ชาวเซอร์เบียฮือต้านจับ พล.อ.มลาดิซ
บุตรชายเผยหลังเข้าเยี่ยม พล.อ.รัตโก้ มลาดิซในเรือนจำกรุงเบลเกรดว่า บิดาปฏิเสธข้อกล่าวหาบงการสังหารหมู่ชายชาวมุสลิมในเมืองเซเบรนิก้า ซึ่งมีทั้งเด็ก และผู้ใหญ่กว่า 8,000 คนในช่วงสงครามบอสเนียระหว่างปี 2535-2538 โดยบุตรชาย พล.อ.มลาดิซยังอ้างด้วยว่า ที่จริงแล้วบิดาเป็นผู้ช่วยชีวิตผู้หญิง เด็ก และทหารไว้ได้จำนวนมาก ส่วนการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ไม่เกี่ยวกับบิดาของตนเอง
ขณะนี้ครอบครัว พล.อ.มลาดิซพยายามทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ พล.อ.มลาดิซถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่ศาลพิเศษของสหประชาชาติในกรุงเฮกของเนเธอร์แลนด์
โดยทนายความของ พล.อ.มลาดิซเผยว่า จะใช้เรื่องสุขภาพเป็นข้ออ้างสำคัญ เนื่องจาก พล.อ.มลาดิซ ซึ่งมีอายุ 69 ปีมีปัญหาด้านสุขภาพจิตรุนแรงจนไม่อาจเข้ารับการพิจารณาคดีได้ ทนายความพล.อ.มลาดิซ เผยว่าเพื่อถ่วงเวลาการส่งตัวออกไปให้นานที่สุด วันนี้จะยื่นคำคัดค้านผลตรวจของแพทย์ที่ตั้งโดยศาล ซึ่งสรุปว่า พล.อ.มลาดิซสามารถเข้ารับการพิจารณาคดีได้ โดยจะขอให้ศาลใช้แพทย์อิสระเข้าวินิจฉัยสุขภาพ พล.อ.มลาดิซอีกรอบ ซึ่งคำขอนี้จะส่งทางไปรษณีย์ เพราะจะยืดเวลาการพิจารณาส่งตัวของศาลจากวันนี้ออกไปเป็นวันพรุ่งนี้
ขณะที่การบุกจับกุม พล.อ.มลาดิซครั้งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวเซอร์เบียจำนวนมาก เนื่องจากเห็นว่า พล.อ.มลาดิซเป็นวีรบุรุษของชาวเซิร์บ โดยผู้ประท้วงหลายพันคนได้ปะทะกันกับตำรวจในกรุงเบลเกรด แต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือถูกจับกุม ทั้งนี้ ตำรวจเซอร์เบียกว่า 3,000 นายต้องเข้าอารักขาสถานที่สำคัญ รวมถึงสถานทูตต่างชาติ
ส่วนในเมืองคาลิโนวิค ซึ่งเป็นเมืองขนาดเล็กทางตะวันออกของบอสเนีย ผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาต่อต้านการจับกุม พล.อ.มลาดิซ ทั้งนี้ผู้ประท้วงประณามประธานาธิบดีบอริส ทาดิซ ว่าทรยศต่อเพื่อนร่วมชาติชาวเซิร์บไปเข้าข้างชาติตะวันตก ด้วยการสั่งจับ พล.อ.มลาดิซ
ขณะเดียวกัน ชาวเซิร์บจำนวนหนึ่งได้เดินทางมารวมตัวที่บ้านเกิดของ พล.อ.มลาดิซ ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านโบซานีซี หมู่บ้านห่างไกลบนยอดเขาทางตะวันออกของบอสเนีย โดยผู้ที่มารวมตัวกันประกาศสนับสนุนเคียงข้าง พล.อ.มลาดิซ
