แจกเงินดิจิทัล 10,000 โจทย์ใหม่ โจทย์ใหญ่ รัฐบาลเพื่อไทย

เศรษฐกิจ
13:22
จำนวนผู้ชม 4,582
แจกเงินดิจิทัล 10,000 โจทย์ใหม่ โจทย์ใหญ่ รัฐบาลเพื่อไทย
Botnoi Voice

โจทย์ใหม่ และโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาลเพื่อไทย ภายใต้การนำของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ต้องพบและเลี่ยงไม่ได้ คือ การนำงบประมาณจำนวน 5.6 แสนล้านบาท มาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ประเทศตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ คือ การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งแน่นอนว่า มีทั้งผลดี-ผลเสีย

แต่ประเด็นสำคัญ จะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าด้านการใช้งบประมาณโดยต้องมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย และแหล่งที่มาของงบประมาณ

ภาพประกอบข่าว แจกเงินดิจิทัล 10,000 โจทย์ใหม่ โจทย์ใหญ่ รัฐบาลเพื่อไทย

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง วิเคราะห์ว่า แจกเงินดิจิทัลหากทำจริงมีข้อเสีย คือ การเพิ่มภาระงบประมาณ และซ้ำเติมหนี้สิน ส่วนข้อดีคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ 

หากจะทำต้องดูงบประมาณประเทศควบคู่ไปด้วย ปัจจุบันวงเงินจากงบฯ ปี 2567 เพิ่มจากงบปี 2566 อยู่ที่ 3.1 ล้านล้านบาท จำนวนนี้ 20 % เป็นงบลงทุน คิดเป็นเงินประมาณ 7 แสนล้านบาท ที่เหลือกว่า 76 % จะเป็นเป็นงบประมาณประจำ

นโยบายการแจกเงินดิจิทัล เป็นเพียงการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย กระตุ้นความต้องการในระยะสั้น นโยบายนี้อาจเป็นความเสี่ยงที่กระทบทางการคลัง เนื่องจากเม็ดเงินที่จะนำมาใช้ในนโยบายดังกล่าว สูงกว่า 5 แสนล้านบาท ขณะเดียวกัน มีคำถามว่า วิธีการหาเงินจะมาจากแหล่งใด เงินตัวนี้ไปกระทบกับเงินงบประมาณรายจ่ายอื่น ๆ หรือไม่

ภาพประกอบข่าว แจกเงินดิจิทัล 10,000 โจทย์ใหม่ โจทย์ใหญ่ รัฐบาลเพื่อไทย

รศ.ดร.สมชาย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย มั่นใจว่า มาตร การนี้จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นแน่นอน เม็ดเงินจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้หลายล้านล้านบาท โดยจะทำให้สำเร็จภายใน 6 เดือน

แต่ปัญหาคือแม้จะทำได้ แต่จะส่งผลกระทบเสถียรภาพทางการคลัง และกระทบหลายนโยบายเดิมที่รัฐบาลชุดเก่าทำไว้แล้วหรือไม่ และที่คาดหวังว่าเงินส่วนนี้จะเป็นรายได้สร้างภาษีกลับมาเข้ารัฐนั้นตอบโจทย์อย่างที่ตั้งเป้าไว้ หรือไม่

และเชื่อว่าเพื่อไทยอาจไม่ได้จบแค่เงินดิจิทัล 10,000 แต่ยังมีโยบายอื่น ๆ ที่จะนำมาแจกจ่ายภายใต้งบประมาณจำกัด สร้างปัญหาหนี้รวมถึงสเถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลัง

ภาพประกอบข่าว แจกเงินดิจิทัล 10,000 โจทย์ใหม่ โจทย์ใหญ่ รัฐบาลเพื่อไทย

นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า สำหรับรัฐบาลผสม ทุกพรรคการเมืองที่เข้าร่วมแต่ละพรรคมีนโยบายไม่ต่างกัน คือ ลด แลกแจก แถม การแจกเงินดิจิทัล มีข้อกังวลและน่าเป็นห่วงว่า จะสร้างปัญหาซึ่งไทยไม่เคยเห็นมาก่อน

หากมีปัญหาเรื่องขีดความสามารถในการแข็งขันลดลง แต่ถ้าบริหารไม่ดี จะเพิ่มปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการคลังแล้ว จะทำให้เศรษฐกิจไทยใกล้เคียงกับลาติอเมริกา อาเจนตินาอีกด้วย

การเมืองฉุดเศรษฐกิจขยายตัวช้า

รศ.ดร.สมชาย กล่าวอีกว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัวช้ามาก ครึ่งปีแรกขยายตัวแค่ 2.2 % ในไตรมาส 2 ขยายตัวต่ำลงมาเหลือ 1.8 % โดยในไตรมาสแรกขยายตัวอยู่ที่ 2.6 – 2.7 ซึ่งผิดคาดที่ว่าในไตรมาส 2 จะขยายตัวได้ถึง 3 % ซึ่งมาจากหลายปัจจัยหนึ่งในนั้น คือ "เรื่องปัญหาทางการเมือง"

หากมองประโยชน์ระยะสั้นไทยจำเป็นจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ขยายตัวอย่างน้อยที่สุดปีนี้ 3% โดยมีมาตรการร่วมกับเอกชนโดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ และกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ

สำหรับงบประมาณเก่าที่จะกำลังหมดลง รัฐบาลสามารถกระตุ้นได้เนื่องจากยังมีงบลงทุน ของรัฐวิสาหกิจ และบริษัทมหาชน ขณะที่โครงการต่าง ๆ ที่มีการเบิกจ่ายยังไม่ครบต้องกระตุ้นให้มีโครงการในลักษณะนี้ขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีแรกไทยมีปัญหาเรื่องการส่งออก ติดลบ 5% กว่า ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็ขยายตัวช้าลง หากมีการเพิ่มความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยขยายไปตลาดใหม่ ๆ เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา เอเซียกลาง ยุโรป หากเราทำงานหนักขึ้น ในการขยายสัดส่วนนี้จะเป็นตัวช่วยเสริมได้

หนี้สาธารณะวิกฤต อยู่ในช่วงปริ่มน้ำ

รศ.ดร.สมชาย กล่าวว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทย อยู่ในระดับสูงที่ 61% ต่อจีดีพี ซึ่งอยู่ในลักษณะที่ปริ่มน้ำ และหนี้สาธารณะไม่ควรเกิน 60% ก่อนหน้านี้ เคยมีการขยายเพดานหนี้ จาก 60% เป็น 70% ต่อจีดีพี เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 แต่ปัจจุบันเหตุการณ์คลี่คลายแล้ว หนี้สาธารณะจึงไม่บานปลาย

หากมีการขยายเพดานเกิดจากความจำเป็น หรือก่อหนี้เพิ่ม ไม่ควรทำแล้ว เพราะจะไปกระทบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะสั้นนั้น ต้องคำนึงถึงเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งอาจทำได้หากไม่ก่อหนี้ สามารถพัฒนาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้ขยายตัวดีขึ้น รายได้สูงขึ้น เก็บภาษีได้มากขึ้น

รศ.ดร.สมชาย ย้ำว่า การพัฒนาประเทศ ควรคู่ขนานไปกับนโยบายเชิงโครงสร้างและพัฒนาความสามารถ ด้านการแข่งขัน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง อัตราการเติบโตของประเทศไทย ขยายตัวแค่ 3%

ขณะที่ อาเซียน เฉลี่ย 5 % ที่เป็นแบบนี้เพราะส่วนหนึ่งพบว่าไทยมี "ค่าแรงสูงขึ้น" สวนทางกับฝีมือการทำงานที่ยังเท่าเดิม สู้ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ เช่น เวียดนาม ที่ฝีมือแรงงานดีกว่าไทย ขณะที่ค่าแรงถูกกว่า

ภาพประกอบข่าว แจกเงินดิจิทัล 10,000 โจทย์ใหม่ โจทย์ใหญ่ รัฐบาลเพื่อไทย

หนี้ครัวเรือนหนัก รายได้ไม่พอรายจ่าย

นอกจากนี้ รศ.ดร.สมชาย ยังตั้งข้อสังเกตว่า การที่รัฐบาลชุดใหม่นำเสนอนโยบาย แรงงานขั้นต่ำ 600 บาท ปริญญาตรี 25,000 บาท จะยิ่งเป็นปัญหาเพราะทำให้ขีดความสามารถไทยแย่ลง ต้นทุนสูงขึ้น

และต้องตอบคำถามว่าจะทำอย่างไร หากจะพัฒนาเรื่องค่าแรงและทักษะแรงงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานอย่างเดียวอาจยังไม่พอ จึงต้องทำให้เหมาะสม

เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ กำลังใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ซึ่งปัจจุบันยังทำได้ไม่เต็มที่ และเป็นเรื่องที่ต้องทำคู่ขนานกันไป

ส่วนประเด็นหนี้ครัวเรือนก็มองข้ามไม่ได้ คือ หนี้ครัวเรือนตอนนี้ 91% หรือประมาณ 15 ล้านล้านบาท อาจจะมีปัญหารายได้ไม่พอจ่าย ดังนั้นในระยะสั้นอาจต้องหาวิธีการมาช่วย ส่วนระยะกลางและระยะยาว อาจเป็นในเรื่องการลดดอกเบี้ย โดยเข้าไปช่วยให้เขามีขีดความสามารถ เลี้ยงตัวเองได้ อาจต้องใช้เวลา แต่อย่างน้อยที่สุดเริ่มดำเนินมาตรการ เป็นจุดเริ่มต้นให้เห็นโครงสร้างว่ากำลังทำอยู่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดเงื่อนไข "เงินดิจิทัล" เพื่อไทยแจก 10,000 บาท

เพื่อไทย แจงไม่มีแอปฯ "เงินดิจิทัล 1 หมื่น" เริ่มใช้ครึ่งปีแรก 2567