“พี่ศรี” ซุ่มเงียบรับมือ สู้คดี 2 ขรก. “หนอนบ่อนไส้” แจงตำรวจ | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส

“พี่ศรี” ซุ่มเงียบรับมือ สู้คดี 2 ขรก. “หนอนบ่อนไส้” แจงตำรวจ

การเมือง
12 ก.พ. 67
15:21
234
Logo Thai PBS
“พี่ศรี” ซุ่มเงียบรับมือ สู้คดี 2 ขรก. “หนอนบ่อนไส้” แจงตำรวจ
อ่านให้ฟัง
00:00อ่านข่าวให้ฟังโดย Botnoi Voice เว็บแอปพลิเคชันสำหรับสร้างเสียงจากข้อความด้วย AI (Text to Speech)
ยังมีเรื่องให้ได้ติดตามกันต่อ สำหรับคดีแก๊งตบทรัพย์อธิบดีกรมการข้าว ที่มีนายศรีสุวรรณ จรรยา นักร้องเรียนชื่อดังเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญ ล่าสุด ตำรวจ ปปป.ได้เรียกข้าราชการระดับสูงใน กระทรวงเกษตรฯ 2 คน

ที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ อีกหนึ่งนักร้องเรียนชื่อดัง ไปให้ข้อมูลกับตำรวจว่า เป็นคนนำข้อมูลในโครงการของกรมการข้าวและกรมฝนหลวงฯ ไปให้กับกลุ่มผู้ต้องหา และนำไปสู่การร้องเรียนและตบทรัพย์

ทั้ง 2 คนคือ ผู้ที่นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ นักร้องเรียนชื่อดังอีกคนระบุถึง เป็นข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่นำข้อมูลเกี่ยวกับโครงการของกรมการข้าว และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำไปให้นายเอกลักษณ์ วารีชล หรือ “เอก ปากน้ำ” ผู้ร่วมขบวนการตบทรัพย์ของนายศรีสุวรรณ

คนแรก เป็นข้าราชการระดับ ผู้อำนวยการสำนัก สังกัดกรมการข้าว บางกระแสระบุว่า เคยได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองในกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นรองอธิบดี แต่ถูกสกัดกั้นเสียก่อน ไม่ให้เลื่อนตำแหน่ง

อีกคนหนึ่งเป็นพนักงานสอบสวน เชิญให้เข้าข้อมูลคือ นาย ก. ที่นายอัจฉริยะระบุว่า เป็นผู้ปล่อยข้อมูลโครงการจัดซื้อเครื่องบินฝนหลวงฯ ให้กับกลุ่มผู้ร้องเรียน แต่ยังไม่ชัดเจนว่า เคยเป็นข้าราชการกรมใดในกระทรวงเกษตรฯ หรือไม่ แต่ปัจจุบันมีความเกี่ยวกับกรรมาธิการชุดหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร

ที่น่าสนใจคือการเรียกไปพบของตำรวจ ปปป.ครั้งนี้ ท้ายที่สุดแล้ว จะในฐานะพยานหรือในฐานะใด เพราะด้านหนึ่ง เป็นคนที่นำรายละเอียด และจุดด้อยของโครงการ ไปให้กลุ่มนักร้อง ก่อนถูกนำไปขยายผลต่อ จนกลายเป็นการตบทรัพย์เท่ากับเป็น “เกลือเป็นหนอน” ซึ่งต้องมีความผิดทางวินัยเป็นอย่างน้อย และหากมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนให้มีการทุจริต เปิดเผยข้อมูลความลับราชการ ก็อาจเข้าข่ายเป็นคดีอาญา มีโทษตามกฎหมาย ที่มีโทษรุนแรงกว่าคนโดยทั่วไป

อ่านข่าว : จาก ขบวนเสด็จฯ ความขัดแย้ง ก่อนจะไปถึง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

เพราะหากฟังเรื่องความแน่นหนาของพยานหลักฐานที่อ้างว่ามีครบ รวมทั้งการเชื่อมโยงเส้นทางการเงินของคนในกลุ่มผู้ต้องหาแล้ว การจะเปลี่ยนจากหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในคดีกรรโชกทรัพย์ไปเป็นพยาน ก็อาจมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมตามมาก็ได้ แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนเป็นสำคัญ

ถัดจาก 2 คนที่เป็นข้าราชการแล้ว ในวันที่ 15 ก.พ.2567 จะเป็นคิวของคนใกล้ชิดนายศรีสุวรรณ คาดว่าน่า จะเป็นภรรยา ซึ่งในวันที่ตำรวจจู่โจมจับกุมนายศรีสุวรรณ คาบ้านพักที่ จ.ปทุมธานี นั้น

ภรรยานายศรีสุวรรณ เป็นคนไปนำเงิน 5 แสนบาท ที่ใส่ไว้ในถุงแขวนไว้หน้าบ้าน เข้าไปในบ้านเอง ซึ่งหากไม่โดนข้อหาสมรู้ร่วมคิด ก็อาจต้องโนข้อหาให้การสนับสนุนการเรียกตบทรัพย์

คดีนี้นอกจากมีตัวละครเอกเป็นคนดังแล้ว วิธีการก็ไม่ธรรมดา มีผู้ร่วมขบวนการหลายคน รวมทั้งคนวงในที่คอยชี้เป้าและส่งข้อมูลโครงการให้ มีแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ และมีหลายวง ขณะที่กูรูบางคนเชื่อว่า เมื่อดูจากการทำเป็นขบวนการ และมีโครงการสำคัญๆ เป็นเป้าเช่นนี้ เชื่อว่าน่าจะมีนักการเมืองร่วมอยู่ในทีมงานด้วย

เพียงแต่ตำรวจจะสาวไปถึงระดับไหน เพราะหากฟังจากคำแถลงและเสียงในคลิปของนายยศวริศ ชูกล่อม หนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหา พูดพาดพิงทั้งมีผู้ใหญ่สั่งให้เคลียร์ และทางกลุ่มต้องคอยดูแล

อ่านข่าว : "ผอ." ให้ข้อมูล ปปป.ยันไม่เกี่ยวข้องเรียกรับผลประโยชน์อธิบดี

ที่ผ่านมา ขณะที่หลายคนที่เป็นข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง มีออกอาการพลุ่งพล่านเป็นเสือติดจั่น ต้องชี้แจงสื่อหลายรอบ แต่กลับไม่ได้แจงเรื่องเหตุใดต้องยอมเจรจาหรือจ่ายเงินให้กลุ่มผู้ต้องหาหากโครงการโปร่งใส ไม่มีอะไรผิดปกติ

ขณะที่ระดับ “บิ๊ก” ในกระทรวงก็กางปีกปกป้องชัดเจน อ้างว่า โครงการโปร่งใสไร้การทุจริตตั้งแต่ต้น แทนที่จะให้เป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือการนิ่งเงียบของนายศรีสุวรรณ ผู้ต้องหาคนสำคัญ นับตั้งแต่ถูกตำรวจรวบตัวที่บ้านพักที่ จ.ปทุมธานี พร้อมเงินสดของเหยื่อและของกลางอีกส่วนหนึ่ง เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2567

หลังโดนสอบยาวนานถึง 9 ชั่วโมง และได้ประกันตัว นายศรีสุวรรณใหสัมภาษณ์สื่อ ยันไม่มีได้เรียกรับเงินจากอธิบดีกรมการข้าว และเงิน 5 แสนบาท ที่นำไปทิ้งข้างบ้าน เพราะไม่รู่ว่าเงินใครเอามาให้ จึงต้องทิ้งให้พ้นตัวไปก่อน ทั้งอ้างว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริตก็เหมือนเดินฝ่าฝน จึงเชื่อว่าโดนจับเพราะไปเหยียบตาปลาใคร

จากนั้นเป็นต้นมา นายศรีสุวรรณไม่เคยปรากฏตัว หรือให้สัมภาษณ์สื่ออีกเลย ยกเว้นเพื่อนบ้านจะบอกในวันแรกที่ได้รับการปล่อยตัวว่า เห็นออกมารอดน้ำต้นไม้ หลังจากนักข่าวกลับกันหมดแล้ว แต่หลังจากนั้นก็เก็บตัวเงียบมาตลอด

ชนิดที่นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ประธานทนายคลายทุกข์บอกว่า เป็นมืออาชีพเหมือนกับการเป็นนักร้องเรียน เป็นการวงบนิ่ง รอสถานการณ์ และประเมินท่าที แทนที่จะออกโรงพบสื่อพร้อมปฏิเสธ ท้าพิสูจน์ความจริง หรือเคลื่อนไหวให้เป็นจุดเด่น ซึ่งก็สอดคล้องกับนักกฎหมายและทนายความหลายคนที่บอกว่า ยิ่งพูดมากก็ยิ่งมัดตัวเอง

อ่านข่าว : ศาลสั่งจำคุกคนละ 15 ปี "5 ตำรวจ ตม." รีดเงินชาวจีน 10 ล้าน

นายเดชามองว่าจากรูปคดี แก๊งตบทรัพย์มีอยู่ 2 ทางเลือก คือจะหนีหรือจะสู้คดี หากในกรณีหลัง โอกาสที่จะต่อสู้และชนะคดีอาจมีไม่มากนัก เพราะหลักฐานแน่นหนาผูกมัดเชื่อมโยงชัดเจน

ไม่ใช่เฉพาะวงของอธิบดีกรมการข้าวเท่านั้น ยังมีวงนายธนกฤต จิตรอารีรัตน์ เมื่อครั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรียุติธรรม เรื่องกำไลอีเอ็ม และยังมีวงของ “แรมโบ้” นายเสกสกล อัตถาวงศ์ มัดซ้ำเข้าไปอีก รูปแบบและตัวละครก็ชุดเดียวกัน จากการพูดคุยกับทนายความของอธิบดีกรมการข้าว แสดงความมั่นใจว่าคู่ความรอดยาก

สำหรับนายศรีสุวรรณมีกำหนดนัดหมายจะนำเอกสารชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดเข้ามามอบให้พนักงานสอบสวน วันที่ 16 ก.พ.นี้ ที่ บก.ปปป.เวลา 10.00 น. แต่นายศรีสุวรรณอาจเข้าไปด้วยตัวเองหรือมอลบหมายตัวแทนไปส่งมอบให้ก็ได้

ต้องลุ้นต้องติดตามกันต้อไป ในคดีที่เชื่อกันว่า จะเป็นอีกหนึ่งคดีมหากาพย์ที่คงไม่จบง่ายๆ แม้อาจจะมีการ “ตัดตอน” ไปไม่ถึง “ไอ้โม่ง” หรือตัวการใหญ่ ไม่ต่างจากหลายคดีใหญ่ๆ ที่เคยผ่านพ้นมา

วิเคราะห์ : ประจักษ์ มะวงศ์สา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง