จับตา "จีน" ชั่งใจสวมบท "กาวใจ" ดับไฟสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

ต่างประเทศ
16:35
จำนวนผู้ชม 651
จับตา "จีน" ชั่งใจสวมบท "กาวใจ" ดับไฟสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
ขณะสงครามในอ่าวเปอร์เซียเข้าสู่เดือนที่ 2 และส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก "จีน" มหาอำนาจเศรษฐกิจและพันธมิตรทางทูตของอิหร่านก็ถูกจับตาว่าจะยอมรับบทบาทผู้ไกล่เกลี่ยสันติภาพหรือไม่ หรือจะเพียงรักษาภาพลักษณ์ผู้สร้างความมั่นคงโดยไม่เข้าไปลึก

วันนี้ (2 เม.ย.2569) สำนักข่าว CNN วิเคราะห์สถานการณ์สงครามในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่ดำเนินมานานกว่า 4 สัปดาห์ที่ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง ท่ามกลางภาวะตีบตันทางการทูต จีนเริ่มขยับตัวอย่างมีนัยสำคัญผ่านการหารือระดับสูงกับปากีสถาน ซึ่งเป็นพันธมิตรที่พยายามวางตัวเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

การพบปะระหว่าง อิสฮาค ดาร์ รมว.ต่างประเทศของปากีสถาน และ หวัง อี้ นักการทูตระดับสูงของจีน ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เผยให้เห็น "โรดแมป" สันติภาพในแบบฉบับของจีน

ภาพประกอบข่าว จับตา

"แนวทางสันติภาพ 5 ประการ" แผนยุทธศาสตร์ของมังกร

แถลงการณ์ร่วมระหว่างจีนและปากีสถานได้ระบุถึงแนวทางสันติภาพ 5 ประการ เพื่อการฟื้นฟูสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที การเริ่มต้นเจรจาสันติภาพโดยเร็วที่สุดภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ การรักษาความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือสากล การยุติการโจมตีพลเรือนและเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางการทหาร และที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของทั้งอิหร่านและรัฐในอ่าวเปอร์เซีย

ข้อเสนอนี้ถือเป็นทัศนะที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่ปักกิ่งเคยนำเสนอต่อวิกฤตการณ์ครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังคงเป็นเพียง "โครงร่างกว้าง ๆ" ที่ขาดรายละเอียดในเชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า จีนจะก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพในระดับที่ลึกซึ้งเพียงใด

บทบาท "ผู้ค้ำประกัน" เดิมพันที่จีนยังไม่กล้าแลก

แหล่งข่าวทางการทูตเปิดเผยว่า ปากีสถานกำลังมองหาความเป็นไปได้ ที่จะให้จีนเข้ามาทำหน้าที่เป็น "ผู้ค้ำประกัน" เพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงสันติภาพ หากเกิดขึ้นจริง จะถูกปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด สอดคล้องกับถ้อยแถลงของ ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ที่ระบุว่า อิหร่านพร้อมจะหยุดสู้รบหากมี "หลักประกันที่จำเป็น" เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรุกรานซ้ำรอยเดิม

แต่สำหรับจีน การเป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคงนั้นถือเป็น "ดาบสองคม" ในแง่หนึ่งนี่คือการยกระดับสถานะมหาอำนาจของจีนขึ้นสู่ระดับสูงสุด แต่ในอีกแง่หนึ่ง ขัดกับหลักการพื้นฐานของปักกิ่ง ที่หลีกเลี่ยงการผูกพันทางการทหารและการแทรกแซงกิจการภายในของผู้อื่น

ตง จ้าว นักวิชาการอาวุโสจาก Carnegie Endowment for International Peace วิเคราะห์ว่า จีนมีแรงจูงใจสูงมากที่จะแสดงบทบาทการไกล่เกลี่ยทางการทูต เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ตรงข้ามกับสหรัฐฯ ปักกิ่งต้องการให้โลกเห็นว่า ในขณะที่สหรัฐฯ สร้างความวุ่นวายและโกลาหล จีนคือผู้สร้างเสถียรภาพและสันติภาพ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงการลงมือทำจริงหรือการสนับสนุนด้านทรัพยากร จีนมักจะสงวนท่าที เนื่องจากความไม่ต้องการถูกดึงเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งทางทหารที่อาจเกิดขึ้นหากมีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

หมากล้อมระดับโลก "สหรัฐฯ-อิหร่าน-จีน"

สถานการณ์ในปัจจุบันสร้างความลำบากใจให้กับจีนไม่น้อย ในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออก จีนย่อมกังวลต่อความไร้เสถียรภาพในอ่าวเปอร์เซียที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและเส้นทางเดินเรือ แต่ในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า จีนอาจได้ประโยชน์จากการที่สหรัฐฯ ตกหล่มสงครามที่ทำลายความน่าเชื่อถือและงบประมาณมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์กับวอชิงตันยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ปักกิ่งต้องคำนึง โดยเฉพาะกำหนดการเยือนจีนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือน พ.ค.นี้ ทำให้จีนต้องระมัดระวังไม่ให้ประเด็นอิหร่านกลายเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่นกับสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเหรินหมินระบุว่า จีนอาจใช้บทบาทในวิกฤตอิหร่านเป็นท่าทีแห่งมิตรภาพ (Goodwill Gesture) ต่อสหรัฐฯ เพื่อแสดงให้เห็นว่า จีนเป็นมหาอำนาจที่รับผิดชอบ แต่ในขณะเดียวกัน ปักกิ่งก็มีความกังวลอย่างลึกซึ้งว่า ความพยายามไกล่เกลี่ยอาจไม่ได้รับความร่วมมือจากคู่ขัดแย้งที่ขาดความไว้วางใจต่อกันอย่างสิ้นเชิง

ดังที่ อดีต พ.อ.โจว โบ จากมหาวิทยาลัยชิงหัว ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จีนจะเรียกร้องให้หยุดยิง แต่ในทางปฏิบัติ คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีเงื่อนไขที่ยากจะยอมรับได้ โดยสหรัฐฯ ต้องการรักษาอิทธิพล ส่วนอิหร่านต้องการการแก้แค้นเพื่อรักษาศักดิ์ศรี

ท้ายที่สุดแล้ว บทบาทของจีนในฐานะ "ตัวกลางสันติภาพ" จึงยังคงอยู่ในขั้นของการทดสอบ หากจีนสามารถนำโมเดลความสำเร็จจากการไกล่เกลี่ยซาอุดีอาระเบียและอิหร่านมาปรับใช้กับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ อาจเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจโลกอย่างแท้จริง

แต่ถ้าหากปักกิ่งยังคงทำเพียงแค่ "การทูตเชิงสัญลักษณ์" โดยไม่กล้าลงมารับผิดชอบในฐานะผู้ค้ำประกันความปลอดภัย สงครามในอ่าวเปอร์เซียก็อาจลากยาวไปอีกอย่างน้อย 6 เดือนตามที่ทางการอิหร่านประกาศไว้ และนั่นหมายถึงหายนะทางเศรษฐกิจที่จีนเองก็เลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

อ่านข่าว :

สงครามอิหร่านสะบั้นสัมพันธ์ สหรัฐฯ-นาโต?

2,500 ปีที่ไม่เคยดับสูญ เมื่อมหาอำนาจวัยเยาว์เผชิญเงาปราชญ์อาวุโสแห่งเปอร์เซีย

ทรัมป์เล็งจบศึกอิหร่าน ทิ้งปมฮอร์มุซ-ราคาน้ำมันให้โลกแบกรับ