1 เดือนปิดฮอร์มุซ "อาเซียน" พลิกเกมจากตั้งรับ สู่บริหารวิกฤตพลังงานเต็มรูปแบบ

ต่างประเทศ
15:31
จำนวนผู้ชม 150
1 เดือนปิดฮอร์มุซ "อาเซียน" พลิกเกมจากตั้งรับ สู่บริหารวิกฤตพลังงานเต็มรูปแบบ
วิกฤตพลังงานโลกจากตะวันออกกลางกำลังเขย่าอาเซียนอย่างรุนแรง หลายประเทศยกระดับมาตรการสู่ "โหมดฉุกเฉิน" ทั้งการอุดหนุน ควบคุมการใช้ และเร่งหาแหล่งพลังงานใหม่ ขณะที่ผลกระทบเริ่มลุกลาม เสี่ยงเงินเฟ้อสูงควบคู่เศรษฐกิจชะลอตัวทั่วทั้งภูมิภาค

วันนี้ (1 เม.ย.2569) สงครามตะวันออกกลางทำให้ช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ส่งผลให้ "อาเซียน" ที่พึ่งพานำเข้าพลังงานสูงกว่าร้อยละ 70 เผชิญราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และขาดแคลนอุปทานเฉียบพลัน

ตั้งแต่เดือน มี.ค. ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศได้ยกเลิกมาตรการการตั้งรับ และเปลี่ยนเป็นการบริหารวิกฤตเต็มรูปแบบ โดยออกมาตรการเกี่ยวกับภาษี การอุดหนุนราคาน้ำมัน ควบคุมพฤติกรรมผู้บริโภค รับมือผลกระทบที่ลุกลามเป็นวงกว้าง ตั้งแต่ปั๊มน้ำมันว่างเปล่า สู่การยกเลิกเที่ยวบิน ภาคอุตสาหกรรมชะงัก และความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อ (Stagflation) ทั่วภูมิภาค

ข้อมูลล่าสุด 1 เม.ย.2569 ภาพรวมของอาเซียนที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกประเทศต้องเผชิญแรงกดดันร่วมกันจากเงินเฟ้อ ค่าขนส่งพุ่ง และความมั่นคงพลังงานที่สั่นคลอน IEA Southeast Asia Energy Outlook 2024 ชี้ว่าภูมิภาคนี้เคยเผชิญวิกฤตเชื้อเพลิงในปี 2022 ด้วยเงินอุดหนุนพุ่ง 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ปี 2569 รุนแรงกว่าเพราะความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้อุปทานหายไปร้อยละ 8 ของตลาดโลก

ไทย-จากอุดหนุน สู่ควบคุมทั้งระบบ

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ตอบสนองต่อวิกฤตพลังงานโลกค่อนข้างรวดเร็ว โดยเริ่มจากใช้กองทุนน้ำมันเข้าอุดหนุน แต่เมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนมีนาคม รัฐบาลได้เพิ่มมาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น เพิ่มสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์เป็น 95 วัน (จากเดิม 70 วัน) จำกัดการส่งออกน้ำมันและก๊าซชั่วคราว และรณรงค์ลดการใช้พลังงานทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง

มาตรการเชิงพฤติกรรมที่เคยสมัครใจกลายเป็นกึ่งบังคับ เช่น สั่งข้าราชการ Work from Home เต็มรูปแบบตั้งแต่ 10 มี.ค.2569 ปรับอุณหภูมิแอร์ในหน่วยงานรัฐไม่ต่ำกว่า 27 องศาเซลเซียส และห้ามใช้ลิฟต์ยกเว้นผู้สูงอายุหรือคนพิการ ทำให้การใช้ไฟฟ้าภาครัฐลดลงร้อยละ 15-20 ภายในสัปดาห์แรก

นอกจากนี้ยังส่งเสริม Biofuel และเพิ่มการใช้ถ่านหินชั่วคราวเพื่อชดเชย LNG ที่นำเข้าจากตะวันออกกลางลดลงถึงร้อยละ 40 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากนโยบายสีเขียวสู่ความมั่นคงพลังงานระยะสั้น

