ไม่ใช่แค่เรื่องระบบ! อดีต ผู้ว่าฯ รฟท. ยันอุบัติเหตุทางรางเกิดจาก "คนฝ่าฝืนกฎ"

สังคม
14:02
จำนวนผู้ชม 80
ไม่ใช่แค่เรื่องระบบ! อดีต ผู้ว่าฯ รฟท. ยันอุบัติเหตุทางรางเกิดจาก "คนฝ่าฝืนกฎ"
Botnoi Voice
อดีตผู้ว่าการ รฟท. ชี้อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ สะท้อนทั้งปัญหาวินัยจราจร ความผิดพลาดของคน และระบบความปลอดภัยที่ยังล้าหลัง เสนอให้ไทยเร่งใช้ AI กล้องอัจฉริยะ และระบบอัตโนมัติเหมือนต่างประเทศ ก่อนเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอีก

วันนี้ (19 พ.ค.2569) กรณีอุบัติเหตุรุนแรงบริเวณจุดตัดทางรถไฟที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย ดร.ประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดมุมมองเชิงลึกผ่านรายการจับตาสถานการณ์ว่า โศกนาฏกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของระบบหรือบุคคลกันแน่

ดร.ประภัสร์ ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า พฤติกรรมของบุคคลมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน รวมไปถึงเรื่องของการบริหารจัดการจราจรในภาพรวม โดยข้อเท็จจริงแล้วรถไฟจะวิ่งตามเวลาที่กำหนดไว้ชัดเจน และบริเวณจุดตัดจะมีเครื่องกั้นสัญญาณเตือนติดตั้งไว้ หากผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนเคารพและปฏิบัติตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัด อุบัติเหตุเหล่านี้ก็ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย หรือไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยซ้ำไป

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ สังคมไทยต้องยอมรับความจริงว่า อุบัติเหตุทางถนนส่วนใหญ่ มีสาเหตุหลักมาจากการไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรและขาดวินัย ซึ่งหากเราไม่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสาเหตุหลักที่ต้นเหตุนี้ ต่อให้มีความพยายามไปปรับปรุงระบบหรือองค์ประกอบอื่น ๆ อย่างไร ปัญหาเดิม ๆ ก็ยังคงดำรงอยู่และไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้

เมื่อถูกตั้งคำถามถึงความเข้มงวดในกระบวนการคัดเลือกและตรวจสอบบุคลากร โดยเฉพาะพนักงานขับรถไฟ ดร.ประภัสร์ อธิบายว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย มีกระบวนการคัดเลือกที่เป็นมาตรฐานเช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐและองค์กรขนส่งอื่น ๆ มีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ตรวจสอบโรคประจำตัว รวมถึงการตรวจหาสารเสพติดอย่างละเอียด

แต่ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่า ปัญหาสารเสพติดหรือการดื่มสุรา มักจะเกิดขึ้นภายหลังจากการเข้าทำงาน เนื่องจากบุคลากรอาจเผชิญกับมิติต่าง ๆ ของปัญหาชีวิตส่วนตัว สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดคือปัญหาการดื่มสุรา และในระยะหลังเริ่มมีปัญหายาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น

ดร.ประภัสร์ กล่าวว่า หน่วยงานด้านการขนส่งสาธารณะทุกแห่ง ที่ต้องดูแลชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ต่างก็พยายามกวดขันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวที่มีผู้โดยสารหนาแน่น จะมีการตั้งจุดตรวจความพร้อมของร่างกาย พนักงานขับรถอย่างเข้มงวด

สำหรับประเด็นที่ว่าควรเพิ่มความถี่ และความเข้มงวดมากกว่าในปัจจุบัน ที่เป็นลักษณะการสุ่มตรวจหรือไม่นั้น อดีตผู้ว่าฯ รฟท. เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับการใช้มาตรการ "สุ่มตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้า" เพราะหากแจ้งกำหนดการล่วงหน้า พนักงานที่เสพสารเสพติดก็จะหลีกเลี่ยงไม่เสพในวันที่มีการตรวจ การสุ่มตรวจจึงเป็นเครื่องมือป้องปรามที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

หากตรวจพบว่า มีสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ในร่างกาย ก็ต้องลงโทษขั้นเด็ดขาดด้วยการเลิกจ้างทันที เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ

เตือนรัฐอย่ามองระบบความปลอดภัยเป็น "เรื่องเปลืองงบ"

ในแง่ของระบบและโครงสร้าง ดร.ประภัสร์ กล่าวว่า ในปัจจุบันบริเวณจุดตัดทางรถไฟส่วนใหญ่มีอุปกรณ์กั้น ไม้กั้น และระบบอัตโนมัติคอยอำนวยความสะดวก ควบคู่ไปกับการใช้เจ้าหน้าที่ในการควบคุมไม้กั้นและส่งสัญญาณ ยืนยันความปลอดภัยให้แก่พนักงานขับรถไฟ

