ครม.นัดแรกมีทั้งเสียงเฮและผิดหวัง

การเมือง
18:30
จำนวนผู้ชม 378
ครม.นัดแรกมีทั้งเสียงเฮและผิดหวัง
ทันที่จบสิ้นด่านแถลงนโยบายต่อรัฐสภา รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน จัดประชุม ครม.นัดแรกทันที ท่ามกลางความคาดหวังของผู้คน หลังจากแกนนำใน ครม.จากพรรคเพื่อไทย คุยแจกแจงไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะเดินหน้าหลายโครงการที่หาเสียงไว้ทันที

ทั้งการลดค่าไฟฟ้า ลดราคาน้ำมันดีเซล เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ซึ่งล่าสุด มติครม.ให้ความเห็นชอบตามนั้น โดยค่าไฟฟ้าให้เหลือ 4.10 บาทต่อหน่วย จากเดิมหน่วยละ 4.45 บาท เริ่มในรอบบิลเดือนกันยายนเป็นต้นไป ส่วนน้ำมันดีเซล ลดให้ราคาไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการฟรีวีซ่า สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักและเป้าหมายหลักของการท่องเที่ยวไทย พร้อมนักท่องเที่ยวจากประเทศคาซัคสถาน เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.2566 ถึง 29 ก.พ.2567

ส่วนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้มอบให้ นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานศึกษาแนวทางการทำประชามติ โดยใช้แนวทางของรัฐสภาหารือรูปแบบการแก้ไขและการทำประชามติ

เท่ากับมติ ครม.ที่ออกมา แทบไม่มีอะไรแตกต่างไปจากที่มีการคาดการณ์ก่อนหน้านี้เลย ยกเว้นประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญจากเดิมให้เดินหน้าตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.ทันที กลายเป็นถอยหลังกลับไปตั้งกรรมการศึกษา และเสนอเรื่องตามขั้นตอนเข้าสู่การพิจารณาของสภา ซึ่งจะใช้เวลานานกว่าที่คาดหมาย

สำหรับการลดค่าไฟฟ้าเหลือหน่วยละ 4.10 บาท ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้เคยมีข้อเสนอ และถกเถียงกัน ให้ลดค่าไฟฟ้าในอัตรานี้มาแล้วแต่มีเสียงคัดค้าน ตัวเลขจึงยังคงเป็นที่หน่วยละ 4.45 บาท

ภาพประกอบข่าว ครม.นัดแรกมีทั้งเสียงเฮและผิดหวัง

ประกอบกับปัญหาใหญ่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) คือเรื่องหนี้สิน หากรัฐเจรจากับ กฟผ. (ปัจจุบัน กฟผ.รับภาระค่าเอฟทีให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไปก่อนประมาณ 1.5 แสนล้านบาท) หากมีการขอชะลอคืนหนี้ดังกล่าวออกไปได้ จะช่วยให้ค่าไฟฟ้างวดเดือนก.ย.ถึงธ.ค.นี้ ลงมาอยู่ที่ 4.10-4.20 บาทต่อหน่วยได้

แต่หากชะลอหนี้ไม่ได้ รัฐต้องใช้งบประมาณเข้ามาอุดหนุนอย่างน้อย 15,000 ล้านบาท จึงเป็นเงื่อนไขและปัจจัยประกอบสำคัญสำหรับลดค่าไฟฟ้าดังกล่าว

ส่วนเรื่องลดราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรนั้น ก่อนหน้านี้ ในการประชุมครม.รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 14 มี.ค.2566 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 5 บาท เป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. - 20 ก.ค.2566 เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้น

จนเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และความเป็นอยู่ของประชาชนจากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนจากสงครามยูเครน อยู่ก่อนแล้ว

ขณะที่ มติครม.ได้เห็นชอบปรับวิธีจ่ายเงินเดือนข้าราชการ เป็นเดือนละ 2 ครั้ง เริ่ม 1 ม.ค.2567 เพื่อหวังบรรเทาทุกข์ของข้าราชการ ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องกู้ยืมเงินนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเพียงมาตรการที่เอื้อประโยชน์ต่อข้าราชการเท่านั้น ไม่ได้มีมรรคผลใด ๆ ต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

คนส่วนใหญ่ที่ทุกข์ร้อนเหล่านี้ ให้ความสำคัญและรอคอยความชัดเจนไปยังเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต คนละ 1 หมื่นบาทมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และจะมีส่วนช่วยลดความเดือดร้อนในการครองชีพขณะนี้มากที่สุด

ตามมาด้วยเรื่องพักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี ที่แม้จะมีมาตรการออกมาในวันนี้ แต่ยังต้องรอคอยรายละเอียดในทางปฏิบัติอยู่ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำวันละ 400 บาท (และเพิ่มเป็น 600 บาทในปี 70) และมาตรการช่วยเหลือเรื่องพืชผลการเกษตร ในลำดับถัดๆไป รวมทั้งเงินเดือนลูกหลานที่เรียนจบปริญญาตรี เดือนละ 25,000 บาท ให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ

การออกมาตรการแบบปฐมบทในการประชุมครม.นัดแรกของรัฐบาลนายเศรษฐา ที่ผู้คนเฝ้ารอคอย จึงเป็นจุดเริ่มต้น และมีทั้งสมหวัง ไม่สมหวัง ถูกใจ ไม่ถูกใจ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิเคราะห์ : ประจักษ์ มะวงศ์สา