ในงาน MEET The Press หัวข้อ "1 เดือน วิกฤตโลก: แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม" เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2569 รัฐบาลได้ปรับนโยบายพลังงานครั้งสำคัญ โดยทยอยลดการตรึงราคาน้ำมันและปล่อยให้สะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบกว่า 38,000 ล้านบาท และมีภาระไหลออกเฉลี่ยวันละ 1,300 ล้านบาท

โดยลดการอุดหนุนจากเดิมลิตรละ 24 บาท เหลือประมาณ 16–19 บาทต่อลิตร การปรับราคานี้ไม่เพียงช่วยลดภาระงบประมาณ แต่ยังลดแรงจูงใจในการลักลอบส่งออกน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน รัฐยังส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น E20 และ B20 ที่ราคาถูกกว่าราว 5 บาท/ลิตร และเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดีเซล 14 ล้านลิตรในเดือน เม.ย. ผ่านการผ่อนคลายเงื่อนไขสำรองน้ำมันจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเสริมอุปทานในช่วงวิกฤต

ในด้านค่าครองชีพ รัฐบาลเร่งคุมราคาสินค้าโดยเพิ่มรายการสินค้าควบคุมจาก 59 เป็น 66 รายการ และเตรียมขยายเป็น 71 รายการ พร้อมเปิดโครงการ "ไทยช่วยไทย" ลดราคาสินค้ากว่า 1,000 รายการและกระจายจุดจำหน่ายธงฟ้าเคลื่อนที่ กว่า 500 จุดทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการอาหารและเกษตรกร เช่น จัดส่งวัตถุดิบราคาถูกและแก้ปัญหาปุ๋ยค้างท่าเรือ ขณะที่นโยบายเศรษฐกิจภาพรวมจะเน้นช่วยกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม เช่น คนละครึ่ง พลัส ทันทีที่ข้อจำกัดทางการเมืองและงบประมาณคลี่คลาย

ฟิลิปปินส์-โหมดฉุกเฉินเต็มรูปแบบ

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศแรกในโลกที่ประกาศ "ภาวะฉุกเฉินพลังงานแห่งชาติ" เมื่อ 24 มี.ค.2569 หลังสำรองน้ำมันลดลงเหลือเพียง 45 วัน (เบนซิน 53 วัน ดีเซล 46 วัน) รัฐบาลตั้งคณะกรรมการวิกฤตระดับชาติ จัดสรรงบฉุกเฉิน 20,000 ล้านเปโซ เพื่อนำเข้าน้ำมันจากแหล่งใหม่ รวมถึงรัสเซียและเวเนซุเอลา ซึ่งอยู่นอกพันธมิตรเดิม

มาตรการเร่งด่วนประกอบด้วยการสั่งปั๊มน้ำมันหลายร้อยแห่งปิดชั่วคราวเพื่อจัดสรรอุปทาน และยกเลิกเที่ยวบินภายในประเทศกว่าร้อยละ 30 ในเดือน เม.ย. ห้างสรรพสินค้าลดเวลาทำการเหลือ 10 ชั่วโมง/วัน

ผลกระทบลุกลามสู่สังคมอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดีเซลพุ่งร้อยละ 120 นับตั้งแต่การสู้รบเริ่ม ขณะที่ราคาอาหารและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 25–30 ส่งผลให้ภาคประมงและเกษตรกรรมที่พึ่งพาน้ำมันเครื่องเริ่มชะงักงัน

ด้านภาวะเศรษฐกิจ ธนาคารกลาง Bangko Sentral ng Pilipinas ได้ออกมาเตือนว่าแรงกดดันจากราคาพลังงานอาจกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มต้องปรับลดคาดการณ์ GDP ลงจากเดิม ท่ามกลางความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวมากกว่าที่คาด