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีช่องโหว่ที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การที่รถจักรยานยนต์พยายามขับขี่ซิกแซกผ่านช่องว่างของไม้กั้น เนื่องจากคิดว่ารถไฟยังมาไม่ถึง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนหรือกลางวันที่ทัศนวิสัยไม่ชัดเจน ทำให้ประเมินความเร็วของรถไฟผิดพลาด นอกจากนี้ สภาพผิวจราจรบริเวณรางรถไฟที่มีลักษณะเป็นขอบนูนขึ้นมา ก็อาจทำให้ผู้ขับขี่สะดุดล้มจนเกิดอันตรายร้ายแรงได้

เมื่อถามถึงแนวทางการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบอาณัติสัญญาณอัตโนมัติ AI หรือการซิงก์ระบบคอมพิวเตอร์ระหว่างคนขับและรางมาใช้ ดร.ประภัสร์ ชี้ให้เห็นถึงตรรกะที่เป็นอุปสรรคสำคัญในระบบราชการไทย

โดยระบุว่า ในต่างประเทศ มีการใช้ระบบอัตโนมัติและกล้องตรวจจับอัจฉริยะมานานแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย เวลาที่หน่วยงานความปลอดภัยเสนอขอจัดซื้อเทคโนโลยีเหล่านี้ มักจะถูกหน่วยงานที่ดูแลด้านงบประมาณตีตกหรือปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า "ไม่สำคัญ สิ้นเปลืองงบประมาณ หรือให้ไปใช้ทางเลือกอื่นที่ถูกกว่า" เช่น การขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นการมองเพียงแค่ตัวเลขตัวเงิน แต่ไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าของชีวิตประชาชน และความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลหากเกิดอุบัติเหตุรุนแรงขึ้น

วัฒนธรรม "ดูงานแต่ไม่ทำ"

ดร.ประภัสร์ ตั้งข้อสังเกตเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำงาน ของระบบราชการไทยว่า ที่ผ่านมามีการส่งบุคลากรและเจ้าหน้าที่ไปศึกษาดูงาน ด้านเทคโนโลยีระบบคมนาคมและระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการจราจรในต่างประเทศมากมาย ทั้งในทวีปออสเตรเลีย อเมริกา และยุโรป ทุกครั้งที่ไปดูงาน ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เทคโนโลยีเหล่านั้นดีมากและประเทศไทยควรนำมาใช้งาน

แต่เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย กลับไม่มีการนำมาผลักดันหรือลงมือทำจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนของแนวคิดการแก้ไขปัญหาด้วยการลดจำนวนขบวนรถไฟ หรือการย้ายสถานีรถไฟออกไปนอกเมือง ดร.ประภัสร์ มองว่า อาจไม่ใช่ทางออกที่รอบคอบ เนื่องจากในต่างประเทศระบบรถไฟล้วนวิ่งเข้าสู่ใจกลางเมืองทั้งสิ้น

รถไฟขนส่งคนได้คราวละจำนวนมาก และได้รับสิทธิ์ในการไปก่อนรถยนต์ส่วนบุคคลตามหลักกฎหมาย การย้ายสถานีโดยไม่มีระบบขนส่งมวลชนอื่นรองรับอย่างเพียงพอ จะยิ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน และซ้ำเติมปัญหาการจราจรติดขัด ค่าน้ำมัน และมลพิษทางอากาศให้รุนแรงยิ่งขึ้นเหมือนโดมิโน

สุดท้ายนี้ ทางออกที่มีประสิทธิภาพและสามารถทำได้ทันทีคือ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ อย่างแพร่หลายในการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจัง เมื่อพบผู้กระทำผิดกฎจราจรบริเวณจุดตัดหรือบนท้องถนน ให้ระบบทำการออกใบสั่ง และจัดส่งตรงถึงบ้าน เพื่อดำเนินการปรับเงินขั้นสูงสุด

ซึ่งมาตรการนี้จะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมและดัดนิสัยคนขับขี่ ให้อยู่ในกรอบความปลอดภัยได้อย่างแน่นอน โดยไม่ต้องอ้างเรื่องคนไม่มีวินัยอีกต่อไป

รายงานโดย : น.ส.ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (นักศึกษาฝึกงาน)

อ่านข่าวอื่น :

"สุชาติ" ยกมือไหว้ รุดขอโทษสื่อ หลังปะทะคารมปมถูกจี้ถามผลโพล กกร.

ครม.เคาะ 16 ต.ค.69 เป็นวันหยุดพิเศษ เฉพาะพื้นที่ กทม. ให้หน่วยงานราชการ WFH 3 วัน

รมว.ท่องเที่ยวฯ เผย ครม.ยกเลิก “ฟรีวีซา 60 วัน” กลับไปใช้เกณฑ์เดิม