เช็กความพร้อม "อ่าวมาหยา" 1 ใน 11 จุด 6 อุทยานฯ ทางทะเล ใช้ระบบ "สแกนหน้า"

สิ่งแวดล้อม
15:12
จำนวนผู้ชม 272
เช็กความพร้อม "อ่าวมาหยา" 1 ใน 11 จุด 6 อุทยานฯ ทางทะเล ใช้ระบบ "สแกนหน้า"
Botnoi Voice

จุดจอดเรืออ่าวโล๊ะซามะ เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ แม้อยู่ในช่วงโลซีซั่น

ภาพประกอบข่าว เช็กความพร้อม

เจ้าหน้าที่พูดผ่านโทรโข่งเล็ก ๆ คอยแจ้งให้ผู้มาเยือนเดินต่อเนื่องจากโป๊ะจุดจอดเรือขึ้นมาบนสะพานเหล็กเล็ก ๆ อย่าเพิ่งแวะถ่ายรูป เพื่อลดความแออัดบริเวณดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่อีก 1 คนถืออุปกรณ์เล็ก ๆ ในมือ กดนับยอดนักท่องเที่ยวที่ขึ้นจากเรือ ก่อนวิทยุแจ้งไปยังจุดเช็กตั๋วด้านบน

ภาพประกอบข่าว เช็กความพร้อม

ในอนาคตจุดทางเข้าอ่าวมาหยา จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ใช้เทคโนโลยีสแกนใบหน้า เปรียบเทียบข้อมูลการจองและซื้อตั๋วผ่านระบบ E-ticket ช่วยลดปัญหาคอขวดในการตรวจเช็กคัดแยกนักท่องเที่ยวชาวไทยกับต่างชาติ รวมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่มีค่าธรรมเนียมแตกต่างกัน ที่นี่เป็น 1 ใน 11 จุด ของ 6 พื้นที่อุทยานฯ ทางทะเล ซึ่งจะนำร่องใช้งานในวันที่ 15 ต.ค.นี้

ภาพประกอบข่าว เช็กความพร้อม

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช บอกว่า เพิ่งได้รับการอนุมัติจัดซื้อเครื่องสแกนใบหน้าเพื่อติดตั้งในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งระบบบริหารจัดการการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ หรือ E-National Park แบ่งเป็น E-Ticket, ระบบเงินจ่ายตรงไปยังธนาคารและให้แจ้งยอดกลับมา, การจองบ้านพัก ซึ่งจะนำร่องที่อุทยานฯ ทางทะเล เนื่องจากมีรายได้มาก

ภาพประกอบข่าว เช็กความพร้อม
จากนี้คนที่จะเข้ามาท่องเที่ยวต้องสแกนใบหน้า จะมาลักไก่ไม่ได้ เพราะแยกชัดเจนว่าเป็นคนต่างชาติ หรือคนไทย เมื่อขึ้นเกาะจะต้องเข้าเกต บังคับนักท่องเที่ยวให้สแกนใบหน้าในจุดนี้

สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานฯ ขณะนี้พบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงมาก ที่เพิ่มขึ้นเป็นชาวอินเดีย แต่โดยรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงประมาณ 10% ส่วนคนไทยสัดส่วนยังเท่าเดิม

ภาพประกอบข่าว เช็กความพร้อม

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ล่าสุดการจัดเก็บรายได้การท่องเที่ยวอุทยานฯ ในปีนี้ยังไม่ครบปีงบประมาณ แต่จัดเก็บแล้ว 1,800 ล้านบาท ถือว่าไม่มาก เพราะมีรายจ่ายประจำ 1,400 ล้านบาท ในการคืนให้กับท้องถิ่น ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ ค่าใช้จ่ายทะนุบำรุงอุทยานฯ เพิ่มเงินค่าลาดตระเวนเชิงคุณภาพให้เจ้าหน้าที่ รวมทั้งเรื่องเฉพาะกิจ เช่น การแก้ปัญหาไฟป่าและช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์

ภาพประกอบข่าว เช็กความพร้อม

ขณะที่นางวนบุษป์ อรรถวิทย์ ผอ.ส่วนจัดการท่องเที่ยวและนันทนาการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากเดิมระบบ E-Ticket เป็นการจองและจ่ายเงิน แต่พบว่าอุทยานฯ บางแห่งไม่มีสัญญาณโทรศัพท์จึงไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้

ดังนั้นระบบใหม่ที่กำลังพัฒนา คือ จองล่วงหน้าและชำระเงิน แต่จะเพิ่มการสแกนใบหน้า (Face Scan) เหมือนการสแกนใบหน้าที่สนามบิน โดยคนไทยจะเชื่อมข้อมูลกับแอปพลิเคชัน Thai ID ทำให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น แม้ไม่ได้พกบัตรประชาชนก็ยังคงสแกนหน้าได้ ส่วนท่องเที่ยวต่างชาติต้องใช้พาสปอร์ตเวลาท่องเที่ยวอยู่แล้ว

ภาพประกอบข่าว เช็กความพร้อม

“อ่าวมาหยา” อยู่ในพื้นที่ของอุทยานหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ซึ่งเป็นอุทยานฯ ที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในปี 2567 จำนวน 1,910,047 คน และเก็บเงินรายได้ 629,893,547 บาท

นายลัญจกร สุขสวัสดิ์ ผู้ช่วยอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อธิบายภาพรวมการท่องเที่ยวของหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ว่า เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของ จ.กระบี่ ในช่วงไฮซีซั่น จะมียอดนักท่องเที่ยวสูงสุดถึงวันละ 4,000 คน แต่ขณะนี้เป็นช่วงโลซีซั่น จะอยู่ที่วันละ 1,000-2,000 คน โดยแบ่งการเข้าชมเป็นรอบละ 1 ชั่วโมง จำกัดไม่เกิน 375 คนต่อรอบ

ภาพประกอบข่าว เช็กความพร้อม

ผู้ช่วยอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี มองว่า การใช้ระบบดังกล่าวนอกจากจะสร้างความโปร่งใสในการเก็บค่าธรรมเนียมแล้ว ยังช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ในการตรวจนับนักท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มงานในส่วนการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติได้ทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะสถานที่ที่เป็นบ้านของ "ฉลามครีบดำ" สัตว์ทะเลหายาก

ภาพประกอบข่าว เช็กความพร้อม

การกลับมาของฉลามครีบดำที่อ่าวมาหยา เกิดขึ้นเมื่อช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ประกาศปิดอ่าวมหายา เพื่อฟื้นฟูปะการังและทรัพยากรทางทะเลที่เสื่อมโทรมจากการท่องเที่ยว ด้วยจุดเด่นอ่าวมาหยาเป็นเว้งที่คลื่นลมสงบ ทำให้ฉลามครีบดำเข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่ จากหลักไม่ถึงร้อยตัว เพิ่มเป็น 200 ตัว

ภาพประกอบข่าว เช็กความพร้อม

ทางอุทยานฯ จึงออกมาตรการห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ เพื่ออนุรักษ์ฉลามครีบดำ ป้องกันการสัมผัสตัวฉลาม เพราะฉลามอาจเกิดแผล ติดเชื้อ และตายได้ ด้วยพฤติกรรมฉลามจะว่ายน้ำไปเรื่อย ๆ บางครั้งอาจชนคนโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ไม่ได้ทำอันตราย และไม่กัดคน

ภาพประกอบข่าว เช็กความพร้อม

นอกจากนี้ อุทยานฯ ยังได้ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และบริษัทนำเที่ยว ระมัดระวังการใช้ประโยชน์พื้นที่ ขับเรือให้ช้าลง รวมทั้งทำแนวทุ่นในบริเวณที่มีพะยูนเข้ามาอาศัย เพื่อคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลให้คงอยู่สืบไป

อ่านข่าว : ดีเดย์ 15 ต.ค.นี้ ใช้ E-ticket - สแกนหน้า นำร่อง 6 อุทยานฯ ทางทะเล 

ทส.เปิดโครงการ “อนุรักษ์ทะเลไทย” ตามแนวพระดำริเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ 

บินโดรนสำรวจ 2 พะยูน โชว์ตัวกินหญ้าทะเลเกาะลิบง-เกาะมุกด์