สัญญานดีผู้บริโภคชาวอเมริกันมั่นใจออกมาจับจ่ายซื้อสินค้ากันมากขึ้น
นางสมจินต์ เปล่งขำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตัวเลขยอดค้าปลีกในเดือนธันวาคมที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ คือร้อยละ 0.5 โดยในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาได้มีการคาดการณ์อัตราขยายตัวของยอดค้าปลีกเดือนธันวาคมไว้เพียงร้อยละ 0.4 เท่านั้น ตามข้อมูลค้าปลีกของเดือนพฤศจิกายนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3
นักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดการณ์กันว่ามูลค่าการขายสินค้าจะเพิ่มสูงขึ้นเพียงร้อยละ 0.2 เท่านั้น แต่ปรากฏว่าเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 4.7 เทียบกับธันวาคม 2554 และเมื่อดูทั้งปี 2555 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 ซึ่งแรงกระตุ้นอาจมาจากการจับจ่ายใช้สอยในช่วงสิ้นปี
การขายที่สำคัญ (ไม่รวมรถยนต์ น้ำมันและวัสดุก่อสร้าง) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 0.5 และ 0.6 ในเดือนธันวาคม แสดงว่าผู้บริโภคเริ่มออกมาจับจ่ายซื้อสินค้ากันมากในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี จึงทำให้ในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมมีอัตราขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาราคาสินค้าผู้ผลิต (Producer Price) ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม เนื่องจากราคาสินค้าอาหารที่ลดลง กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกาเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (Seasonal Adjusted Producer Price Index: PPI) ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ลดลงร้อยละ 0.2 ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ได้ออกมาคาดการณ์ว่าราคาสินค้าที่ฟาร์ม โรงงานและโรงกลั่นก็น่าจะลดลงอยู่ที่ร้อยละ 0.1 เช่นกัน
ถึงแม้ว่าราคาสินค้าอาหารลดลงอย่างมากถึงร้อยละ 0.9 ในช่วงเดือนธันวาคม แต่ราคาขายส่งของสินค้าอาหาร (Volatile Food) และพลังงานกลับมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 0.1 ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์และผลจากการเพิ่มขึ้นทางด้านราคาอาจส่งผลให้เกิดภาวะอัตราเงินเฟ้ออย่างอ่อนๆ ทำให้รัฐบาลยังคงมีพื้นที่หายใจก่อนการนำนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Easy-Money Policies) มาใช้กระตุ้นระบบเศรษฐกิจ ซึ่งการลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาโดยรวมในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทำให้อัตราเงินเฟ้อ อยู่ที่ร้อยละ 1.3
นางสมจินต์ กล่าวเสริมว่า ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปริมาณสินค้าคงคลังของธุรกิจเพิ่มขึ้นจำนวนไม่มากนัก เพราะ ยอดจำหน่ายสินค้าเพิ่มสูงขึ้น อันจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าสินค้าคงคลังจะไม่เพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสที่ 4 สินค้าคงคลังเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 0.3 หรือประมาณ 1.62 ล้านล้านดอลล่าร์ เป็นการเพิ่มขึ้นที่ใกล้เคียงกับเดือนตุลาคม ซึ่งการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังในเดือนพฤศจิกายนเป็นไปตามการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้สินค้าคงคลังของรถยนต์เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 หลังจากการขยายตัวในเดือนตุลาคม ที่ร้อยละ 0.8
