อัปเดตสถานการณ์ "ไข้กาฬหลังแอ่น" เช็กอาการที่ไม่ควรมองข้าม

สังคม
13:47
จำนวนผู้ชม 1,620
อัปเดตสถานการณ์ "ไข้กาฬหลังแอ่น" เช็กอาการที่ไม่ควรมองข้าม
กรมควบคุมโรค เตือนผู้ที่วางแผนเดินทางไปสหราชอาณาจักร ให้เพิ่มความระมัดระวังโรคไข้กาฬหลังแอ่น หลังพบการระบาดในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาในประเทศอังกฤษ พร้อมย้ำประเทศไทยยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal Disease) ในสหราชอาณาจักรกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและหน่วยงานด้านสาธารณสุข หลังมีรายงานพบผู้ป่วยในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ข้อมูลจากหน่วยงานอย่าง UKHSA และ ECDC ระบุว่า ณ วันที่ 18 มี.ค.2569 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 20 คน ในจำนวนนี้ยืนยันแล้ว 9 คน และมีผู้เสียชีวิต 2 คน

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2569 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ประเทศไทยยังไม่พบการระบาดของโรคดังกล่าวเป็นกลุ่มก้อน แต่ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมแนะนำประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปสหราชอาณาจักร ให้เพิ่มความระมัดระวัง พิจารณารับวัคซีนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทาง โดยเฉพาะวัคซีนสายพันธุ์ MenB

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันพบในประเทศอังกฤษเชื้อ Neisseria meningitidis สายพันธุ์ serogroup B (MenB) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรง โดยการระบาดมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมรวมกลุ่มในสถานที่ปิดช่วงต้นเดือน มี.ค. ส่งผลให้เกิดกลุ่มเสี่ยงในสถานศึกษาและชุมชนที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง

ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ได้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มข้น ทั้งการติดตามผู้สัมผัสเสี่ยงสูง การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันในผู้สัมผัสใกล้ชิด และการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมโรคไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ B ให้กับกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาที่อาศัยอยู่รวมกัน และมีพฤติกรรมเสี่ยงร่วมกัน เช่น การอยู่ใกล้ชิดเป็นเวลานาน การใช้ภาชนะร่วมกัน หรือการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การระบาดยังจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิดยังไม่พบการแพร่กระจายในวงกว้าง และความเสี่ยงโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ

แนะนำผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการระบาด เช่น พื้นที่ในสหราชอาณาจักรหรือประเทศในยุโรป พิจารณารับวัคซีนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทาง โดยเฉพาะวัคซีนสายพันธุ์ MenB ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก วัยรุ่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ

ไทยพบผู้ป่วยประปราย ยังไม่เชื่อมโยงต่างประเทศ

ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เชื้อก่อโรคไข้กาฬหลังแอ่นมีหลายสายพันธุ์สำคัญ ได้แก่ A, B, C, W และ Y โดยโรคนี้สามารถพบผู้ป่วยได้ประปรายตลอดทั้งปี และที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่พบการระบาดขนาดใหญ่หรือการระบาดเป็นกลุ่มก้อน

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-17 มี.ค. 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 คน และมีผู้เสียชีวิต 3 คน โดยยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ แม้จำนวนผู้ป่วยจะอยู่ในระดับต่ำ แต่กรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรครุนแรงและต้องรายงานตามกฎหมาย โดยหากพบผู้ป่วยต้องสงสัยจะต้องรายงานทันที และหากยืนยันว่าป่วยแม้เพียง 1 ราย เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนโรคโดยเร็วเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไป

ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง ซึม และบางรายอาจมีจุดเลือดออกหรือผื่นเลือดออกตามผิวหนัง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางหรือการสัมผัสเสี่ยง เช่น พื้นที่ที่มีการรายงานโรค หรือมีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย ทั้งนี้ โรคนี้สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และมีวัคซีนป้องกันเป็นทางเลือก โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปประเทศที่มีความเสี่ยง ควรปรึกษาหน่วยบริการสาธารณสุขก่อนรับวัคซีน

แนะนำให้ประชาชนป้องกันตนเอง โดยแนะนำให้ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ จาม เนื่องจากโรคติดต่อผ่านละอองฝอย และการใช้สิ่งของร่วมกัน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ศ.นพ.ยง ชี้ "ไข้กาฬหลังแอ่น" ไม่ใช่โรคใหม่ แนะเข้าใจวัคซีนให้ถูกต้อง

ขณะที่ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น โดยระบุว่า ขณะนี้มีการตื่นตัวกันมาก เกี่ยวกับเรื่องไข้กาฬหลังแอ่นจึงอยากทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

ไข้กาฬหลังแอ่นไม่ได้เป็นโรคใหม่เป็นโรคที่มีมานานมากๆแล้ว สมัยก่อนไม่มีวัคซีน ก็ใช้ยาปฏิชีวนะในการป้องกันผู้สัมผัสโรค และปัจจุบันก็ยังใช้อยู่

ศ.นพ.ยง อธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีวัคซีนในการป้องกัน แต่เนื่องจากแบคทีเรียนี้มีหลาย serotype การผลิตวัคซีน จึงจำเป็นที่ให้ตรงสายพันธุ์ แต่เดิมสายพันธุ์ที่ระบาดมากในประเทศไทยเป็น Meningococcal type B แต่การระบาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา ส่วนมากเป็นสายพันธุ์ C และอื่นๆอีก เช่น A, Y และ W จึงมีการพัฒนาวัคซีน 4 สายพันธุ์ คือ ACYW และให้เพียงเข็มเดียว ยกเว้นในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำจะให้ 2 ครั้ง

ส่วนสายพันธุ์ serotype B กระตุ้นสร้างภูมิต้านทานไม่ดี การทำวัคซีนในระยะแรกจึงจะมีปัญหา ต่อมาจึงมีการทำวัคซีนเฉพาะเจาะจง ต่อสายพันธุ์ B ชนิดเดียว แต่วัคซีนนี้ต้องให้ 2 ครั้งห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน และถ้าเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ จะต้องให้ 3 ครั้ง

ปัจจุบันจึงมีวัคซีนสำหรับโรคไข้กาฬหลังแอ่น ถึง 2 ชนิด คือ 4 serotype (ACYW) และ 1 serotype (B) การเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะไปเรียน work and travel ในช่วงปิดเทอม หลายประเทศแนะนำให้ฉีดวัคซีน ไข้กาฬหลังแอ่น ชนิด 4 serotype เข็มเดียว สำหรับประเทศไทย ยังไม่ได้แนะนำให้ฉีดเพราะโรคนี้มีอุบัติการณ์ ไม่ได้สูงมาก และส่วนใหญ่เป็น Serotype B นอกที่จะเดินทางไปต่างประเทศไปเรียน ไปแสวงบุญ

ศ.นพ.ยง ยังระบุด้วยว่า การระบาดในประเทศอังกฤษในปีนี้ ที่เป็นข่าวใหญ่โต เกิดจากสายพันธุ์ชนิด B ถ้าต้องให้ครอบคลุมทั้งหมดทุกสายพันธุ์ ก็สามารถฉีด 2 เข็มพร้อมกันได้ แต่สายพันธื B จะต้องให้ 2 ครั้งห่างไปอีกอย่างน้อย 1 เดือน การเตรียมตัวเดินทางถ้าเป็นไปได้ก็ต้องเตรียมล่วงหน้าเป็นเดือนเพื่อให้เกิดการครอบคลุมแบบสมบูรณ์มากขึ้น

อาลัย "ผู้การเด็ด" พ.อ.ป้องรัฐ แย้มงามเรียบ ผบ.กรม.ทพ.11 เสียชีวิตในภารกิจกระโดดร่ม

สพฐ.สั่งพักราชการ "ครูพละ" ล่วงละเมิดเด็กนักเรียน จ.บุรีรัมย์

จับกุมรถบรรทุกลอบขนน้ำมันชายแดนแม่สอด ยึดดีเซลกว่า 2 หมื่นลิตร

แท็กที่เกี่ยวข้อง: