
" id="news_tpbs_images" title="" src="http://news.thaipbs.or.th/sites/default/files/news06062013/174894-imagejpeg-256970.jpg
เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเผยผลประชุมหน่วยงานความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเพิ่มความปลอดภัยพื้นที่จุดเสี่ยงชายแดนภาคใต้ พร้อมปรับปรุงเส้นทางคมนาคม
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นในการเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการเร่งด่วน การปรับปรุงเส้นทางคมนาคมต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงให้มีความลอดภัยมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีการสรุปงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการ แต่ได้มอบให้สำนักงบประมาณประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ และเสนอกลับเข้ามายังศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) เพื่อรายงานนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังไม่มีแผนที่จะเดินทางลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงนี้
ส่วนที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเสนอรูปแบบการปกครองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นแบบอิสระนั้น ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการแทรกแซงภายในของไทย และแนวทางนี้ก็ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญไทย ไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดน แต่เป็นการเสนอรูปแบบการปกครองลักษณะพิเศษ ตามอัตลักษณ์ที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้ก็มีการศึกษาลักษณะการปกครองในพื้นที่ 4-5 รูปแบบ ที่อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นของประชาชนและการศึกษาของสถาบันการศึกษา ซึ่งไทยก็มีการปกครองท้องถิ่น เช่น กทม., พัทยา หรือ แม้แต่ศอ.บต.ก็ถือเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นลักษณะหนึ่ง และเชื่อว่าเป้าหมายสุดท้ายในการแก้ปัญหาก็จะต้องอยู่ที่รูปแบบการปกครองที่เหมาะสมในพื้นที่ด้วย
เลขาธิการสมช.ยังกล่าวถึง เหตุความไม่สงบล่าสุดที่อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส วานนี้ (5มิ.ย.56) เป็นการสร้างสถานการณ์ โดยไม่ได้มุ่งหวังต่อชีวิต ทั้งนี้ กลุ่มผู้ก่อเหตุยังมุ่งเป้าที่ไปที่ข้าราชการ แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลาที่จะก่อเหตุได้ ดังนั้นจึงจะต้องเพิ่มมาตราการในการดูแลความปลอดภัยให้มากขึ้น
ส่วนกรอบการพูดคุยกับบีอาร์เอ็น วันที่ 13 มิ.ย.นั้น นายกรัฐมนตรีจะรอฟังสรุปรายงานจากคณะทำงาน ขณะที่กรณีตำแหน่งเลขาธิการสมช.ขณะนี้อยู่ในกระบวนการตามกฎหมายที่คณะทำงานจะเสนอความเห็นให้กับนายกรัฐมนตรี ยืนยันส่วนตัวไม่มีปัญหาในการทำงาน ยังปฏิบัติงานต่างๆตามปกติ และท้ายที่สุดการดำเนินการใด ๆ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี