มาทำรัฐพิธีก็ได้

ความเป็นมาของ "รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา"

"รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา" มีจุดเริ่มต้นอย่างไม่เป็นทางการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดยพบว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้ง "สภากรรมการองคมนตรี" ขึ้น และเปิดประชุมครั้งแรกในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2470

ในการประชุมครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดประชุมด้วยพระองค์เอง แต่ได้พระราชทานพระราชกระแสรับสั่งให้เจ้าพระยามหิธรเสนาบดี ราชเลขาธิการ อัญเชิญไปอ่านเปิดประชุม

ข้อมูลจาก พิพิธภัณฑ์รัฐสภา ระบุถึงพระราชดำรัสตอนหนึ่งความว่า

ท่านย่อมทราบแล้วว่าตำนานของกรุงสยามตั้งแต่โบราณกาลมา การปกครองประเทศย่อมอยู่ในพระราชอำนาจอันสิทธิ์ขาดของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียว แต่เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ทรงตั้งแต่งผู้ที่ทรงวางพระราชหฤทัยเป็นเสนาบดี ให้บังคับบัญชากระทรวง ทบวงการต่างๆ เพื่อปลดเปลื้องพระราชภาระ

ต่อมาเมื่อประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม โดยยังคงยึดธรรมเนียมการเปิดประชุมตามแบบเดิม

ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชกระแสรับสั่งให้เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร อัญเชิญไปอ่านเปิดการประชุม โดยมีใจความสำคัญว่า การประชุมครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของประเทศ ข้าพเจ้าขออำนวยพรแก่บรรดาผู้แทนราษฎรทั้งหลายให้บริบูรณ์ด้วยกำลังกาย กำลังปัญญา เพื่อจะได้ช่วยกันทำการให้สำเร็จตามความประสงค์ของเราและของท่าน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันทุกประการเทอญ

นับแต่นั้นมา ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปจึงมีการจัดรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเรื่อยมา และต่อมาได้มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ

โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 121 วรรคหนึ่ง ว่า "ภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก"

ขณะที่ มาตรา 122 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ว่า "พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงทำรัฐพิธีเปิดประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งแรกด้วยพระองค์เอง หรือจะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระรัชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วหรือผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้แทนพระองค์ มาทำรัฐพิธีก็ได้"

พิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อปี พ.ศ.2562 และ พ.ศ.2566

การเปิดประชุมรัฐสภาครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเปิดประชุมรัฐสภา ณ ห้องประชุมวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปีเดียวกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสแก่สมาชิกรัฐสภา ความว่า "บัดนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสร็จสิ้นลง และมีการเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช 2562 แล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดประชุมรัฐสภา เพื่อให้ทำหน้าที่นิติบัญญัติตั้งแต่วาระนี้เป็นต้นไป ขอให้สมาชิกแห่งสภา พึงนึกถึงความสำคัญและความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง

เพราะการกระทำทุกอย่างของแต่ละคน จะมีผลโดยตรงถึงความมั่นคงของประเทศ และความสุขทุกข์ของประชาชน จึงจำเป็นที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกันปฏิบัติภารกิจทั้งปวง โดยเต็มสติปัญญาความสามารถ ด้วยความสุจริต และด้วยความคิดพิจารณาอันสุขุมรอบคอบ หนักแน่นด้วยเหตุผลที่ถูกต้องเที่ยงตรง ตามหลักนิติธรรม และคุณธรรม ให้งานของชาติดำเนินก้าวหน้าไป โดยไม่ติดขัดและบังเกิดประโยชน์อันพึงประสงค์ สมบูรณ์ บริบูรณ์

ขออำนวยพรให้การดำเนินงานของรัฐสภาเป็นไปโดยเรียบร้อย สัมฤทธิ์ผล เป็นความผาสุก สุขสวัสดิ์ และความวัฒนาถาวรแก่อาณาประชาราษฎร์ และชาติบ้านเมือง ทั้งขอให้ทุกคนที่ประชุมร่วมกันอยู่ ณ ที่นี้ ประสบความสุขความเจริญทุกเมื่อถ้วนหน้ากัน"

รายงานของ BBC ระบุว่า พิธีเปิดประชุมรัฐสภาครั้งดังกล่าว ถือเป็นครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน และยังเป็นครั้งแรกในรอบ 87 ปี ภายหลังประเทศไทยมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ไม่จัดขึ้น ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งอนันตสมาคม

นอกจากนี้ ผู้บรรยายของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยยังใช้คำว่า "พิธีทรงเปิดประชุมรัฐสภา" แทนคำว่า "รัฐพิธี" ในการถ่ายทอดพิธีดังกล่าว

รัฐพิธีครั้งถัดมาในปี 2566 ได้จัดขึ้นที่ ห้องโถงพิธี ชั้น 11 อาคารรัฐสภา สถานที่ดังกล่าวจะใช้เป็นสถานที่จัดรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในครั้งที่จะถึงนี้ด้วย

ทั้งนี้ รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมาแต่โบราณ โดยสิ่งสำคัญในการที่พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีเปิดประชุมสภานั้น คือ พระราชดำรัสที่ได้พระราชทานแก่สมาชิกรัฐสภา ซึ่งสมาชิกรัฐสภาทุกคนจะต้องน้อมใส่เกล้าและยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

อ้างอิงข้อมูล : หอสมุดรัฐสภา, พิพิธภัณฑ์รัฐสภา, BBC

ทร.แจ้งเตือนเรือไทย เพิ่มความระวัง "ทุ่นระเบิด" ในอ่าวเปอร์เซีย-อ่าวโอมาน-ช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อ “สารพิษ”กำลังกลายเป็นวาระคนลุ่มน้ำโขง

สื่อต่างชาติ รายงานผู้ประกาศไทยพีบีเอส "ถอดสูท" ขานรับมาตรการลดพลังงาน