ปฏิบัติการบุกจู่โจมเวเนซุเอลา ควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ถือเป็นเหตุการณ์สั่นสะเทือนการเมืองโลก สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของระเบียบโลกที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา พร้อมส่งสัญญาณเตือนไปถึงจีนและรัสเซีย ไม่ให้ล้ำเส้นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ อีกด้วย วิเคราะห์โดย พงศธัช สุขพงษ์ บรรณาธิการ Thai PBS World
สหรัฐฯ โจมตีเวเนซูเอลา ภาพสะท้อนระเบียบโลกบนความไร้ระเบียบ
นอกเหนือจากการแถลงของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ที่รีสอร์ท มาร์-อา-ลาโก ในรัฐฟลอริดา หลังสหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา และจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร พร้อมกับภริยา แล้วส่งตัวมาดำเนินคดีในสหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ม.ค. 2569
การแถลงข่าวครั้งนี้หยิบยก 2 ประเด็นหลัก คือ การปราบปรามยาเสพติด และการฟื้นฟูแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม หากย้อนพิจารณา "เอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่" ที่เผยแพร่เมื่อ พ.ย. 2025 จะพบว่า สหรัฐฯ ระบุชัดว่า ลาตินอเมริกาทั้งอเมริกาเหนือและใต้ คือ "เขตอิทธิพล" ของตน
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการมองภูมิภาคนี้เสมือน "หลังบ้าน" ของสหรัฐฯ และเชื่อมโยงไปถึงหลักการมอนโร (Monroe Doctrine) ที่มีอายุกว่า 200 ปี สมัยประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร คือเป็นหลักการที่ระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการในยุโรป และยุโรปจะต้องไม่มาแทรกแซงกิจการทั้งในอเมริกาเหนือ และอเมริการใต้
มาถึงช่วงประมาณปี 1900 สมัยประธานาธิบดีทีโอดอร์ โรสเวลต์ ก็มีการขยายเพิ่มไปอีกว่าสหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็น "ตำรวจโลก" ในการเข้าไปดูแลประเทศที่เป็น "หลังบ้าน" ของตน หากประเทศไหนไร้ระเบียบ สหรัฐฯก็มีสิทธิที่จะเข้าไปจัดการได้
กระทั่งมาถึงปี 2025 ในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ขยายหลักการนี้เพิ่มไปอีก สหรัฐฯ จะเข้ามาควบควบคุมพื้นที่นี้ 100% ประเทศอื่นที่เป็นมหาอำนาจนอกภูมิภาค ไม่มีสิทธิเข้ามาแทรกแซง แนวคิดนี้ถูกบรรจุไว้ในเอกสาร “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” ฉบับใหม่ ซึ่งสะท้อนความคิดของสหรัฐฯ ต่อพื้นที่บริเวณนี้
แรงจูงใจด้านพลังงานและทรัพยากรยุทธศาสตร์
นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว สหรัฐฯ มีเป้าหมายสำคัญในการเข้าฟื้นฟูและควบคุมแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลา ซึ่งเวเนซุเอลา เป็นแหล่งสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลกถึง 17% ของโลก แต่ประสิทธิภาพในการผลิต การจัดการน้อยทำให้ การผลิตต่ำ อยู่ที่ประมาณ 1% เท่านั้น
สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการเพียงป้อนตลาดในประเทศ แต่ต้องการควบคุมราคาในตลาดโลกและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ก็พอจะประเมินได้นี่น่าจะเป็นแรงจูงใจหลัก ที่สหรัฐฯ กล้าที่จะเปิดปฎิบัติการในพื้นที่ที่เขาเรียกว่า เป็นหลังบ้าน
นอกจากน้ำมันแล้ว ต่อเนื่องจากในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ ที่ระบุถึงประเทศมหาอำนาจนอกภูมิภาค ที่บอกว่า มหาอำนาจนอกภูมิภาค ไม่สามารถยึดครองสินทรพย์ รวมถึงตั้งฐานทัพได้ หากย้อนกลับไปในช่วงกว่า 10 ปี ภายใต้การบริหารของ นิโคลัส มาดูโร มีการกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง เวเนซุเอลา กับ จีน และรัสเซียมากยิ่งขึ้น จีก็นำเข้าน้ำมันจาก เวเนซุเอลา จำนวนมาก จีนเป็นเหมือนประตูทางออก เพื่อที่จะเลี่ยงมาตรคว่ำบาตร ที่เวเนซุเอลา เผชิญกับสหรัฐฯ ด้วย
