ทรัมป์เล็งจบศึกอิหร่าน ทิ้งปมฮอร์มุซ-ราคาน้ำมันให้โลกแบกรับ

ต่างประเทศ
12:00
จำนวนผู้ชม 500
ทรัมป์เล็งจบศึกอิหร่าน ทิ้งปมฮอร์มุซ-ราคาน้ำมันให้โลกแบกรับ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศพร้อมยุติสงครามกับอิหร่านเร็ว ๆ นี้ แต่ทิ้งช่องแคบฮอร์มุซให้อิหร่านควบคุม ส่งผลกระทบราคาน้ำมันพุ่งสูงทั่วโลก และพันธมิตรยุโรปต้องรับภาระหนัก แม้สหรัฐจะประกาศ "จบภารกิจ" แล้วก็ตาม

วันนี้ (1 เม.ย.2569) CNN วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องว่าพร้อมยุติสงครามภายในระยะเวลาอันใกล้ แม้ปัจจัยเสี่ยงหลักในภูมิภาค โดยเฉพาะความมั่นคงของช่องแคบฮอร์มุซจะยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ท่าทีของทรัมป์สะท้อนแนวทางถอนตัวเชิงยุทธศาสตร์ ที่มุ่งลดภาระของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งระยะยาว โดยเขาได้ส่งสัญญาณไปยังพันธมิตรอย่างชัดเจนว่า ประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมสงครามครั้งนี้จะต้องรับมือกับผลกระทบที่ตามมาด้วยตนเอง ผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลที่ระบุข้อความว่า "ไปหาน้ำมันของตัวเองเอาเอง" ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการลดบทบาทของสหรัฐในการดูแลเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระบุว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถรับประกันการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซได้ก่อนการประกาศภารกิจเสร็จสิ้น

ต่อมา ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ในห้องทำงานรูปไข่ว่า สงครามจะสิ้นสุดลงภายใน 2-3 สัปดาห์ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ จะไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในช่องแคบดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก

ช่องแคบฮอร์มุซมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเส้นทางที่น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียต้องผ่านเพื่อเข้าสู่ตลาดโลก หากอิหร่านยังสามารถควบคุมพื้นที่นี้ได้หลังสงคราม จะถือเป็นชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และเพิ่มอำนาจต่อรองของอิหร่านในเวทีระหว่างประเทศอย่างมาก

นักวิเคราะห์มองว่า อิหร่านอาจใช้สถานะดังกล่าวในการเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือบรรทุกน้ำมัน หรือใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจหลายประเทศ

ในฝั่งสหรัฐฯ ฝ่ายบริหารพยายามปรับกรอบการสื่อสารเกี่ยวกับผลลัพธ์ของสงคราม โดย พีท เฮกเซธ ระบุว่าสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงระบอบในอิหร่าน แม้ข้อเท็จจริงจะยังไม่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจอย่างแท้จริงเลยก็ตาม

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังกล่าวอ้างว่ามีการเจรจาที่มีความคืบหน้ากับอิหร่าน แต่ฝ่ายเตหะรานออกมาปฏิเสธ และไม่มีหลักฐานชัดเจนในเวทีสาธารณะ ส่งผลให้เกิดความคลุมเครือเกี่ยวกับแนวทางการยุติความขัดแย้ง

แรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการตัดสินใจของทรัมป์ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยในสหรัฐทะลุ 4 ดอลลาร์/แกลลอน กระทบค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

ผลสำรวจของ CNN ยังชี้ว่าคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจของทรัมป์ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 31 สะท้อนความไม่พอใจของประชาชนต่อภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเตือนว่า แม้สหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่ก็ไม่สามารถแยกตัวออกจากกลไกราคาน้ำมันโลกได้ เนื่องจากตลาดพลังงานมีความเชื่อมโยงกันในระดับสากล

ผลกระทบจากวิกฤตนี้อาจลุกลามไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบย้อนกลับมาที่สหรัฐฯ เอง โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่มีความสำคัญทางการเมืองสูง

ในมิติระหว่างประเทศ ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในกลุ่มพันธมิตร โดยเฉพาะ NATO หลัง มาร์โก รูบิโอ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตอบสนองของยุโรปว่าน่าผิดหวัง และส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ อาจทบทวนบทบาทในพันธมิตร

ประเทศในยุโรปจำนวนมากเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากแม้จะไม่ได้เข้าร่วมสงคราม แต่ก็ต้องรับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ

ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และความเป็นไปได้ของการปันส่วนพลังงาน เริ่มปรากฏในหลายประเทศ ขณะที่บางฝ่ายกังวลถึงคลื่นผู้อพยพระลอกใหม่ หากสถานการณ์ในอิหร่านเลวร้ายลง

ด้านศักยภาพทางทหาร ยุโรปยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพหากไม่มีการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แม้บางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส จะมีความพร้อมในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อพันธมิตร โดยถึงขั้นเรียก NATO ว่า "เสือกระดาษ" และอ้างว่าวลาดิมีร์ ปูติน เห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นักวิเคราะห์มองว่า นโยบายของทรัมป์สอดคล้องกับแนวคิด "America First อเมริกาต้องมาก่อน" ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ภายในประเทศเหนือพันธกรณีระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การยุติสงครามโดยไม่แก้ไขปัญหาหลัก อาจนำไปสู่ผลกระทบระยะยาว ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเสถียรภาพของระบบระหว่างประเทศ ซึ่งอาจย้อนกลับมาสร้างแรงกดดันต่อสหรัฐฯ เองในอนาคต

ในภาพรวม การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสหรัฐฯ หรือ อิหร่าน เท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังผู้คนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก ตั้งแต่เอเชีย ยุโรป แอฟริกา ไปจนถึงตะวันออกกลาง ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงในสมดุลอำนาจและเศรษฐกิจโลก

อ่านข่าวอื่น :

อัปเดตราคาน้ำมัน 2 เม.ย.หลังดีเซลปรับขึ้นลิตรละ 3.50 บาท เบนซิน 1.20 บาท

1 เดือนปิดฮอร์มุซ "อาเซียน" พลิกเกมจากตั้งรับ สู่บริหารวิกฤตพลังงานเต็มรูปแบบ

"เจนอัลฟา" กับ ปอดที่ไม่เคยบริสุทธิ์ วิกฤตฝุ่นเหนือกัดกินอนาคตชาติ