ขณะที่นักวิเคราะห์ภาคเอกชนบางส่วนประเมินว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในไตรมาส 1 อาจเข้าสู่ภาวะหดตัว โดยมีการคาดการณ์ในช่วงประมาณร้อยละ 1 ซึ่งสะท้อนผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่ส่งผ่านจากต้นทุนเชื้อเพลิงไปยังเศรษฐกิจจริงอย่างรวดเร็ว

เวียดนาม-ลดภาษีเป็นศูนย์–เร่งหาแหล่งพลังงานใหม่

เวียดนามตอบสนองเร็วที่สุดด้วยการประกาศลดภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือร้อยละ 0 ครอบคลุมเบนซิน ดีเซล น้ำมันเครื่องบินและวัตถุดิบปิโตรเคมี มีผลตั้งแต่ 9 มี.ค. - 30 เม.ย.2569

ตามด้วยมาตรการยกเลิกภาษีสิ่งแวดล้อม สรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวระหว่าง 27 มี.ค.-15 เม.ย. ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 38 ของราคาขายปลีกน้ำมัน RON95 ทำให้รัฐสูญรายได้ 7.2 ล้านล้านดอง/เดือน (ราว 8,914 ล้านบาท) เพื่อช่วยลดภาระประชาชนและธุรกิจ อ้างอิงตามการรายงานของ Reuters

ด้านอุปทาน น้ำมันเครื่องบินนำเข้าจากจีนและไทยกว่าร้อยละ 60 ถูกกระทบจากมาตรการห้ามส่งออก ทำให้ราคาพุ่งถึง 157 ดอลลาร์/บาร์เรล รัฐบาลจึงมองหาแหล่งพลังงานใหม่พันธมิตร พร้อมมาตรการลดความต้องการใช้พลังงาน เช่น รณรงค์ประหยัดพลังงา

อินโดนีเซีย-อุดหนุนพลังงาน จำกัดการซื้อน้ำมัน

อินโดนีเซียมีแผนเร่งการนำเชื้อเพลิงไบโอดีเซลผสมร้อยละ 50 (B50) มาใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและบรรเทาแรงกดดันทางการคลังท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้น หวังช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ถึง 4 ล้านกิโลลิตรต่อปี และลดแรงกดดันค่าเงินรูเปียห์

ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเห็นชัดในภาคขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มร้อยละ 15-20 ขณะที่ภาคส่งออกได้ประโยชน์จากรูเปียห์อ่อนค่า อย่างไรก็ตาม การซื้อเวลาด้วยทรัพยากรในประเทศอาจไม่ยั่งยืน อินโดนีเซียวางแผนระยะยาวหากวิกฤตยืดเยื้อ รัฐบาลจะปรับโครงสร้างราคาและลดโควตาอุดหนุน เริ่มใช้โควตาจำกัดการซื้อน้ำมันรายวันตั้งแต่วันนี้ (1 เม.ย.) เพื่อป้องกันกักตุนและควบคุมงบประมาณ

สิงคโปร์-ลดใช้พลังงาน กระจายความเสี่ยง

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ นำเข้าพลังงานเกือบร้อยละ 100 และมีการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับราคาพลังงาน เช่น สำรองพลังงานเพื่อคงเสถียรภาพ รัฐบาลได้ออกมาพูดถึงการหาพลังงานจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่ตะวันออกกลาง และพยายามลดผลกระทบต่อผู้บริโภค

สิงคโปร์ออกมาตรการผ่าน Energy Efficiency Grant (EEG) Expansion 2026 สนับสนุนธุรกิจเปลี่ยนเครื่องจักรประหยัดพลังงานสูงสุดร้อยละ 70 สำหรับธุรกิจ SME และรณรงค์ครัวเรือนตั้งแอร์ 25 องศาเซลเซียส ลดใช้ไฟฟ้า ทำให้ช่วยลดการใช้โดยรวมไปได้ร้อยละ 12

รัฐบาลกระจายแหล่ง LNG และไฟฟ้าผ่านการเชื่อมกับมาเลเซีย-อินโดนีเซีย ขยายมาตรการการใช้โซลาร์ รูปท็อป เพื่อลดพึ่งพาแหล่งเดียว

มาเลเซีย-ตรึงราคา ใช้สถานะผู้ผลิตพลังงานพยุงเศรษฐกิจ

มาเลเซียใช้จุดแข็งในฐานะผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของภูมิภาค โดยรัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมัน RON95 ภายใต้โครงการ BUDI95 ไว้ที่ 1.99 ริงกิต/ลิตร และดีเซลที่ 2.15 ริงกิต/ลิตร สำหรับกลุ่มเป้าหมาย เช่น รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 300 ลิตร/เดือน และภาคขนส่งสินค้า ผ่านระบบอุดหนุนของรัฐ แม้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังสงครามตะวันออกกลาง

มาตรการนี้ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศและลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้ต่ำและธุรกิจขนาดกลางที่พึ่งพาน้ำมันดีเซลในการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม ภาระงบประมาณของรัฐบาลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมราว 700 ล้านริงกิต/เดือน เพิ่มเป็นเกือบ 4,000 ล้านริงกิต/เดือน (เพิ่มขึ้นกว่า 5-6 เท่า) ทำให้กระทรวงการคลังต้องพิจารณาปรับโครงสร้างอุดหนุนที่เข้มงวดมากขึ้น จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำและยานพาหนะที่จดทะเบียนถูกต้อง

ลาว-ลดวันทำงาน จำกัดการใช้พลังงาน

ลาวประกาศมาตรการฉุกเฉินทันทีหลังราคาน้ำมันพุ่ง โดยเมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 สั่งลดวันเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ (ทั้งรัฐและเอกชน) เหลือเพียง 3 วัน/สัปดาห์ (จากเดิม 5 วัน) พร้อมส่งเสริม Work from Home ในหน่วยงานรัฐทุกแห่ง ลดการเดินทางและประหยัดน้ำมัน โดยมีเป้าหมายลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลงร้อยละ 20-25 ภายในเดือนแรก

มาตรการนี้ยังรวมการจำกัดการใช้ไฟฟ้าในบางพื้นที่ โดยเฉพาะเขตอุตสาหกรรมและครัวเรือนในช่วงพีค เพื่อป้องกันการขาดแคลนไฟฟ้าที่ผลิตจากเขื่อน ราคาน้ำมันภายในประเทศพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 25-30 ภายในเวลาเพียงเดือนเดียว ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 4.5 และค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะราคาอาหารและค่าขนส่งที่ปรับตัวตาม

มาตรการจำกัดไฟฟ้าในบางพื้นที่และการรณรงค์ประหยัดพลังงานทั่วประเทศช่วยลดความต้องการใช้ได้บางส่วน แต่กลับส่งผลกระทบต่อการศึกษาเด็กนักเรียนที่ต้องเรียนออนไลน์หรือหยุดเรียนบ่อยขึ้น รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่ขาดสภาพคล่องและรายได้ลดลง หากวิกฤตยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ลาวอาจเผชิญความเสี่ยงใหญ่เพราะเป็นประเทศส่งออกไฟฟ้าไปยังไทยและเวียดนามเป็นหลัก

นักวิเคราะห์จากธนาคารโลกเตือนว่าหากไม่หาแหล่งนำเข้าน้ำมันทางเลือกเพิ่ม ลาวอาจต้องยกระดับมาตรการไปสู่การปิดโรงงานบางแห่งและจำกัดการเดินทางระหว่างจังหวัด

เมียนมา-วิกฤตซ้อนวิกฤต ขาดแคลนเชื้อเพลิง

เมียนมาเผชิญ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" ทั้งจากสถานการณ์ภายในประเทศและผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง โดยรัฐบาลทหารประกาศใช้ระบบควบคุมเติมน้ำมันด้วยคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค.2569 เพื่อจำกัดปริมาณการเติมต่อคัน รถยนต์เล็กเติมได้ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ รถใหญ่จำกัดตามขนาดเครื่องยนต์ ทำให้เกิดคิวยาวเหยียดที่ปั๊มน้ำมันทั่วเมืองใหญ่ หลายปั๊มต้องปิดชั่วคราวเพราะน้ำมันหมด

ผลกระทบลุกลามอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เกิดไฟดับเป็นระยะในหลายพื้นที่เพราะโรงไฟฟ้าขาดน้ำมันดีเซล ภาคเกษตรกรรมโดยเฉพาะชาวนาลำบากหาดีเซลสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตร บางครอบครัวต้องนอนคิวที่ปั๊มข้ามคืน เพื่อซื้อน้ำมันเพียงไม่กี่แกลลอน

นักวิเคราะห์จาก International Crisis Group เตือนว่าวิกฤตนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่อ่อนแออยู่แล้วยิ่งเปราะบาง และอาจนำไปสู่ความไม่สงบทางสังคมเพิ่มเติม แม้รัฐบาลพยายามควบคุมราคาและป้องกันการกักตุน แต่ผลคือเกิดตลาดมืดราคาสูงและประชาชนฐานรากได้รับผลกระทบหนัก หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบการผลิตข้าวและสินค้าส่งออกหลักของประเทศอย่างรุนแรง

บรูไน-รายได้พุ่งแต่ต้องบริหารความเสี่ยง

บรูไนได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูง เพราะเป็นประเทศส่งออกพลังงานในอาเซียน รายได้ที่เพิ่มขึ้นช่วยลดการขาดดุลการคลังและเพิ่มรายได้รัฐบาลให้เพียงพอสำหรับการตรึงราคาพลังงานภายในประเทศไว้ในระดับต่ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพของประชาชน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักคือเศรษฐกิจยังพึ่งพาพลังงานสูงเกินไป หากราคาน้ำมันผันผวนลงในอนาคต อาจส่งผลกระทบต่อการคลังระยะกลาง รัฐบาลบรูไนวางแผนใช้รายได้ส่วนเกินจากน้ำมันในปีนี้ ลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว และกระจายรายได้สู่ภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ตามแผนพัฒนาประเทศวาวาซานบรูไน 2035

กัมพูชา-เปลี่ยนแหล่งนำเข้าและประหยัดพลังงาน

กัมพูชาเป็นประเทศที่ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตนเองและมีสำรองน้ำมันเหลือน้อยกว่า 30 วัน ต้องเปลี่ยนแหล่งนำเข้าอย่างเร่งด่วนไปเป็นสิงคโปร์และมาเลเซีย เพิ่มปริมาณนำเข้าถึงร้อยละ 25 ในช่วงกลางเดือน มี.ค.2569 ราคาน้ำมันภายในพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 68 ดีเซลพุ่งถึงร้อยละ 4 ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันกว่า 2,000 แห่งจากทั้งหมด 6,300 แห่งต้องปิดชั่วคราวเพราะขาดสต็อก

รัฐบาลตอบสนองด้วยการยกเลิกภาษีนำเข้าและภาษีน้ำมันชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. ออกคำสั่งให้กระทรวงทุกแห่งลดการเดินทางราชการ เปลี่ยนประชุมเป็นออนไลน์ นอกจากนี้ยังเร่งผลักดันพลังงานหมุนเวียนและรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเป็นทางออกระยะยาว ลดภาษีนำเข้าอุปกรณ์ EV แผงโซลาร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าเหลือ 0% ตั้งแต่ 1 เม.ย.2569

ข้อมูล: Decree Vietnam, Philippines Emergency, IEA Outlook, Cambodia, Myanmar, Laos School Cut, Indonesia

อ่านข่าวอื่น :

พระสันตะปาปา หวังสงครามยุติ ขอให้เจรจากัน ก่อนเทศกาลอีสเตอร์

“พรรคเศรษฐกิจ” แนะทางออกลดราคาน้ำมัน หนุนนำเข้าเสรี-ลดภาษีเต็มรูปแบบ

นายกฯ ตั้ง "พิพัฒน์" นั่งประธาน กก.บริหารจัดการน้ำมันช่วงสงกรานต์

10 สส. ปชน. "ถอยหลัง" ปมจริยธรรม หลัง ป.ป.ช.เห็นชอบส่งคำร้อง "ศาลฎีกา"