ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

จับตาศาลสหรัฐฯ ชี้ชะตา "ภาษีทรัมป์" TDRI ประเมินไทยมีทางเลือกใหม่หากผลเป็นโมฆะ

ต่างประเทศ
19:48
6,008
จับตาศาลสหรัฐฯ ชี้ชะตา "ภาษีทรัมป์" TDRI ประเมินไทยมีทางเลือกใหม่หากผลเป็นโมฆะ
คืนนี้ทั่วโลกจับตาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินคดีภาษีทรัมป์ตาม IEEPA ด้าน TDRI ประเมินหากผลเป็นโมฆะ ไทยอาจได้โอกาสเจรจาขยายโควตาข้าวโพดและลดภาษี แต่สหรัฐฯ อาจหันใช้ ม.232 กระทบเหล็กและรถบรรทุก ก.พาณิชย์ ชี้ผู้ประกอบการอาจขอคืนภาษีได้

วันนี้ (9 ม.ค.2569) เวลา 10.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ หรือตรงกับเวลา 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ทั่วโลกกำลังจับตามองคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดีที่อาจชี้ชะตากำแพงภาษีนำเข้าของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหากศาลตัดสินเป็นโมฆะ สหรัฐฯ อาจถูกฟ้องร้องโดยบริษัทกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก เพื่อขอคืนเงินภาษีศุลกากรที่จ่ายไปแล้ว มูลค่ารวมสูงถึง 133,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

คดีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ปี พ.ศ.2520 หรือ IEEPA ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ โดยทรัมป์นำมาใช้กำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ เพื่อแก้ปัญหา 4 ประการหลัก

  1. การลักลอบนำเข้ายาเฟนทานิลจากจีน แคนาดา และเม็กซิโก
  2. การขาดดุลการค้าทั่วโลก
  3. การซื้อน้ำมันจากรัสเซียเปิดทางให้สหรัฐฯ เก็บภาษีอินเดียร้อยละ 50
  4. การดำเนินคดีกับอดีตผู้นำบราซิล ชาร์อี โบลโซนาโร ซึ่งนำไปสู่ภาษีบราซิลร้อยละ 50

นักกฎหมายหลายคนคาดว่าทรัมป์อาจแพ้คดีนี้ การพิจารณาคดีของศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะต้องตอบคำถามหลัก ๆ 2 ข้อ คือ ประธานาธิบดีมีอำนาจกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศได้หรือไม่ โดยไม่ผ่านสภาคองเกรส ซึ่งหลายศาลชั้นล่างเคยตัดสินว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต

ส่วนอีกประเด็น คือ ปัญหาที่ทรัมป์อ้าง เรียกว่าฉุกเฉินหรือไม่ เช่น เรื่องการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่และเกิดขึ้นมาโดยตลอด หรือความไม่พอใจต่อการดำเนินคดีของศาลในบราซิล จนทำให้ทรัมป์ต้องขึ้นภาษีบราซิลเพื่อจัดการปัญหานี้ ก็ดูจะฟังไม่ขึ้นว่า สหรัฐฯ ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ประเด็นเหล่านี้ทำให้ข้ออ้างในการใช้อำนาจของทรัมป์ ดูไม่ค่อยมีน้ำหนัก

หากศาลตัดสินว่าโมฆะ กำแพงภาษีนี้ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ที่สร้างรายได้มหาศาล ช่วยลดภาษีบางประเภท และอัดฉีดนโยบายความมั่นคงอื่น ๆ "อาจถูกยกเลิก" ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียเครื่องมือต่อรองและกดดันประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีนที่รีบติดต่อทันทีเมื่อทรัมป์ขู่ขึ้นภาษี 100%

อย่างไรก็ตาม ทีมทรัมป์เตรียมแผนสำรองไว้อย่างแน่นหนา โดยสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของทรัมป์ ยืนยันว่ารัฐบาลสามารถอุดช่องว่างรายได้จากภาษีนำเข้าได้ ผ่านกฎหมายอื่น ๆ ที่เปิดช่องสานต่อมาตรการนี้ แม้จะช้ากว่าและมีข้อจำกัดมากกว่า IEEPA

