วันนี้ (27 ต.ค.2566) สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน รายงานว่า หลี่ เค่อเฉียง อดีตนายกรัฐมนตรีจีน และ อดีตสมาชิกคณะกรรมาธิการประจำสำนักการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ถึงแก่อนิจกรรมแล้วในวัย 68 ปี
สื่อทางการจีนระบุว่า หลี่ เค่อเฉียง เพิ่งไปพักผ่อนที่เซี่ยงไฮ้เมื่อไม่นานมานี้และมีภาวะหัวใจล้มเหลวกะทันหันเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 26 ต.ค. หลังได้รับความพยายามช่วยเหลือจากทีมแพทย์ทั้งหมด เขาเสียชีวิตในนครเซี่ยงไฮ้ เมื่อเวลา 00.10 น. ของวันที่ 27 ต.ค.
เส้นทางการเมือง "หลี่ เค่อเฉียง"
หลี่ เค่อเฉียง เกิดเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2498 ที่เขตติ้งหยวน มณฑลอานฮุย ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ยากจน เขาจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อปี 2517 และถูกส่งตัวไปเป็นแรงงานในทุ่งนาช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม ที่นั่นทำให้เขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน และเริ่มต้นเส้นทางสู่การเป็นหัวหน้าฝ่ายการผลิตประจำท้องถิ่นของพรรคฯ ต่อมา เขาปฏิเสธข้อเสนอเป็นผู้นำพรรคฯ ประจำท้องถิ่น เพื่อศึกษาต่อในด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยปักกิ่ง จนกระทั่งระดับปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์
ในปี 2523 เขารับตำแหน่งเลขาธิการคณะยุวชนคอมมิวนิสต์ (CYL) ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง 2 ปีต่อมาขึ้นสู่ผู้นำระดับสูงของคณะยุวชนคอมมิวนิสต์ และได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ "หู จิ่นเทา" จนในที่สุด เขาได้เป็นเลขาธิการใหญ่ของคณะยุวชนคอมมิวนิสต์จนถึงปี 2541 ก่อนจะมาเป็นรองนายกฯ และ นายกฯ ในที่สุด
ระบบ Xi-Li
หลี่ เค่อเฉียง ขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญต่างๆ แม้ไม่มีฐานเสียงหนุนในพรรคและในช่วงหนึ่งเขาเคยถูกวางตัวให้เป็นประธานาธิบดี แต่สุดท้าย เขากลายเป็นสมาชิกอันดับ 2 ของคณะกรรมาธิการ Politburo ต่อจากผู้นำสูงสุด "สี จิ้นผิง" และดำรงตำแหน่งนายกฯ ในปี 2556 ในเวลานั้นมีคำพูดเกี่ยวกับ "ระบบ Xi-Li" แต่ในความเป็นจริงแล้ว สี จิ้นผิง กุมอำนาจโดยลำพังและแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2561 เพื่อยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี
ในช่วงเวลาที่ หลี่ ดำรงตำแหน่ง เป็นที่รู้จักจากแนวนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการปฏิบัติ มุ่งเน้นในการลดช่องวางความรวยและความจน รวมทั้งนโยบายมอบที่อยู่ราคาเข้าถึงได้แก่ประชาชน นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งบอกว่า หลี่ เป็นเสมือนเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจจีน แต่นักวิเคราะห์หลายคนบอกว่า ในช่วงปลายอาชีพทางการเมืองของเขา หลี่ เค่อเฉียง ถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ ท่ามกลางความพยายามกระชับอำนาจของ ปธน.สี จิ้นผิง
Likconomics
The Warshington Post กล่าวถึงอดีตนายกฯ จีนคนนี้มีชื่อที่รู้จักอีกชื่อว่า Likconomics แม้เขาจะถูกกีดกัน แต่ หลี่ ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของความไม่พอใจต่อระบบเศรษฐกิจในจีน ในขณะที่รัฐบาลพยายามสร้างความเท่าเทียม ขจัดความยากจน แต่ในสุนทรพจน์ของ หลี่ กล่าวว่า ยังมีชาวจีน 600 ล้านคน ที่มีรายได้น้อยกว่า 140 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความโกรธเคืองต่อความไม่เท่าเทียมกันที่ถูกปฏิบัติ
หลี่ เค่อเฉียง ตอบโต้นโยบาย Zero Covid ที่เข้มงวดของรัฐบาล ในช่วงที่เกิดโรคระบาด เขาเรียกร้องให้ "สร้างสมดุล" เพื่อต่อสู้กับไวรัส ในขณะเดียวกันก็พัฒนาเศรษฐกิจไปด้วย ในปี 2563 ระหว่าง ที่เกิดการระบาด เขาเรียกร้องให้มีการฟื้นฟู "เศรษฐกิจหาบเร่" ที่มีชีวิตชีวาของแผงลอยริมถนนเล็กๆ ที่ถูกสั่งห้ามส่วนใหญ่ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟูชั่วคราว
ในปีสุดท้ายที่ดำรงตำแหน่งนี้ หลี่ พยายามส่งเสียงเตือนต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยในจีน ท่ามกลางมาตรการล็อกดาวน์จากโรคโควิด-19 ที่แพร่หลาย
ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 20 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 2565 สี จิ้นผิง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคได้ 3 วาระติดต่อกัน และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2566 ขณะที่ หลี่ เค่อเฉียง ลาออกจากพรรคและตำแหน่งผู้นำรัฐบาลหลังจากดำรงตำแหน่ง 2 สมัยในเดือน มี.ค.2566
อ่านข่าวอื่น :
นายกฯ นิมนต์พระทำบุญตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนนอนค้างคืน
กกพ.ส่งสัญญาณค่าไฟต้นปี 67 อาจทะลุ 4 บาท/หน่วย
อังกฤษเปิดสอน "วิชาเวทมนตร์" หลักสูตร 1 ปี
