รัฐบาลย้ำเดินหน้าคุยบีอาร์เอ็นรอบ 3 แม้จะมีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการสมช.หรือไม่ก็ตาม
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. กล่าวยืนยันว่า ในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ จะเดินทางไปพูดคุยกับแกนนำกลุ่มขบวนการปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ประเทศมาเลเซียอย่างแน่นอน เพราะไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงใด ๆ ถึงแม้ว่า ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี จะมองว่าเป็นวิธีการที่ไม่ได้ผล จากการพูดคุยมา 2 รอบ ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสภาพว่าคนที่คุยด้วยนั้นเป็นกลุ่มใด สามารถสื่อสารกับฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่ได้จริงหรือไม่ จึงยอมรับว่าไม่อาจทำให้เกิดความสงบได้ทันที
อย่างไรก็ตาม หากร.ต.อ.เฉลิม เห็นว่าควรจะทบทวนการพูดคุย ก็พร้อมจะปฏิบัติตาม แต่ยืนยันว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นที่กำลังพูดคุยกับรัฐบาลอยู่นี้ คือ กลุ่มใหญ่ที่สุดที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่
โดยในวันที่ 13 มิถุนายน นอกจากจะพูดคุยในประเด็นการลดเหตุความรุนแรงแล้ว ยังจะสอบถาม นายฮัสซัน ตอยิป และกลุ่มบีอาร์เอ็น ถึงความรุนแรงในพื้นที่ระหว่างที่มีการเจรจาเป็นฝีมือของใคร ส่วนกรณีจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติก็เชื่อว่า จะไม่กระทบต่อนโยบายการพูดคุยสันติภาพ เพราะการพูดคุยเจรจาถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ การทำหน้าที่จึงเป็นไปตามปกติ
ด้านพล.ต.ชรินทร์ อมรแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมคณะพูดคุยสันติภาพ เมื่อ 29 เมษายน ที่ผ่านมา เปิดเผยถึงกรณีหากมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลเลขาธิการ สมช. ว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบใดๆ เพราะทางกองทัพภาคที่ 4 เป็นฝ่ายปฏิบัติงาน ดังนั้น ไม่ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่ง ทางกองทัพภาคที่ 4 ก็พร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว ส่วนในการพูดคุยสันติภาพ 13 มิถุนายนนี้ กรอบและรูปแบบทางสมช.ยังไม่เรียกประชุม คาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 10 มิถุนายน จึงจะรู้ว่าคณะที่ไปพูดคุยมีใครบ้าง หรือใช้ชุดเดิมทั้งหมด รวมถึงจะได้ทราบทิศทางในการพูดคุยครั้งต่อไปด้วย
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการเจรจารอบใหม่ เนื่องจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เหตุความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีตัวเลขที่สูง ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเป็นฝ่ายรุก และเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น เพราะว่าข้อเรียกร้องและเงื่อนไขที่เสนอมาไม่ได้อยู่ในข้อตกลงที่ลงนาม ซึ่งควรจะชะลอและใช้วิธีคุยกันนอกรอบ ซึ่งให้คณะเล็กกำหนดกติกา โดยเฉพาะเรื่องการลดความรุนแรงในพื้นที่แล้วจึงเจรจากันในคณะใหญ่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าให้ยุติการเจรจา
