ถ้ารัฐธรรมนูญบัญญัติให้ "นับแต่วันที่ได้รับเรื่องไว้" คือการลงมติ "รับคำร้อง" 18 พ.ค.2569 ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วัน (นับแล้วก็จะครบวัน) "18 ก.ค.2569" โดยหลังรับคำร้องไว้ ให้เวลา 7 วัน สำหรับ ครม.ส่งคำชี้แจงการ ตราพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท จากนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดประชุมนัดแรก เพื่อวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ "4 มิ.ย." นี้
ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ รับคำร้องแล้ว กรณี 133 สส.พรรคฝ่ายค้าน หรือ สส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาฯ ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งให้วินิจฉัย
พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ปี 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ผลการพิจารณาข้อเท็จจริง ตามคำร้องและเอกสารประกอบแล้ว เห็นว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ประกอบ มาตรา 7 พระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2561
จึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา-วินิจฉัย จึงแจ้งให้ผู้ร้องทราบ และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา มีคำสั่งให้ ครม. จัดทำคำชี้แจง ตามประเด็นที่กำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งกลับภายใน 7 วัน
ทั้งนี้นับจากวันนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีนัดประชุมครั้งถัดไป เต็มองค์คณะ 9 คน ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ ซึ่งหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องแล้ว ตามวิธีการพิจารณาของศาล จะต้องวินิจฉัยให้แล้ว เสร็จภายใน 60 วัน นับจากวันมีมติ รับคำร้องไว้ 18 พ.ค. ก็ต้องแล้วเสร็จก่อน 18 ก.ค.2569
จากที่นายกรัฐมนตรีบอกไว้ "มาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าไม่มั่นใจก็คงไม่ออกพระราชกำหนดมาตั้งแต่แรก" แล้วรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ก็มาย้ำอีกว่า การตราพระราชกำหนด รัฐบาลคำนึงถึง "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ" แล้ว ล่าสุดเมื่อวานนี้ ผลการประชุมวิปรัฐบาล ก็เห็นตรงกัน พร้อมน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้ "วิตกกังวล" อะไร
ในทางนิตินัยพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว ซึ่งมีแผนงาน 2 ส่วนด้วยกัน
โดยส่วนแรกขับเคลื่อนกันไปแล้ว วันนี้จะประกาศเพิ่มเติมอีก สำหรับมาตรการช่วยเหลือเยียวยา 2 แสนล้านบาทแรก กับไทยช่วยไทยพลัส คนละครึ่ง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งคือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาทหลัง
และส่วนหลังนี้ที่จะถูกหยิบไปตีความ "ความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ตามคำร้องของ สส.พรรคฝ่ายค้าน ที่เห็นต่างออกไป จะพรรคประชาชน หรือพรรคประชาธิปัตย์ ดูจะตั้งคำถามไว้ตรงกันว่าเป็นแผนระยะยาวไหม
และจากคำร้องจึงเป็นข้อสังเกตถึงการคาดการณ์ คำวินิจฉัยศาลฯ ทางแรกหากผลออกมา "เป็นลบ" คือ ขัดมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ "ทั้งฉบับ" จะส่งผลให้พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท "ตกไป" และไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น
แนวทางที่ 2 เป็นไปได้ที่ผลจะออกมา "เฉพาะส่วน" แนวโน้มอาจหมายถึง (2 แสนล้านบาทส่วนหลัง) ซึ่งเป็นไปตามคำร้องที่ชี้จุดไปที่ "การสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ" ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ส่วนทางสุดท้าย หากผลออกมา "เป็นบวก" คือ คำวินิจฉัยศาลฯ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าออกมาแบบนี้ ใช่แค่อำนวยความสะดวกในการเดินหน้าแผนและโครงการต่างๆ แต่ยังหมายถึง ทางสะดวก ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาด้วยไหม
ถึงเวลานี้ทางเดียวที่รัฐบาล ทำได้ คือเดินหน้าแผนงาน ตามที่วางไว้ใน พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ส่วนอีกทางหนึ่งก็คือ การชี้แจงประเด็นที่ศาลฯ กำหนด แม้จะมั่นใจในการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ แต่ก็ไม่ก้าวล่วงคำวินิจฉัย และพร้อมจะน้อมรับ
ตามมาตรา 173 รัฐธรรมนูญ "วรรคท้าย" ไม่ได้บัญญัติไว้ กรณีศาลฯ วินิจฉัยชี้ขาดว่า พระราชกำหนด "ชอบ" ด้วยรัฐธรรมนูญ จะต้องใช้เสียงโหวตเท่าไร แต่บัญญัติไว้ว่า ถ้าจะชี้ขาดว่าพระราชกำหนด "ไม่ชอบ" ด้วยรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลฯ ต้องมีคะแนนเสียง "ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3" ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ (2 ใน 3 ของ 9 คน) จะ 6 ต่อ 3 หรือ 7 ต่อ 2 หรือ เอกฉันท์ก็ได้
แต่กรณีมติ "ชอบด้วยกฎหมาย" แค่ 5 ต่อ 4 ก็จบแล้ว
รายงาน : เสาวลักษณ์ วัฒนศิลป์ บรรณาธิการข่าวการเมือง ไทยพีบีเอส
อ่านข่าว :
ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้อง "สส.ฝ่ายค้าน" ขอให้วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
นายกฯ มั่นใจออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นไปตามเจตนารมณ์ รธน.
รบ.เดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน "ภราดร" เผย ภท.ถกร่างแก้ รธน. 19 พ.ค.