เช่น ม.232 ของกฎหมายการขยายการค้าปี พ.ศ.2505 ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีได้แบบไร้เงื่อนไขหากกระทบความมั่นคงชาติ แต่ต้องผ่านการสอบสวนกระทรวงพาณิชย์ก่อน หรือม.201 ของกฎหมายการค้าปี พ.ศ.2517 ให้อำนาจกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าที่คุกคามอุตสาหกรรมในประเทศ 50% บังคับใช้ได้นาน 4 ปี ต่ออายุได้ถึง 8 ปี แต่ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนก่อนเช่นกัน ขณะที่ ม.122 ของกฎหมายการค้าปี พ.ศ. 2517 อนุญาตเก็บภาษีร้อยละ 15 จากประเทศขาดดุลได้ 150 วัน โดยไม่ต้องสอบสวน

แม้ปัญหาหลักคือเวลาที่ใช้ในการสอบสวน ซึ่งลดความคล่องตัวของทรัมป์ในการกดดันคู่ค้า แต่ภาษีสำคัญบางรายการ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วน จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง

สำหรับประเทศไทย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ระบุว่าหากศาลพิจารณาตัดสินว่า การเก็บภาษีไม่สามารถทำได้ อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ก็จะไปอยู่ที่อัตราเดิม โดยภาษีสินค้าที่ไทยส่งออกไป ผู้ประกอบการอาจต้องพิจารณาขอเรียกคืนภาษี แต่เชื่อว่า สหรัฐฯ อาจจะใช้มาตรการอื่นแทน เช่น มาตรการภาษีเฉพาะสินค้าตาม ม.232 ของกฎหมายการขยายการค้า (Trade Expansion Act) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ต่อความมั่นคงแห่งชาติ

ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราภาษีสูงเกินกว่าอัตราภาษีที่ถูกเก็บ ซึ่งจะถูกเก็บเฉพาะบางกิจการกลุ่มอุตสาหกรรม หรือรายการสินค้า หากใช้มาตรการนี้ ก็อาจจะเป็นประโยชน์ เพราะสินค้าที่ถูกเก็บส่วนใหญ่ จะไม่ถูกผลกระทบ

แต่หากศาลตัดสินว่า ยังสามารถดำเนินการด้านภาษีต่อได้ กระทรวงพาณิชย์ ก็ยังเดินหน้าเจรจาทางเทคนิค ซึ่งล่าสุด  ไทยพูดคุยด้านเทคนิค และได้ประสานไปทางสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) แล้ว


นายศุภณัฎฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า หากศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าเป็นโมฆะ ไทยสามารถใช้โอกาสนี้ เจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ เพื่อทบทวนกรอบความตกลงร่วมกันเบื้องต้น หรือ Joint statement ได้ เช่น การขยายโควตานำเข้าข้าวโพดสหรัฐฯ จาก 54,000 ตัน เป็น 1,000,000 ตัน และลดภาษีจากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 0

แต่หากแพ้คดี สหรัฐฯ ยังสามารถใช้กลไกการออกกฎหมายภาษี ผ่านสภาคองเกรซ เพื่อบังคับเก็บภาษีเฉพาะสินค้า ตาม ม.232 ได้ เช่น การกำหนดอัตราภาษีกลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่พร้อมชิ้นส่วน ซึ่งไทยส่งออกไปสหรัฐฯ สูงกว่า 7,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 10  ของมูลค่าการส่งออก เช่นเดียวกับ อะลูมิเนียม หรือเหล็กกล้า ที่จะถูกเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 50

อ่านข่าวอื่น :

สหรัฐฯ ทุ่มกว่า 100 ล้านดอลลาร์ หนุน ทบ.เสริมสร้างเสถียรภาพชายแดน

สมรภูมิเหล็ก 69 เหล็กไทยเจอศึกหนัก ตั้งรับมาตรการ CBAM

วิกฤตเศรษฐกิจอิหร่าน ทำ ปชช.ไม่พอใจ ลุกฮือประท้วงต่อเนื่อง 12 วัน