เทศกาลสารทจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ "จงหยวนเจี๋ย" หรือ "เทศกาลสารทผี" ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีน ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือกันยายน ในปี 2568 ตรงกับ วันเสาร์ที่ 6 กันยายน ในความเชื่อของชาวจีน ประตูยมโลกจะเปิดออกในวันนี้ เพื่อให้เหล่าวิญญาณ ทั้งบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ และวิญญาณเร่ร่อนไร้ญาติ ได้กลับมายังโลกมนุษย์เพื่อเยี่ยมครอบครัวและรับส่วนบุญ
การทำพิธีเซ่นไหว้จึงเป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษผู้จากไป และยังเป็นการแบ่งปันเมตตาต่อวิญญาณเร่ร่อน เพื่อให้พวกเขามีความสุขสบายในปรโลก
เนื้อสัตว์ สัญลักษณ์ความมั่งคั่ง-สายใยครอบครัว
ของไหว้ที่เป็นเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะหมู ไก่ เป็ด ปลา มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการไหว้บรรพบุรุษ โดยทั่วไปแล้ว ของไหว้สำหรับบรรพบุรุษจะจัดอย่างยิ่งใหญ่และเป็นส่วนตัว มักจะเลือกอาหารที่ผู้ล่วงลับชื่นชอบเป็นพิเศษ เพื่อแสดงถึงความรักและความใส่ใจ การมีเนื้อสัตว์เหล่านี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ เช่น หมูหัน เป็ดย่าง ไก่ต้ม และปลานึ่ง
A Life Grad Funeral Services LLP กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องใช้ อาหารจริงในการไหว้ แทนที่จะเป็นอาหารที่ทำจากกระดาษว่า มาจากความเชื่อทางพุทธและเต๋าที่กล่าวว่า วิญญาณในปรโลกไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ หรืออาหารจะกลายเป็นไฟเมื่อพยายามกิน ดังนั้น เมื่อถึงเดือนสารทผี วิญญาณเหล่านี้จึงถูกปล่อยออกมาหาอาหารจริง ๆ เพื่อดับความหิว
การจัดอาหารจึงไม่ใช่แค่การถวาย แต่เป็นการแสดงออกถึงความเมตตา ความกตัญญู และการรวมญาติทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตและผู้ที่จากไป ของไหว้คาวหวานที่จัดสำหรับเจ้าที่และบรรพบุรุษมักจะมาใน ชุด 3 ชาม (ข้าว 3 ถ้วย ตะเกียบ 3 คู่ ชาจีน 3 แก้ว) ซึ่งเชื่อว่า เป็นตัวแทนของสามภพภูมิ สวรรค์ โลกมนุษย์ และยมโลก

ภาพประกอบข่าว
ภาพประกอบข่าว
ผลไม้ต้องเลขคี่ พลังหยาง-สัญลักษณ์แห่งพร
ข้อมูลจาก God of wealth การเลือกผลไม้สำหรับไหว้สารทจีนนั้นสำคัญกว่าแค่เรื่องรสชาติ เพราะทุกชนิดล้วนมี ความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้ง และแตกต่างกันไปตามพิธีกรรม กฎสำคัญประการหนึ่งคือ จำนวนผลไม้ที่ใช้วางบนโต๊ะไหว้จะต้องเป็นเลขคี่ เช่น 3, 5, 7 หรือ 9 ตามคัมภีร์อี้จิงเลขคี่ถือเป็น "หยาง" (พลังงานบวก) ในขณะที่เลขคู่เป็น "หยิน" (พลังงานลบ) การใช้เลขคี่จึงเป็นการเสริมสิริมงคล
ในเทศกาลจีน ผลไม้ที่นิยมใช้ไหว้มักมีความหมายมงคล สื่อถึงความโชคดีและความรุ่งเรือง เหมาะสำหรับการไหว้เพื่อเสริมสิริมงคลในงานเฉลิมฉลองทั่วไป ได้แก่ สับปะรด (ความเจริญรุ่งเรือง) ส้ม (โชคลาภ ความสุข) ส้มโอ และ แก้วมังกร (ความอุดมสมบูรณ์) สาลี่ (ทรัพย์สินไหลมา) ลูกพลับ (สมหวัง) แอปเปิ้ล (สุขภาพดี ความสงบ) องุ่น (ครอบครัวเจริญ) และ กล้วย (เรียกโชคลาภ)
อย่างไรก็ตาม ในเทศกาลที่เกี่ยวกับการไหว้ผี เช่น สารทจีน และ เชงเม้ง ควรหลีกเลี่ยง กล้วย สาลี่ และสับปะรด เพราะชื่อในภาษาจีนบางสำเนียงอาจพ้องกับความหมาย "เรียกวิญญาณ" หรือ "ดึงโชคผู้อื่น" ซึ่งไม่เป็นมงคล นอกจากนี้ ผลไม้ที่เป็นพวง เช่น ลิ้นจี่ ลำไย และองุ่นบางชนิด อาจสื่อถึง "การรวมกลุ่มวิญญาณ" จึงไม่เหมาะสม รวมถึงผลไม้ที่มีความหมายไม่ดี เช่น ลูกพลัม (การพลัดพราก) แตงโม (เรียกวิญญาณ) และผลไม้สีขาวหรือดำ เช่น เชอร์รี่ขาวหรือองุ่นดำ ซึ่งอาจสื่อถึงความโศกเศร้า

ภาพประกอบข่าว
ภาพประกอบข่าว
ขนมหวาน จากสินบนเทพเจ้าสู่ความก้าวหน้าในชีวิต
ขนมหวานก็เป็นส่วนสำคัญของของไหว้สารทจีน โดยเฉพาะ ขนมเข่งและขนมเทียน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อนคริสตกาล – พ.ศ.763) ขนมเข่งหรือ "เหนียนกอ" (Nian Gao) ทำจากข้าวเหนียว เป็นสัญลักษณ์ของการประสบความสำเร็จหรือการก้าวไปสู่จุดสูงสุดในอาชีพการงาน
ตำนานที่มาของขนมเข่งที่น่าสนุก
1.สินบนเทพเจ้าเตาไฟ ทุกครัวเรือนมีเทพเจ้าเตาไฟคอยดูแลและรายงานความประพฤติของคนในบ้านต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ทุกปี ในวันที่ 23 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติ ชาวจีนจะใช้ขนมเข่งที่มีความเหนียวปิดปากเทพเจ้าเตาไฟ เพื่อไม่ให้ท่านรายงานเรื่องราวร้าย ๆ ของครอบครัวต่อสวรรค์
2.รากฐานแห่งอารยธรรม ประมาณ 480 ปีก่อนคริสตกาล นายพลอู๋จื่อซู ได้สั่งให้สร้างกำแพงเมืองอู๋ โดยใช้ อิฐที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว และสั่งให้ผู้คนขุดใต้กำแพงเมื่อเกิดความยากลำบาก เมื่อเมืองถูกปิดล้อมและผู้คนอดอยาก พวกเขาก็พบอิฐข้าวเหนียวนี้และรอดตายมาได้
3.การป้องกันสัตว์ประหลาดเหนียน ในสมัยโบราณ "ตัวเหนียน" จะออกอาละวาดกินผู้คนและสัตว์ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ตำนานเล่าว่า มีชายชราคนหนึ่ง ได้ทำขนมอบจากข้าววางไว้หน้าบ้าน เมื่อเหนียนมาถึง ก็กินขนมเหล่านั้นจนอิ่มและกลับถ้ำไปอย่างสงบ ชาวบ้านจึงทำขนมคล้ายกันทุกปีเพื่อเป็นเครื่องป้องกัน
ในอดีต จีนแผ่นดินใหญ่มีขนมไหว้ 5 อย่างเรียกว่า "โหงวเปี้ย" หรือ "ปัง เปี้ย หมี่ มั่ว กี" แต่เนื่องจากส่วนผสมบางอย่างหาได้ยากในประเทศไทย จึงเปลี่ยนมาใช้ขนมเข่งและขนมเทียนแทนในการไหว้สารทจีน

ภาพประกอบข่าว
ภาพประกอบข่าว
กระดาษไหว้ ช่องทางส่งความมั่งคั่งถึงปรโลก
วารสารทางวัฒนธรรม Cash for Ash: Joss Paper in China โดย WU YOU ระบุว่า กระดาษเงินกระดาษทอง หรือ "จ้อปิก" (Joss Paper) หรือ "สปิริตมันนี" (Spirit Money) เป็นสัญลักษณ์ของเงินตราในโลกหลังความตาย ทำจากกระดาษไม้ไผ่หรือกระดาษข้าว ประดับด้วยกระดาษฟอยล์สีทองหรือเงิน
จ้อปิกมีต้นกำเนิดในจีนช่วงราชวงศ์เว่ยและจิ้น (พ.ศ.763-963) เริ่มแรกใช้เป็นเงินกระดาษที่วางไว้ในหลุมฝังศพ หรือโปรยเพื่อระลึกถึงผู้ตาย ต่อมา การเผากระดาษได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเชื่อว่าควันไฟจะช่วยเชื่อมโยงโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณได้
