ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

สมรภูมิเหล็ก 69 เหล็กไทยเจอศึกหนัก ตั้งรับมาตรการ CBAM

เศรษฐกิจ
18:45
2,352
สมรภูมิเหล็ก 69 เหล็กไทยเจอศึกหนัก ตั้งรับมาตรการ CBAM

วันนี้ (9 ม.ค.2569) ท่ามกลางสงครามการค้าที่ยังไม่จบ ศาลสูงสุดสหรัฐ เตรียมตัดสินชี้ชะตาภาษีทรัมป์ แต่หนึ่งอุตสาหกรรมที่โดนไปแล้วเต็ม ๆ คือ "เหล็ก" กับภาษีร้อยละ 50 ขณะที่ไทยกำลังเผชิญศึกรอบด้าน ทั้งเหล็กต่างชาติทะลักตลาด และ มาตรการ CBAM หรือ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ที่ใช้ควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้านำเข้า ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 1 ม.ค.2569

มาตรการนี้กำหนดให้ผู้นำเข้าใน EU ต้องซื้อเอกสารรับรองการจ่ายค่าธรรมเนียม (CBAM certificates) ตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกินกว่า Benchmark value สำหรับสินค้า 6 ประเภท ได้แก่

  1. ซีเมนต์
  2. เหล็ก/เหล็กกล้า
  3. อะลูมิเนียม
  4. ปุ๋ย
  5. ไฟฟ้า
  6. ไฮโดรเจน

นางกรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เปิดเผยผลงานวิจัยพบว่าราคา CBAM certificates ค่อนข้างสูงอยู่ที่ 60-100 ยูโรต่อตันคาร์บอน ทำให้ผู้นำเข้าจะพิจารณาเลือกซื้อสินค้าจากประเทศที่ปล่อยคาร์บอนน้อยเพื่อประหยัดต้นทุน ซึ่งไทยเองก็ส่งสินค้าเหล่านี้ไปยัง EU เช่นกัน โดยเฉพาะเหล็ก คิดเป็นมูลค่า 4,264.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568

นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า มาตรการ CBAM จะทำให้ผู้นำเข้าของ EU มีต้นทุนเพิ่มขึ้นมาประมาณร้อยละ 5-10 ในการนำเข้าสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ทำให้ผู้นำเข้าเลือกที่จะซื้อสินค้าจากประเทศที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า

สำหรับไทย ส่งออกเหล็กไปยัง EU ประมาณ 200,000-300,000 ตัน/ปี โดยกระบวนการผลิตเหล็กในไทยส่วนใหญ่ใช้เตาไฟฟ้า ซึ่งมีอัตราการปลดปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าการผลิตแบบเตาถลุง ทำให้มีโอกาสส่งออกไปยัง EU มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตที่ไม่ได้ใช้เตาไฟฟ้า รวมถึงผู้ผลิตรายเล็ก ยังต้องการการสนับสนุน ให้สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรการ CBAM ซึ่งอาจมีขั้นตอนซับซ้อน และอาจต้องมีต้นทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กซึ่งมีทรัพยากรทรัพยากรน้อยกว่ารายใหญ่ ไปต่อได้

นายบัณฑูรย์ ยังเสนอว่า ประเทศไทยเองก็ควรมี Thai CBAM เพื่อสนับสนุนการพัฒนา และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมอุตสาหกรรม ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กเท่านั้น  ซึ่งอาจเป็นในรูปแบบของกองทุน จากเก็บภาษี CBAM ของไทย เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มาตรการ CBAM จะส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยที่ส่งออกไป EU ในปี 2569 ประมาณร้อยละ 3.8 คิดเป็นมูลค่ากว่า 28,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็เตรียมรับมือ เพราะอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มาตรการ CBAM จะไม่จำกัดแค่สินค้าต้นน้ำอย่างเหล็ก แต่อาจลามไปถึง ผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือสินค้าที่มีเหล็กและอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบหลัก ถึงตอนนั้นผลกระทบจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก 

ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังแสดงความกังวล ผลพวงจากกำแพงภาษีที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2568 แม้สหรัฐฯ จะกำหนดอัตราภาษีตอบโต้สำหรับสินค้าไทยไว้ที่ร้อยละ 19 แต่ยังมีสินค้าตามมาตรา 232 ซึ่งรวมถึงเหล็ก ที่ถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 2 เท่า จากร้อยละ 25 มาเป็นร้อยละ 50 สำหรับทุกประเทศ ทำให้การส่งออกเหล็กเข้าสหรัฐฯ ยากขึ้น

แม้ผลกระทบทางตรงต่อไทยอาจไม่มาก เพราะส่งออกเหล็กไปสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่น้อย แต่ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่า คือผลกระทบทางอ้อม จากการระบายเหล็กส่วนเกิน ที่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะเหล็กจากจีน ซึ่งมีกำลังการผลิตล้นตลาด และเร่งหาตลาดใหม่ ในอาเซียน รวมถึงไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเจอกับการแข่งขันที่สูงขึ้น และยังมีเหล็กไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาดจำนวนมาก

พร้อมฝากไปถึงรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ว่าอุตสาหกรรมเหล็กคือพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จึงอยากให้เข้มงวดในการป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม ปรับปรุงมาตรการต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ และดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด 

ด้าน ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวถึง มอก. 24-2548 (ฉบับแก้ไข) ซึ่งเป็น มอก. เหล็กเส้นไทยฉบับปัจจุบันสำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต (ข้ออ้อย) ว่าต้องการให้ปรับปรุงมาตรฐานวัสดุเหล็กเส้นโดยคำนึงถึงความปลอดภัย ไม่ให้ซ้ำรอยความเสียหายที่เคยเกิดขึ้นในอดีต 

ส่วนความคืบหน้ากรณี 10 สมาคมเหล็กไทย ยื่นหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี  เพื่อเรียกร้องรัฐบาลเข้มงวดและโปร่งใส ที่พิจารณาอนุญาตให้โรงงานที่เคยถูกสั่งปิดชั่วคราวกลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง ขณะนี้ได้มีการหารือกันเพิ่มเติม และอาจต้องไปถึงสภาวิชาชีพที่มีบทบาทในการกำกับมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ เช่น สภาวิศวกร ซึ่งจะต้องมีการหารือและเพิ่มน้ำหนักกดดันให้กับรัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการที่จะออกมาตรฐานให้คำนึงถึงความปลอดภัย และเรียนรู้กรณีศึกษาจากต่างประเทศ

"ในประเทศจีนไม่ให้ผลิตเหล็กโดยใช้เตา IF แล้ว น่าตั้งคำถามว่าทำไมประเทศไทยยังให้ใช้อยู่ ในทฤษฎีมันสามารถผลิตได้จริง แต่ในทางปฏิบัติการควบคุมมันไปไม่ถึง มาตรฐานการกำกับดูแลความปลอดภัยของโครงสร้าง เหล็กที่ใช้ต้องมีคุณภาพ ไม่ให้ประชาชนต้องเสี่ยงดวงว่าวันไหนจะมีแผ่นดินไหวใหญ่ ทำให้โครงสร้างถล่มเหมือนกับเหตุการณ์ตึก สตง." ศ.ดร.อมร กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีการผลิตเหล็กเพิ่มขึ้นจากปี 2567 โดยผลิตใช้เองในประเทศราว  16 ล้านตัน และส่งออกราว 1,500,000 ตัน

วิเคราะห์โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ ไทยพีบีเอส

อ่านข่าวอื่น :

วิกฤตเศรษฐกิจอิหร่าน ทำ ปชช.ไม่พอใจ ลุกฮือประท้วงต่อเนื่อง 12 วัน

กกต.ขยายวันเลือกตั้ง อบต. 15 พื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็น 18 ม.ค.69

กองบรรณาธิการข่าวไทยพีบีเอส แถลงกรณีถูกแอบอ้างเรียกรับเงิน ค่าเผยแพร่ข่าว