ลอบสังหารน้องชายประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน
สหรัฐฯ แถลงว่าการลอบสังหารน้องชายประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ นับเป็นการทำลายโอกาสและความพยายามทำให้ภาคใต้ของอัฟกานิสถานซึ่งเป็นสถานที่กำเนิดและฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธตอลีบันเกิดความสงบสุข โดยกลุ่มตอลีบันได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบ
นายอาห์เหม็ด วาลี คาร์ไซ เป็นน้องชายต่างมารดาของประธานาธิบดีฮาร์มิด คาร์ไซ โดยมีตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกันดาฮาร์ สถานที่กำเนิดและฐานที่มั่นหลักของกลุ่มติดอาวุธตอลีบัน ซึ่งสหรัฐฯ เพิ่งทุ่มกำลังทหารเข้าปราบปราม โดยการเสียชีวิตด้วยวัย 50 ปีครั้งนี้เกิดขึ้นในเวลาสายของเมื่อวาน (12 ก.ค.)
พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนตัวหรือบอดี้การ์ดของนายวาลี คาร์ไซ ทำทีว่าจะนำเอกสารเข้าไปให้เซ็นที่บ้าน แต่เมื่อนายวาลี คาร์ไซออกมา กลับใช้ปืนอาก้ายิงเข้าที่ศีรษะและหน้าอก รวม 2 นัด ทำให้นายวาลี คาร์ไซเสียชีวิตทันที แต่บอดี้การ์ดอีกคนที่ประสบเหตุก็ได้ยิงมือสังหารเสียชีวิตในที่เกิดเหตุเช่นกัน
นายวาลี คาร์ไซ นับเป็นผู้ทรงอิทธิพลภายในรัฐบาลของประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซ ซึ่งเป็นพี่ชาย โดยก่อนที่จะหันมาร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อกำจัดกลุ่มตอลีบันในจังหวัดกันดาฮาร์ นายวาลี คาร์ไซเคยสร้างความมั่งคั่งและสะสมบารมีให้ตัวเองมาจากธุรกิจมืด ทั้งค้าฝิ่นและค้าอาวุธ ซึ่งในตอนแรกสหรัฐฯ ก็ไม่ไว้วางใจ แต่ต่อมากลับให้ความเชื่อถือเป็นอย่างยิ่ง
โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาแสดงความเสียใจและประณามการลอบสังหารครั้งนี้ว่า ไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม รวมทั้งเชื่อตามที่กลุ่มตอลีบันออกมาอ้างว่าเป็นผู้บงการ
การลอบสังหารนายวาลี คาร์ไซ ครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซจะร่วมกันแถลงข่าวกับประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซีของฝรั่งเศส โดยประธานาธิบดีคาร์ไซระบุว่า รู้สึกเจ็บปวดเหมือนกับชาวอัฟกานิสถานทุกคน ที่น้องชายต้องมาสละชีวิตเพื่อความสงบสุขและสันติภาพของประเทศ
นายวาลี คาร์ไซ ยังนับได้ว่าเป็นจุดด่างที่สุดในเรื่องการคอร์รัปชั่นภายในรัฐบาลของพี่ชาย และมีเสียงเรียกร้องให้ปลดออกอย่างต่อเนื่อง แต่ประธานาธิบดีฮามิด คาร์ไซกลับปกป้องน้องชายมาตลอด พร้อมทั้งท้าว่า ถ้าผู้กล่าวหามีหลักฐานก็ให้นำออกมาแสดง แต่ก็ไม่เคยมี