ความเชื่อเรื่องการเผากระดาษไหว้ เป็นการส่งมอบความมั่งคั่งและสิ่งของต่าง ๆ ให้แก่บรรพบุรุษ ในปรโลก เพื่อให้พวกเขามีชีวิตที่สุขสบาย และขอพรจากพวกเขาให้ลูกหลานประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นเสมือนการชำระหนี้ทางจิตวิญญาณ
กระดาษไหว้ที่ใช้ในพิธีกรรมจีนมีหลายประเภท ได้แก่ จ้อปิกแบบดั้งเดิม สีขาวแสดงถึงการไว้ทุกข์ มีฟอยล์ทอง/เงินสื่อถึงความมั่งคั่ง ส่วนสปิริตมันนี จะเลียนแบบธนบัตรสมัยใหม่ เช่น เงินดองเวียดนาม หยวนจีน หรือดอลลาร์ฯ บางครั้งมีภาพเง็กเซียนฮ่องเต้หรือ "ธนาคารนรก-สวรรค์" และสิ่งของกระดาษ เช่น รถหรู เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า หรือบ้านจำลอง ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเผาจะกลายเป็นสิ่งของใช้ได้จริงในปรโลก
ในการเผากระดาษไหว้ ต้องพับเป็นรูปก้อนทองและวางอย่างเรียบร้อย โดยเฉพาะในเทศกาลสารทจีน จะขีดวงกลมด้วยปูนขาว 3-4 วง วางกระดาษเงินกระดาษทองในวงในสุดเพื่อป้องกันวิญญาณเร่ร่อนแย่งชิง ขณะเผาต้องเรียกชื่อบรรพบุรุษให้มารับเครื่องเซ่น หลังเผาเสร็จ ต้องเผากระดาษชุดนอกวงกลมเพื่ออุทิศให้ผีไร้ญาติ และควรเปิดประตูบ้านทิ้งไว้เพื่อให้บรรพบุรุษเข้ามารับเครื่องไหว้ได้
การเผากระดาษไหว้ไม่ได้เป็นเพียงไสยศาสตร์ แต่เป็นการแสดงความกตัญญู ขอพร ให้มีความมั่งคั่ง อายุยืนยาว และเพื่อบรรเทาความทุกข์ทางอารมณ์ ลัทธิเต๋าเชื่อว่าการประกอบพิธีต่าง ๆ จะช่วย เชื่อมโยงโลกคนเป็นกับคนตาย ช่วยให้คนเป็นยอมรับความตายของคนที่รักได้ ในยุคปัจจุบัน การเผากระดาษไหว้จึงเป็นเหมือน ช่องทางในการแสดงความระลึกถึงและความโศกเศร้า ซึ่งช่วยรักษาความสัมพันธ์อันอบอุ่นในครอบครัว

ภาพประกอบข่าว
ภาพประกอบข่าว
สารทจีนในยุค AI
ด้วยความตระหนักถึงปัญหามลภาวะทางอากาศจากการเผากระดาษไหว้ ทำให้มีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนพิธีกรรมให้เรียบง่ายขึ้น ทางเลือกใหม่ ๆ เช่น สุสานออนไลน์ ที่ผู้คนสามารถ "เผากระดาษไหว้" และ "ถวายดอกไม้" ได้ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือ การปลูกต้นไม้แทนการเผา ก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้รูปแบบจะเปลี่ยนไป แต่ความตั้งใจในการแสดงความรัก ความเคารพ และการระลึกถึงบรรพบุรุษยังคงไม่เสื่อมคลาย
"เทศกาลสารทจีน" จึงเป็นมากกว่าพิธีกรรม แต่เป็นการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ปรัชญา และความเชื่อ ที่สะท้อนถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นในครอบครัว และการให้เกียรติผู้ที่จากไป การเข้าใจในความหมายที่ลึกซึ้งของของไหว้แต่ละชนิด จะช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาของบรรพบุรุษได้อย่างแท้จริง และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมนี้ต่อไปด้วยความเข้าใจ
ที่มาข้อมูล : A Life Grad Funeral Services LLP, God of wealth, Inter sections, Xiao En
อ่านข่าวอื่น :
"จรูญเกียรติ" เผยผลตรวจเส้นเงิน คดีอดีตพระอลงกต คาดอาจถึงหลักหมื่นล้าน