วันนี้ (23 มี.ค.2569) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังร่วมเป็นประธานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังรมว.พาณิชย์ สั่งการให้หาแนวทางดูแลค่าครองชีพ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งมีราคาเฉลี่ยในเดือนก.พ.2569 ที่ 69.37 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล เป็น 112.19 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล (20 มี.ค.2569) รวมถึงค่าเงินบาทที่เริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากค่าเฉลี่ยในเดือนก.พ.2569 ที่ 31.25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 32.67 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อนำมาผลิตสินค้าจะมีต้นทุนสูงขึ้น ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เชิญหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย และผู้ผลิต ค้าปลีกค้าส่ง โมเดิร์นเทรด เพื่อหารือเพื่อดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทย โดยจะกำหนดแนวทางในการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยแนวคิดของมาตรการในครั้งนี้ คือการลดหรือตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน และช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นความต้องการที่จะดูแลทั้งระบบ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เชิญหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย และผู้ผลิต ค้าปลีกค้าส่ง โมเดิร์นเทรด เพื่อหารือเพื่อดำเนินโครงการ ไทยช่วยไทย
โดยมุ่งเน้นไปที่สินค้ากลุ่ม House Brand ของห้างร้าน และสินค้าแบรนด์ทางเลือกหรือแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ของผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของประเทศเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าของประชาชน โดยแบ่งกลุ่มสินค้าเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และยาสีฟัน สินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง เป็นต้น โดยโครงการนี้คาดว่าจะเริ่มภายในเดือนเม.ย. และมีระยะเวลาดำเนินการเบื้องต้นราวประมาณ 2 เดือน
ในสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบกับทุกประเทศทั่วโลก กรมฯ ขอความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ขอให้ตรึงราคาสินค้าและจัดโปรโมชันตามปกติ เนื่องจากสินค้ายังคงเป็นสต็อกเดิมหรือเป็นวัตถุดิบเดิมที่มีอยู่ก่อน ที่จะเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
และพิจารณาจัดสรรสินค้าแบรนด์ทางเลือกในราคาพิเศษเพื่อส่งต่อไปยังร้านค้าส่ง-ปลีก ห้าง Modern Trade ให้พิจารณานำสินค้า House Brand และแบรนด์ทางเลือกออกวางจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ในส่วนของสมาคมและหอการค้า อาทิ สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย หอการค้าไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย และ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ขอให้ช่วยแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์และเชิญชวนสมาชิกเข้าร่วมมาตรการตรึงราคาให้ครอบคลุมทุกหมวดหมู่สินค้า
ทั้งนี้ กรมฯเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งในกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าราคาประหยัด ไปถึงมือประชาชนทั่วทุกภูมิภาค เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการ ส่งข้อมูลรายการสินค้าที่จะปรับลดราคามายังกรมฯ ภายในวันศุกร์ที่ 27 มี.ค.นี้ เพื่อรวบรวมและขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลโดยเร็วที่สุด
อ่านข่าว:
พาณิชย์ เข้มกำกับราคา 59 สินค้าควบคุม ส่งทีมลุยตรวจ 23-25 มี.ค.นี้
“น้ำดื่ม”ปรับราคาขึ้นแพคละ 5 บาท ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มขวดขอขึ้นราคาขวดละ 7-8 บาท
รู้จัก 59 รายการ "สินค้าควบคุม" ห้ามปรับขึ้นราคาสินค้าเอง