ส่งสัญญาณเตือนมหาอำนาจ "จีน-รัสเซีย" อย่าล้ำเส้นในเขตอิทธิพล
ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนโดยตรงไปยังจีนและรัสเซีย ไม่ให้ล้ำเส้นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ การเปิดปฏิบัติการเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากทูตพิเศษของจีนเข้าพบพบคือนิโคลัส มาดูโร นั้นหมายความว่า อิทธิพลของจีนไม่สามารถเป็นเกราะคุ้มกันเวเนซุเอลาได้เสมอไป
นอกจากนี้การแสดงแสนยานุภาพทางการทหาร ยังมี การตัดไฟฟ้าในหลายพื้นที่ และระบบเรดาร์ แสดงให้ทั้งจีนและรัสเซียเห็นว่า หากคิดขยายอิทธิพลเข้ามาในเวเนซุเอลาะต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่ท่วมท้นของสหรัฐฯ และสุดท้าย โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำในเรื่องของที่จะให้บริษัทอเมริกัน เข้าไปฟื้นฟูแหล่งน้ำมันใน เวเนซุเอลา หมายถึงการตัดช่องทางทั้งรัสเซียและจีน เข้ามาเข้าถึงแหล่งน้ำมันด้วย
เวเนซุเอลา ไม่ได้มีแค่แหล่งน้ำมันสำรองเท่านั้นแต่ยังมีแร่หายาก ลิเธียม และทองคำ ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการปักหมุดครอบครองและตัดช่องทางไม่ให้มหาอำนาจอื่นเข้าถึง
นานาชาติหวั่นเกรง คิวบา-กรีนแลนด์-อิหร่าน เป้าหมายต่อไป ?
ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลไปทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ถูกมองว่าอยู่ในเป้าหมายของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นคิวบา ที่ถูกระบุว่าอาจเป็นประเทศถัดไปที่สหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีกรณีของเดนมาร์กที่สหรัฐฯ แสดงความต้องการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ และอิหร่านที่สหรัฐฯ พร้อมจะเข้าแทรกแซงการประท้วงภายในประเทศ ปฏิบัติการในเวเนซุเอลาจึงเป็นการพิสูจน์ว่า คำขู่ของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่สามารถลงมือทำจริง
ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความวิตกกังวล หากแต่กำลังกลายเป็น "บรรทัดฐานใหม่"สำหรับบางประเทศด้วย ซึ่งมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนจับตามองเหตุการณ์นี้อยู่ ในอนาคตอ้างไม่ได้แล้วว่าสหรัฐฯ ยังยึดมั่นในระเบียบกติกาของโลก เขาอาจจะอ้างด้วยซ้ำว่า ทำไมเขาถึงจะอ้างไม่ได้ หากสมมุติรัสเซียจะเคลื่อนพลรุกราน บางประเทศในแถบยุโรปตะวันออก
ยกตัวอย่างบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจ โดยระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ มองตัวเองเป็น "นักล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 19 ที่มีอาวุธในศตวรรษที่ 21" ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตราย แล้วก็อาจทำให้โลกไร้เสถียรภาพมากขึ้น และกระทบระเบียบโลกด้วย แล้วกระทบอย่างไร หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เรามีกลไกระเบียบโลกมีสหประชาชาติดำเนินกลไกต่างๆ ที่ชาติสมาชิกต้องการ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันตอกย้ำว่าสหประชาชาติเองก็อาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันปฎิบัติการทางทหารในลักษณะนี้หรือไม่
ขณะเดียวกันระเบียบโลกใหม่ที่ขณะนี้เริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้น คือระเบียบโลกบนความไร้ระเบียบ คือใครที่มีกำลังมากก็สามารถใช้กำลังนั้นในการข่มขู่ประเทศอื่น นี้เป็นความเคลื่อนไหวที่มองว่า ตลอดปี 2026 ต้องติดตาม จะเกิดเหตุการณ์อะไรที่เป็นจุดตึงเครียดอีกหรือไม่
อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา "มาดูโร" ภรรยา-ลูกชาย คดียาเสพติด-ก่อการร้าย
สาธารณรัฐโบลิวาร์แห่งเวเนซุเอลาออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ
กต.ออกเเถลงการณ์ กรณีสหรัฐฯ–เวเนซุเอลา เรียกร้องแก้ความขัดแย้งโดยสันติวิธี











